ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยมุ่งอภิปรายแกนนำของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงหลักๆ ในวันที่ 25 ม.ค. เพื่อจะอภิปรายในช่วงวันที่ 16 ก.พ.ก่อนปิดสมัยประชุมในปลายเดือน การอภิปรายครั้งนี้ มีกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลออกมาวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายค้านว่า เวลาไม่เหมาะสม รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหา ควรให้เวลารัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่
ยังมีเสียงวิจารณ์จากส.ว.ว่า ประชาชนกำลังสนใจว่าการระบาดของโควิดจะยุติอย่างไร ชีวิตความเป็นอยู่จะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่ได้สนใจว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนไหน อภิปรายแล้วจะเป็นอย่างไร แม้แต่การเคลื่อนไหวของม็อบราษฎร ก็ไม่ได้รับความสนใจ อาจจะต่อต้านด้วยซ้ำว่า จะอดตายกันอยู่แล้วจะมาเคลื่อนไหวการเมืองกันทำไมอีก
ทรรศนะเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด การทำลายความชอบธรรมของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยการชี้ว่าเวลาไม่เหมาะสม สร้างปัญหาให้บ้านเมือง ทำให้ฝ่ายบริหารเสียสมาธิในการทำงาน เป็นเรื่องที่กระทำกันมาตลอด บางยุค ถึงกับล้มญัตติไม่ไว้วางใจด้วยการล็อบบี้ ส.ส.ฝ่ายค้านให้ถอนชื่อจากญัตติ บางคนต่อรองกันจนนาทีสุดท้าย และมีกระแสข่าวว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้องไม่น้อย ระยะหลังอาจจะเกรงใจประชาชนมากขึ้น จึงไม่กล้าทำอย่างออกหน้าออกตา
ทรรศนะที่เห็นว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องไม่เข้าท่า ไม่ควรทำในยามบ้านเมืองเกิดวิกฤต
มาจากฝั่งที่ได้ประโยชน์จากสภาพบ้านเมืองที่ไม่มีการตรวจสอบ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ยิ่งในยามวิกฤต จะต้องใช้งบจำนวนมากแก้ปัญหา ความเห็นจากตัวแทนประชาชนเป็นเรื่องที่จำเป็น การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงควรเกิดขึ้นตามวิถีทาง และทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่ของตนเองอย่างตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพ
คุ้มค่าที่สุด

