“คนเรา” ในทุกวันนี้ แม้ว่าจะทำความดีความงามอะไรเพื่อเพิ่มพูนหรือไถ่ถอนอะไร แก่สิ่งที่ได้ทำไว้แต่กาลก่อนก็ตาม ก็ยังนับว่าเป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนาสาธุอยู่นั่นเอง และบางทีอาจจะเป็นที่น่าอนุโมทนาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าก็ยังได้ ในเมื่อการกระทำเช่นนั้นได้กระทำไปด้วยความไม่ประมาท แท้จริงแล้วมันนำผลที่เกิดจากการกระทำนั้นๆ ยังแผ่ไพศาลไปเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์จำนวนมากมายอีกด้วย ซึ่งขออนุโมทนาเป็นพิเศษ
แม้ว่าในอดีตบิดามารดาบรรพบุรุษจะนับถือพระพุทธศาสนา เมื่อพวกเราครั้งหนึ่งเมื่อยังเป็นผู้อยู่ “วัยเยาว์” ก็เคยไปทำบุญไหว้พระกับท่าน แต่ก็ไม่รู้ความหมายของการกระทำนั้นเลย แต่เมื่อพวกเราพอเติบโตเป็น “ผู้ใหญ่” ครั้งหนึ่งเคยคิดว่า “ศาสนา” ไม่จำเป็นกับคนเราเลย โดยคิดว่า “คนเรา” หากมีเงินเพื่อซึ่งหาสิ่งที่ตนปรารถนาก็เป็นการเพียงพอแล้ว และยังเห็นไปว่า “มีศาสนา” เข้าก็จะเป็นการเพิ่มภาระ หน้าที่โดยไม่จำเป็นเลย ประหนึ่งว่า “พวกเรา” จึงกลายเป็นคน “ไม่มีศาสนา” ระยะหนึ่ง
คนเราเกิดมาทำไม? หลายท่านคงคิดขึ้นได้ว่า คนเรานี้ไม่เห็นมีอะไร วันหนึ่งๆ เช้าขึ้นก็กิน ทำงานเที่ยวเตร่ เสพกาม นอนซ้ำๆ ซากๆ ไม่เห็นมีแก่นสารอะไรเลย ถ้าเช่นนั้นคนเราเกิดมาทำไม ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่? เรามักจะตั้งปัญหาถาม “ตนเอง” และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เช่นว่า ชีวิตคืออะไร? ทำอย่างไร? จึงจะได้หรือพบสิ่งที่ชีวิตต้องการนั้น? แต่ก็ไม่สามารถตอบปัญหาชีวิตดังกล่าวได้ เดิมๆ หลายคนถามว่าเป็นอะไรก็บอกไม่ถูก แต่ก็เหมือนกับ “สัตว์เดรัจฉาน” อยู่ 4 ประการ คือ รู้จักแต่เรื่อง “กลัว กิน นอน เสพกาม” และคิดแต่เรื่อง “ทรัพย์สินเงินตรา” และ “วัตถุอุปกรณ์” และ “ยศศักดิ์” ให้ได้สิ่งดังกล่าวเท่านั้น แต่ถ้าหากใครได้มีโอกาสศึกษา “ธรรมะ” จึงได้ทราบว่า “สิ่งดังกล่าว” เป็นเพียงเครื่องนำมาซึ่งปรนเปรอความปลื้มใจแบบ “ชาวโลก” เท่านั้น แต่ไม่ทำให้คนแตกต่างจาก “สัตว์เดรัจฉาน”
“มนุษย์” คือใคร?: “มนุษย์” คือ ผู้มีใจสูงชนิดที่ “กิเลส ตัณหา อุปาทาน” อันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ท่วมทับไม่ได้ เมื่อท่วมทับไม่ได้ เขา “ผู้มีใจสูง” กว่าก็เป็นผู้ชนะทุกข์ หรือปราศจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่ “มนุษย์” ควรจะได้นั้น คือ ความไม่มีทุกข์โดยเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์นั่นเอง นั่นคือ “จิตอยู่เหนือทุกข์ทั้งปวง”
มนุษย์เราจะเป็น “มนุษย์” อยู่ได้ ก็เพราะกำลังประกอบอยู่ด้วย “ธรรม” มิฉะนั้นจะต้องเสียความเป็นมนุษย์ หรือถึงกับต้องตายในที่สุด โดยไม่ต้องสงสัยเลย มนุษย์ที่ไม่ได้ประกอบอยู่ด้วยธรรม ก็ต้องประกอบอยู่ด้วย “อธรรม” เป็นธรรมดา และจะต้องเป็นอมนุษย์ในร่างของมนุษย์ ด้วยโลกปัจจุบันนี้จะเป็นอย่างไรถ้าหากเป็นโลกที่ประกอบอยู่ด้วย “อมนุษย์” ในร่างของมนุษย์เต็มไปเสียทั้งโลก? และแม้แต่คนคนหนึ่งจะได้รับประโยชน์อะไร ถ้าใจของเราได้รับแต่การรบกวนความรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นมนุษย์เสียร่ำไปและยิ่งทวีขึ้น
“ลัทธิวัตถุนิยม ทั้งอย่างเผด็จการและอย่างประชาธิปไตย” ยิ่งเจริญขึ้นในโลกเพียงใด คนในโลกก็จะยิ่งเกลียดธรรมไม่ประสงค์ธรรมยิ่งขึ้นเพียงนั้น เมื่อโลกไม่มีธรรมแล้ว คนก็อยู่ในโลกไม่ได้ด้วยกัน ทั้งพวกเผด็จการและพวกประชาธิปไตย ดังนั้น โลกเราใบนี้ ใบใหม่ใน “ทศวรรษ” ข้างหน้า ค.ศ.2021-2030 โลกจะต้องเลิกบูชาวัตถุนิยม สร่างซาความหลงใหลงมงายในวัตถุกันเสียบ้าง เพื่อว่า “ธรรม” จะได้มี อาศัยอยู่ในจิตใจของคนในโลกมากขึ้นให้โลกในยุคโควิด “ทศวรรษหน้า” กลายเป็นโลกของมนุษย์ที่จิตใจสูงไปตามเดิม อย่างกรณีที่เกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ.2020 สู่ ค.ศ.2021 มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่าง ได้แก่
กรณี “สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศต้นแบบ” เบอร์หนึ่งของโลกที่ให้การยอมรับเป็นประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ดีที่สุด และกฎหมายสูงสุดคือ “รัฐธรรมนูญ” เพียงฉบับแรกและฉบับเดียวในโลกใบนี้ ซ้ำเรื่องที่เกิดไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันเกิดขึ้นแล้วในเชิงประจักษ์ กล่าวคือ ประธานาธิบดี “ทรัมป์” ตั้งแต่เริ่มได้รับการเลือกของประชาชนอเมริกันเป็น “ประธานาธิบดี” ได้ก่อวีรกรรมมากมายกับนานาประเทศ โดยเฉพาะกับ “จีน” เรืองอำนาจและการค้าระหว่างประเทศ
เดือนสุดท้ายก่อนที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ คือวันที่ 20 มกราคม 2564 จะเป็นวันที่มีการมอบ “ภาระงาน” และการสาบานตนของประธานาธิบดีคนใหม่ คือ “โจ ไบเดน” ในการเข้ารับตำแหน่งที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้น
“โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งในฐานะผู้แพ้ ไม่สามารถอยู่ต่อไปอีก 4 ปีได้ ซึ่งอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะได้รับการเลือกตั้งบริหารประเทศต่อไปจนครบวาระ 8 ปี ถ้าเล่ากันไปตามครรลองวัฒนธรรมประเพณียอมรับว่าตนเองแพ้ก็จบไปได้
ปัญหาการเมืองของสหรัฐในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งนี้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีม็อบบุกรัฐสภาทำลายวัตถุสิ่งของและมีคนตายถึง 5 คน บาดเจ็บ 40 กว่าคน ซึ่งถือว่าหนักหนาไม่น้อย เพราะเกิดความขัดแย้งในสังคมการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง การกล่าวหาอีกฝ่ายว่า “โกงเลือกตั้ง” โดยไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันเป็นวิธีการต่อสู้ที่โดนัลด์ ทรัมป์ นำมาใช้ในการปลุกระดมผู้สนับสนุนชุมนุมประท้วง นอกจากที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.และมลรัฐอื่นอีกหลายแห่งจนเป็นเหตุความรุนแรงที่รัฐสภามีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บ สิ่งของถูกทำลาย
แม้ว่า “ทรัมป์” จะออกมาปฏิเสธว่าเขาไม่ได้สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงและยืนยันว่าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ไม่มีใครเชื่อถือ มีความเคลื่อนไหวสำคัญก็คือ กลุ่มผู้สนับสนุน “ทรัมป์” ได้เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยนัดชุมนุมก่อนวันที่ 20 มกราคม 2564 ซึ่งเป็นวันสาบานตน นั่นเป็นการทำให้สถานการณ์ปั่นป่วนทั้งประเทศ เพราะเกรงว่าจะเกิดความรุนแรงและการถ่ายโอนอำนาจไม่ราบรื่น
บรรดานักการเมืองทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจึงหาวิธีที่จะกำจัด “ทรัมป์” ออกจากตำแหน่งเนื่องจากยังมีอำนาจอยู่ มีอยู่ 2 แนวทาง
1) คือการให้พ้นจากตำแหน่ง มี “กฎหมายพิเศษ” และให้รองประธานาธิบดีเข้าดำรงตำแหน่งแทน แต่ได้รับการปฏิเสธไปแล้วจาก “ไมค์ เพนซ์” รองประธานาธิบดี เพื่อเป็นการปลดทางอ้อม แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่ต้องการให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้
2) ก็คือ “การถอดถอน” ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ปรากฏสภาผู้แทนเห็นชอบด้วย แต่ต้องให้วุฒิสภาลงมติเห็นด้วยมติ 2 ใน 3 ด้วยวิธีการแก้ปัญหาด้วยการเมืองในระบบคงไม่สำเร็จ และไม่ทันการณ์แล้ว อย่างการถอดถอนวุฒิสภาจะประชุมกันในวันที่ 19 ม.ค.64 ก่อนพิธีสาบานตนเพียงวันเดียวก็คงไม่ได้แล้ว
แต่ยังมีมาตรการทางสภานั้นมุ่งให้ “ทรัมป์” พ้นจากตำแหน่ง พ้นจากอำนาจและยังป้องกันโดยปริยายหากเขาถูกถอดถอนอีก 4 ปี ก็ลงสมัครประธานาธิบดีไม่ได้ กรณีนี้จะเกิดเหตุบานปลายหรือไม่ แต่อะไรๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อคิดเพียงแค่ต้องการเอาชนะมันจึงขาดหลักการเหตุและผลแล้ว
หากเราติดตามการระบาดโควิด-19 ทั่วโลก รวมทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง จากปลายปีเดือนธันวาคม 2019-ต่อปี 2020 และเข้าสู่เดือน “มกราคม 2021” พบว่าทั่วโลกติด
โควิด-19 กว่า 90 ล้านคน เสียชีวิตเกือบ 3 ล้านคน สหรัฐอเมริกาประชาชนติดโควิดมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก รวมทั้งประชาชนเสียชีวิต วิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองก็วิกฤตเช่นเดียวกัน เป็นไปกันทุกทวีป แม้ “ประเทศไทย” เราก็ “เผชิญวิกฤตเช่นเดียวกัน” กับอารยประเทศอื่นๆ
“ดิ อิโค โนมิสต์” ระบุว่า ถ้าคิดว่าปี 2020 เป็นปีหนักหนาสาหัสที่สุดแล้ว และฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ บอกเลยว่าไม่จริง เชื่อว่ายังมีปรากฏการณ์ความท้าทายใหม่ๆ ที่ “เขย่าโลก” รออยู่อีกมากอย่างน้อย 7-8 เรื่อง คือ
1) การต่อสู้เพื่อแย่งวัคซีนโควิด-19 ปี 2020 เป็นปีของการชิงดำว่าใครจะสามารถค้นพบวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้ก่อนกัน เพื่อเป็น “ฮีโร่กู้โลก” แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2021 ทั่วโลกจะเปลี่ยนโฟกัสมาที่ความเท่าเทียมกันในการกระจายวัคซีนไปสู่ประชากรโลกให้ได้มากที่สุด โดยศึกชิงวัคซีนระหว่างประเทศต่างๆ คงเกิดขึ้นตลอดปี แต่กว่าจะได้ฉีดวัคซีน-19 ทั่วถึงให้ระวังว่าดีไม่ดีไวรัสร้ายอาจกลายพันธุ์ไปแล้ว แล้วก็จะยุ่งอีกแน่นอน
2) การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบกระท่อนกระแท่น เห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจโลกมีกำลังวังชา ฟื้นตัวกลับมาได้แค่บางส่วน ความรวยยังกระจุกต่ออยู่ที่ยอดพีระมิด และบางกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่คนจนก็ยิ่งจนลง และตัวเลขคนตกงานพุ่งไม่หยุด ในปี 2021 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่หนักเหนื่อยสำหรับทุกรัฐบาล ทุกประเทศ นอกจากอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อีกทางรอดที่ทำได้เพื่อไม่ให้ธุรกิจล้มกันเป็นโดมิโน คือ รัฐต้องอุ้มบริษัทใหญ่น้อยไม่ให้เจ๊ง เพื่อจะได้ช่วยให้คนมีงานทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
3) ภาคธุรกิจเป็นหน้าด่านประลองกำลังของชาติมหาอำนาจ ยิ่งนับวันธุรกิจต่างๆ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่หัวเว่ย และ TikTok จะได้เห็นบริษัทสองสัญชาติดาหน้าออกมาเป็นกระบอกเสียงแทนรัฐบาลในหลายๆ เรื่อง ต่างจากยุคก่อนที่นักการเมืองต้องพูดแทนธุรกิจ ซึ่งเป็นบ่อเงินบ่อทองตัวจริง
4) ความตึงเครียดระหว่างอเมริกาและจีน เลิกฝันหวานว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างอเมริกากับจีนจะคลี่คลายลงในยุค “โจ ไบเดน” เพราะแหล่งข่าวทำเนียบขาวชี้ว่า ประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกาจะสร้างพันธมิตรใหม่ๆ มากขึ้น เพื่อผนึกกำลังคัดคานอำนาจแดนมังกร งานนี้ส้มหล่นเต็มๆ ใส่ประเทศเอเชียและแอฟริกา ต่อไปเราจะอยู่ในสถานะรวยเลือกได้เป็นที่เนื้อหอมฉุยแต่คนอย่างซึ้งใจ
5) “จัดระเบียบโลกใหม่ หลังยุคทรัมป์” ภารกิจแรกหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ “โจ ไบเดน” คือ สะสางปัญหาของ “ทรัมป์” ให้คลี่คลายโดยเร่งจัดระเบียบโลกใหม่ ฟื้นความร่วมมือต่างๆ ระหว่างนานาชาติที่โดนทรัมป์คว่ำทิ้งไป เช่น ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านและความตกลงปารีส เพื่อลดภาวะโลกร้อนตามกรอบสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อกำหนดมาตรการการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
6) “จุดความหวังใหม่กู้วิกฤตโลกร้อน” หลังทรัมป์ทำให้โลกต้องสิ้นหวังและถอยหลังเข้าคลอง โดยฉีกทุกข้อตกลงเพื่อมนุษยชาติในปี 2021 จะเป็นปีทองของการกู้วิกฤตโลกร้อนอย่างแท้จริง ถึงเวลาที่ชาติสมาชิกทั้ง 198 ประเทศขององค์การสหประชาชาติจะกลับมาผนึกกำลังกันอีกครั้ง เพื่อยับยั้งมหันตภัยร้ายไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นเกินเป้าหมาย จนก่อให้เกิดปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงแต่ละประเทศจะต้องพิสูจน์ความจริงใจด้วยการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกตอกย้ำสัญญาลูกผู้ชาย
7) “เป็นปีเดจาวู” พิษของโควิด-19 ทำให้งานใหญ่ๆ ระดับโลกมากมายต้องถูกเลื่อนและยกเลิกไปในปี 2020 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในปี 2021 เป็นปี “เดจาวู” ทุกอย่างที่วางแพลนไว้จะกลับมาเกิดซ้ำอีกครั้งราวกับภาพหลอน ไม่ว่าจะเป็นมหกรรมกีฬาโอลิมปิก หรืองานดูไบเอ็กซ์โป ส่วนฟีดแบ๊กจะตอบรับดีแค่ไหนต้องตามชม
8) ตื่นตัวรับความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ไม่คาดคิด นอกเหนือจากวิกฤตแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โลกยังมีความเสี่ยงใหม่ๆ ไม่คาดคิดท้าทายอยู่มากมายและไม่ว่ามหันตภัยใหม่ๆ จะมาในรูปแบบใด เราก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับความเสี่ยงไว้เสมอ จากนี้ไปอย่าการ์ดตกเป็นดีที่สุด ต้องใช้ชีวิตอย่างมี “สติ” โดยไม่อยู่บนความประมาท เพราะความแน่นอน คือความไม่แน่นอน ต้องคอยติดตามตลอดปี 2021
ไงเล่าครับ
นพ.วิชัย เทียนถาวร
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

