
กรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีของราชอาณาจักรสยามแห่งแรกของไทย ไม่ใช่กรุงสุโขทัย
อ. ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนเป็นเล่มอธิบายไว้นานมากแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2527 ไม่ใช่เพิ่งบอกปีนี้
ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ เจ้าของรางวัลฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า
ที่ผ่านมาสังคมเชื่อในวาทกรรม “สุโขทัยคือราชธานีแห่งแรกของไทย” ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีการ “รวมศูนย์” หากจะใช้คำว่าราชธานีต้องเป็นในสมัยอยุธยา ยุคพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งมีการรวมศูนย์
“คำว่าสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกกลายเป็นความเชื่อ ทั้งที่ไม่จริง เดิมแถบลุ่มน้ำยมเป็นเส้นทางการค้า เก็บของป่า ขยายจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาขึ้นไป มีชุมชนตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ แต่ยังไม่เป็นบ้านเป็นเมืองอย่างชัดเจน มาปรากฏเป็นบ้านเป็นเมืองทีหลัง ซึ่งยังไม่เป็นราชธานี เพราะไม่ได้มีการรวมศูนย์ ราชธานีเกิดในสมัยอยุธยา ยุคพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งมีการรวมศูนย์ จึงจะเป็นสยามประเทศ”
“เดี๋ยวนี้การตีความประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปหมดแล้ว ต้องดูภูมิทัศน์ และอื่นๆ”
[ที่มา : มติชนออนไลน์ 13 สิงหาคม 2553 และเผยแพร่ซ้ำ 14 สิงหาคม 2559]
อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่อยุธยา
การรวมศูนย์เป็นราชอาณาจักรสยามแห่งแรก เริ่มมีเมื่อเจ้านครอินทร์ หรือสมเด็จพระนครินทราชาธิราช แห่งรัฐสุพรรณภูมิ ยึดได้กรุงศรีอยุธยา
เจ้านครอินทร์ เป็นเชื้อสายวงศ์พระร่วง รัฐสุโขทัย เมื่อเสวยราชย์ที่อยุธยาโปรดให้เจ้าสามพระยาไปครองเมืองพิษณุโลก (ในเอกสารเก่าเรียกเมืองชัยนาท) แล้วยังตรากฎหมายไว้ที่เมืองกำแพงเพชร เท่ากับผนวกรัฐสุโขทัยและรัฐสุพรรณภูมิ (เป็นกลุ่มสยามซึ่งรวมไปถึงรัฐเพชรบุรีกับรัฐนครศรีธรรมราช) เข้ามารวมกับรัฐอยุธยา
ทั้งหมดนี้เท่ากับรัฐอยุธยา มีอำนาจรวมศูนย์เป็นราชธานีของราชอาณาจักรที่ผนวกดินแดนเข้าด้วยกันแล้วจัดระเบียบการปกครองอย่างใหม่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้แก่ รัฐสุโขทัย, รัฐสุพรรณภูมิ, รัฐเพชรบุรี, รัฐนครศรีธรรมราช เป็นช่วงเริ่มต้นที่จะมีพัฒนาการเป็นอาณาจักรที่ชาวต่างชาติ เรียกสมัยหลังว่า ราชอาณาจักรสยาม
อ. ศรีศักร พรรณนายุคเริ่มเป็นราชอาณาจักรรวมศูนย์ที่อยุธยาสมัยเจ้านครอินทร์ไว้ในหนังสือ กรุงศรีอยุธยาของเรา ตั้งแต่ พ.ศ. 2527จะคัดเฉพาะแผ่นดินเจ้านครอินทร์มา ดังนี้
อยุธยาเริ่มเป็นศูนย์กลางราชอาณาจักร
รัชกาลของสมเด็จพระนครินทราชาธิราช เป็นระยะเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเริ่มเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรอย่างแท้จริง มีอาณาเขตกว้างขวางอันเนื่องจากการรวมสุพรรณภูมิและสุโขทัยเข้ามาไว้ในอำนาจ
การติดต่อค้าขายกันภายนอกเฉพาะกับจีนโดยการนำของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมินั้น ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางของการค้าขายทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ผลิตสังคโลก
มีการรับและการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ จากภายนอก มีการผลิตสินค้าสังคโลกและเครื่องปั้นดินเผาส่งไปค้าขายกับต่างประเทศตามหมู่เกาะที่ใกล้เคียง เช่นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย นับเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่นอกเหนือไปจากการส่งสินค้าป่าประเภทต่างๆ เป็นสินค้าออก
ในระยะนี้เมืองบางเมืองในราชอาณาจักรได้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม เช่นเมืองในเขตอำเภอชันสูตร จังหวัดสิงห์บุรี เมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และพิษณุโลก เป็นต้น
การผลิตเครื่องปั้นดินเผาไปขายต่างประเทศตามที่กล่าวมาแล้ว น่าจะริเริ่มในสมัยสมเด็จพระนครินทราชาธิราชก็เป็นได้ เพราะในสมัยที่ยังดำรงพระยศเป็นเจ้านครอินทร์หรือสมเด็จพระอินทราชา ณ เมืองสุพรรณภูมินั้นได้เคยเสด็จไปเมืองจีน เมื่อเสวยราชย์แล้วก็ยังทรงติดต่อกับประเทศจีน ทรงขอช่างปั้นจีนมาสอนและทำเครื่องถ้วยชามในเมืองไทย โดยเหตุที่พระองค์ทรงเป็นใหญ่เหนือรัฐสุโขทัยด้วยในขณะนั้น คงทรงเลือกเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัยเป็นแหล่งอุตสาหกรรม เพราะเป็นแหล่งที่มีดินดีเหมาะแก่การทำเครื่องสังคโลก เหตุนี้ตำนานพงศาวดารจีนเรียกพระองค์ว่าเป็นพระร่วงที่เคยเสด็จไปเมืองจีน และนำช่างจีนเข้ามาสอนการทำสังคโลกในเมืองไทย
กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราชาธิราชมีความมั่งคั่งอันเนื่องมาจากการค้าขายกับต่างประเทศ ผลของความมั่งคั่งทำให้เกิดการซื้อสินค้าสุรุ่ยสุร่ายจากต่างประเทศเข้ามา ที่สำคัญได้แก่ ผ้าแพร ผ้าต่วน เครื่องประดับ เครื่องใช้สอย และอื่นๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือเครื่องปั้นดินเผาเคลือบชนิดต่างๆ ที่สวยงามจากจีนในสมัยราชวงศ์เหม็งมีใช้แพร่หลายทั้งในราชสำนักและตามบ้านเมืองในชนบทที่อยู่ในขอบขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยา
สร้างพระปรางค์
นอกจากนี้แล้ว งานช่างศิลปกรรมก็มีความรุ่งเรือง มีการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่สำคัญตามเมืองอื่นๆ ที่อยู่ภายในราชอาณาจักร เช่น ที่เมืองสุพรรณภูมิหรือสุพรรณบุรีก็มีการสร้างพระปรางค์ วัดมหาธาตุขึ้น เป็นต้น
การสร้างพระปรางค์เป็นพระเจดีย์ประธานคงเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นนี้เอง และแพร่หลายทั่วไปทั้งในเขตพระนครและหัวเมืองสำคัญ เช่น ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี สวรรคโลก ฯลฯ การใช้เครื่องปั้นดินเผาเคลือบมาเป็นเครื่องประดับสถาปัตยกรรมทางศาสนา เช่น กระเบื้องมุงหลังคา ช่อฟ้าบราลี ตลอดจนกระเบื้องปูพื้นโบสถ์วิหารที่พบตามวัดสำคัญต่างๆ ในเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และที่อื่นๆ ก็เกิดขึ้นในระยะนี้ รวมทั้งงานจิตรกรรมฝาผนัง ที่เขียนขึ้นตามผนังในโบสถ์วิหาร ในพระสถูปเจดีย์ก็เริ่มแพร่หลาย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ได้รับอิทธิพลทางการช่างและศิลปกรรมของจีนทั้งสิ้น
วัดราชบูรณะ สร้างถวายเจ้านครอินทร์
ความรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการ รวมทั้งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของบ้านเมืองที่เกิดมาแต่รัชกาลของสมเด็จพระนครินทราชาธิราชนั้น มีหลักฐานปรากฏอย่างชัดเจนจากสิ่งต่างๆ ที่มีในวัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้สร้างขึ้นในการถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระนครินทราชาธิราช ซึ่งเป็นพระราชบิดา
แม้ว่าวัดนี้จะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยหลังๆ ต่อมาก็ตาม แต่พระปรางค์ประธานขนาดใหญ่นั้น เป็นของเก่าที่ชี้ให้เห็นถึงความใหญ่โตและแข็งแรงของสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลของสมเด็จพระนครินทราชาธิราช
ภายในพระปรางค์มีกรุที่บรรจุเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของสมเด็จพระนครินฯ มีพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ พระมงกุฎ เครื่องสูง และเครื่องประดับอื่นๆ รวมทั้งหุ่นจำลองพระปรางค์วัดราชบูรณะที่ทำด้วยทองคำด้วย รอบๆ กรุมหาสมบัติมีภาพเขียนสีที่สวยงาม มีภาพของคนจีน พระพุทธรูป ดอกไม้ และนก ซึ่งนับว่าเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญในยุคต้นอยุธยาแห่งหนึ่ง
การพบภาพคนจีนนั้นแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ามีความสัมพันธ์กับจีนอย่างแน่นแฟ้น ยิ่งกว่านั้น ยังพบพระพิมพ์ที่ทำด้วยชิน (โลหะผสมระหว่างเงิน ดีบุก และตะกั่ว) เป็นจำนวนมากที่มีอักษรจีนประทับไว้ข้างหลัง สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งของกรุงศรีอยุธยาทั้งสิ้น

เจ้าอ้าย, เจ้ายี่, เจ้าสาม
อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระนครินทราชาธิราชหาได้ทรงสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่กรุงศรีอยุธยาในด้านการค้าขายกับต่างประเทศ และความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการแต่เพียงอย่างเดียวไม่ ยังทรงเริ่มต้นการสร้างความมั่นคงและความยิ่งใหญ่ทางการเมืองให้แก่พระนครด้วย
ดังเห็นได้ว่า ทรงพยายามผนวกกรุงสุโขทัยและสุพรรณภูมิให้เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกรุงศรีอยุธยา โดยโปรดให้พระราชโอรสองค์ใหญ่คือ เจ้าอ้ายพระยาไปครองเมืองสุพรรณภูมิ เจ้ายี่พระยาครองเมืองแพรกศรีราชา และเจ้าสามพระยาครองเมืองชัยนาท คือเมืองสองแคว หรือพิษณุโลกในสมัยต่อมา
โดยเฉพาะการส่งเจ้าสามพระยาไปครองเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของแคว้นสุโขทัยขณะนั้น พระองค์ถือสิทธิ์จากความสัมพันธ์ทางเครือญาติอันเกิดจากการแต่งงานระหว่างกษัตริย์สุพรรณภูมิกับสุโขทัยเป็นสำคัญ และเจ้าสามพระยาก็คือพระราชโอรสที่เกิดจากพระมเหสีที่เป็นพระราชธิดาของกษัตริย์สุโขทัย การสร้างหรือบูรณะพระสถูปเจดีย์สำคัญๆ ตามเมืองต่างๆ นั้น ก็ล้วนแต่เป็นการแสดงความเป็นพระจักรพรรดิของพระองค์
ในเรื่องนี้สมเด็จพระนครินทราชาธิราชทรงรักษาอุดมคติของพระมหากษัตริย์แห่งสุพรรณภูมิที่มีมาแต่เดิม ดังเห็นได้จากพระนามของพระมหากษัตริย์และเจ้านายสำคัญที่เรียกว่า สมเด็จพระบรมราชา มหาจักรพรรดิราช และพระอินทราชาธิราช เป็นต้น

จักรพรรดิราช
อุดมคติในเรื่องการเป็นพระจักรพรรดิราชนี้ แสดงออกให้เห็นทั้งในรัชกาลของพระองค์เองและรัชกาลต่อๆ มา อย่างเช่นจารึกลานทอง อักษรขอมภาษาบาลีที่พบในกรุพระปรางค์วัดมหาธาตุเมืองสุพรรณบุรี กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า จักรพรรดิผู้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในอโยธยา ได้ทรงสร้างพระสถูปองค์นี้ขึ้น ต่อมาทรุดโทรมลง พระราชโอรสของพระองค์ผู้เป็นพระราชาของพระราชาทั้งหลายจึงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์พระสถูปนี้ให้คืนดี
อุดมคติในเรื่องพระจักรพรรดิราชนี้ มักสัมพันธ์กับพระอินทร์ผู้เป็นราชาของทวยเทพเบื้องบน พระนามของเจ้านายที่สำคัญจึงเรียกว่า อินทราชาหรือเจ้านครอินทร์ นอกนั้นยังสัมพันธ์กับพระราชพิธีเนื่องในโอกาสพิเศษ เช่น พระราชพิธีอินทราภิเษก เป็นต้น เป็นพระราชพิธีที่อุปมาเหมือนการอภิเษกพระอินทร์กลับเข้าไปปกครองบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหนือยอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนกลางของโลกในสมัยเมื่อทวยเทพปราบปรามความกำเริบของพวกมารได้แล้ว
พระราชพิธีนี้ได้มีการกล่าวในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า ได้กระทำขึ้นในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของสมเด็จพระนครินทราชาธิราช
หลังแผ่นดินเจ้านครอินทร์
หลังรัชกาลของสมเด็จพระนครินทราชาธิราช กรุงศรีอยุธยามั่งคั่งและมั่นคง พระราชโอรสของพระองค์คือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ได้ทรงขยายพระราชอำนาจไปตีกรุงกัมพูชา ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นมาแข่งบารมี ภายใต้การนำของกษัตริย์ราชวงศ์อู่ทอง ซึ่งถูกสมเด็จพระนครินทราชาธิราชขจัดออกจากกรุงศรีอยุธยาไป
ครั้งนั้นกองทัพกรุงศรีอยุธยายึดได้เมืองพระนครหลวงและขนทรัพย์สมบัติของมีค่ากลับมา เป็นผลให้เมืองพระนครหมดสภาพการเป็นนครหลวงของกัมพูชาไป
