หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความไม่ปกติใน...

ความไม่ปกติในคดีบึ้ม7จังหวัด โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

19.08.16 | 14:20 น.

ความจริงตำรวจได้เคยแสดงฝีมือให้เห็นมาแล้ว ในคดีวางระเบิดร้ายแรงที่ศาลพระพรหม ราชประสงค์ เมื่อปีที่ผ่านมา โดยใช้การสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จนสามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้ มีพยานหลักฐานรองรับแน่ชัด หมดข้อครหาการจับแพะจับแกะไปได้อย่างปลิดทิ้ง

ทั้งต้องยอมรับว่า เป็นการสืบสวนที่ยากเย็นอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุนั้นเป็นกลุ่มชาวอุยกูร์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสารบบ ไม่ได้อยู่ในแฟ้มของตำรวจ แถมเดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในบ้านเราเพื่อลงมือก่อเหตุ และเชื่อได้ว่าคงเตรียมตัวจะหลบหนีออกไปหลังก่อเหตุด้วยซ้ำ

แต่ตำรวจไทยก็สามารถจับกุมได้ โดยหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนก็คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ขณะเป็นรอง ผบ.ตร.

วันนี้เกิดระเบิดรุนแรง ถึง 17 จุด ใน 7 จังหวัด ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ขึ้นมานั่งเป็น ผบ.ตร.

แน่นอนว่า จะให้ลงไปคุมทีมสืบสวน เดินแกะรอยหาคนร้ายเอง คงเป็นไปไม่ได้ เพราะฐานะและบทบาทต้องเปลี่ยนไป แต่ถ้าถอดบทเรียนจากคดีราชประสงค์ น่าจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับคดีระเบิด 7 จังหวัดนี้ได้

Advertisement

นั่นคือการสืบสาวหาตัวคนร้ายต้องเริ่มต้นจากพยานหลักฐาน โดยเฉพาะการตรวจพิสูจน์ระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายนำมาใช้ ซึ่งจะสามารถอธิบายที่มาที่ไปได้เป็นอย่างดี

ไปจนถึงวงจรปิดรอบๆ ที่เกิดเหตุ ซึ่งจะทำให้เห็นตัวผู้อยู่ในข่ายมือระเบิดได้ค่อนข้างดี

อย่างกรณีระเบิดในห้างโลตัส ที่นครศรีธรรมราช ซึ่งมีการจับ นายศักรินทร์ คฤหัสถ์ พนักงานในแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล จนกลายเป็นปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกในขณะนี้

อาจจะเป็นเพราะการดูกล้องวงจรปิดยังไม่ละเอียดครบถ้วน ซึ่งในภายหลังฝ่ายรักษาความปลอดภัยของห้างได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกตัว ย้อนหลังไปจนถึงวันที่ 10 สิงหาคม จึงพบคนที่เข้าข่ายชัดเจนกว่า 2 คน สวมหน้ากากอนามัยและใส่หมวกแก๊ป เดินวนเวียนบริเวณจุดวางสินค้าประเภทขนมที่เกิดเหตุ มีลักษณะเหมือนกับวางโทรศัพท์มือถือซุกในล็อกขนมดังกล่าว

เมื่อประสานกับตำรวจเพื่อตรวจสอบภาพวงจรปิดอื่นๆ ก็ยังพบว่า ชายต้องสงสัยทั้งคู่ไปขึ้นรถทัวร์สายปลายทางสุไหงโก-ลก ไปเรียบร้อยแล้ว

นี่เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่า ต้องตรวจสอบจากพยานหลักฐานจริงโดยละเอียด อย่าทำตามกระแสและแรงกดดัน จนรีบร้อนแล้วต้องวุ่นวายในภายหลัง

กรณีนายศักรินทร์นี้อีกเช่นกัน ได้นำมาซึ่งความเห็นอันร้อนแรงจาก พล.ต.ธีร์ณฉัฏฐ์ จินดาเงิน ผบ.มทบ.41 ซึ่งชี้แจงว่า ทหารไม่ได้เป็นผู้จับกุมนายศักรินทร์ เป็นเรื่องของตำรวจที่ไปจับมา แล้วมาใช้พื้นที่ทหารในการควบคุมตัวผู้ต้องหา ทางทหารได้ใช้ ม.44 ในการช่วยเหลืออำนวยความสะดวก ในการควบคุมตัวและสอบปากคำเท่านั้น

ประเด็นอำนาจอันซ้อนไปซ้อนมาระหว่างตำรวจกับทหาร จึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ควรทบทวน

ไม่ใช่แค่ความสับสนเท่านั้น แต่การตีความว่าคดีระเบิดคราวนี้เข้าข่ายคดีความมั่นคง จึงใช้อำนาจพิเศษกฎหมายพิเศษเข้ามาดำเนินการ โดยมีฝ่ายทหารเข้ามามีบทบาท

อาจจะทำให้ลดขั้นตอนและอุปสรรค เพื่อสะดวกในการถึงตัวผู้กระทำผิดหรือควบคุมตัวได้อย่างรวดเร็ว

นั่นเป็นด้านดี แต่ด้านลบก็มีเช่นกัน

เมื่อกระบวนการไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายอาญาปกติ อาจทำให้คดีดูรวบรัดขาดคำอธิบาย จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งมากมาย กลายเป็นขาดการยอมรับและน่าเชื่อถือได้

ยิ่งคดีนี้ มีการออกมาสร้างกระแสทันทีที่ควันระเบิดยังไม่ทันจางว่า เป็นฝีมือกลุ่มการเมืองตรงข้ามรัฐบาลต้องการต่อต้านผลประชามติ

แต่ครั้นเมื่อแกะรอยพยานหลักฐานไปเรื่อยๆ ก็มุ่งไปยังกลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มากขึ้นๆ ตามลำดับ

นี่ยิ่งทำให้การสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้ต้องหา จะถูกจับจ้องตาเขม็ง

ดังที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยเอาไว้ว่า จะทำตามพยานหลักฐานหรือตามกำนันกันแน่