ข่าวการรัฐประหารในเมียนมาเริ่มด้วยข่าวการขู่ของ พล.อ.มิน ออง หล่ายที่แสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลไม่ตอบสนองต่อคำร้องเรียนว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เป็นกลางและไม่ยอมตรวจสอบ ตามด้วยข่าวว่าฝ่ายทหารเคลื่อนรถถังและวางกองกำลังไว้ ณ จุดต่าง ๆ เช่น ที่หน้ารัฐสภาเมืองเนปยิดอ ตามด้วยการชี้แจงของสำนักข่าวสารของกองทัพว่ากองทัพจะเคารพรัฐธรรมนูญและจะปฏิบัติตามกฎหมาย กระนั้น การรัฐประหารได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 โดยฝ่ายทหารอ้างว่าปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 419 ซึ่งร่างไว้เมื่อปี 2551 ภายใต้อำนาจรัฐบาลทหาร ทั้งนี้ มาตรา 419 บัญญัติว่า ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ได้แก่ พล.อ.มิน ออง หล่าย) จะได้รับการโอนอำนาจอธิปไตยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ มาตรานี้จึงคล้ายกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ที่ คสช. ประกาศใช้หลังยึดอำนาจนั่นเอง อย่างไรก็ดี คสช. ใช้ มาตรา 44 ประมาณ 3 ปี และแม้นจะมีรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้วก็ตาม มาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญของไทยยังบัญญัติให้ “บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 … ว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย” การรัฐประหารในพม่าครั้งนี้ อ้างว่าทำตามรัฐธรรมนูญก็จริง แต่เป็นการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ เหมือนอย่างที่เคยยึดไว้หลายสิบปีก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญพม่าในปี 2551 ประหนึ่งว่าทหารถือครองอำนาจอธิปไตยมาโดยตลอด เพียงแต่เว้นวรรคชั่วคราวประมาณ 5 ปี พอเห็นว่าพรรคสันนิบาตประชาธิปไตยแห่งชาติ (NLD) ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยครองที่นั่ง ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งถึง 83% ทำให้แต้มต่อที่ฝ่ายทหารเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้มี ส.ส. ที่ฝ่ายทหารแต่งตั้ง 25% ดูจะทานเสียง ส.ส. เลือกตั้งไม่ไหว ในทำนองเดียวกัน สังเกตว่า คสช. อำนวยการร่างรัฐธรรมนูญให้ตนมีแต้มต่อเช่นกัน คือให้ คสช. แต่งตั้ง ส.ว. 250 คน นั่นเอง กล่าวได้ว่าผู้ยึดอำนาจในทั้งสองประเทศรู้ทางหนีทีไล่ว่าจะให้นิติเทพเขียนกฎหมายอย่างไรจึงจะเหมาะ ดังนั้น คณะรัฐประหารของเมียนมาก็บอกว่าไม่ได้ทำรัฐประหารเพราะรัฐธรรมนูญบอกให้ทำได้ เป็นอันว่า แม้จะมีนิตินัยไว้อ้างอิง แต่ในทางพฤตินัย คือรัฐประหารขนานแท้ แม้จะขอเวลาเพียงไม่เกินหนึ่งปีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่รัฐธรรมนูญก็เปิดช่องให้ขยายเวลาภาวะฉุกเฉินออกไปได้ ฟังดูคุ้น ๆ ชาวเมียนมาจึงต้องสู้ต่อไปว่าเมื่อไรเสียงของพวกเขา (เช่นเสียง 83%) จะมีน้ำหนักเหนือเสียงของนายพลทั้งหลาย
ปฏิกิริยาของทั่วโลกคือการแสดงความห่วงใย การขอให้คืนอำนาจแก่ประชาชน ไปจนถึงการประณามการรัฐประหาร เริ่มตั้งแต่องค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ สหภาพยุโรป รวมทั้งประเทศในโลกตะวันตกและตะวันออก อาทิ อังกฤษ ญี่ปุ่น อินเดีย ที่น่าสนใจคือประเทศจีนที่ธรรมดาจะกล่าวว่าการรัฐประหารเป็นเรื่องภายในก็ยังแถลงว่า “จีนเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของเมียนมา และหวังให้ฝ่ายต่าง ๆ จะแก้ไขความแตกต่างของพวกเขาได้อย่างเหมาะสมภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม” ส่วนประเทศในอาเซียนที่แสดงความห่วงใยได้แก่สิงค์โปร์และอินโดนีเซีย แต่ที่บอกว่าเป็นกิจการภายในก็มี พร้อมทั้งบอกว่าห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือเฉพาะแต่คนในสัญชาติของตนหากได้รับผลกระทบใด ๆ ซึ่งเป็นเสียงจากทางการไทยและฟิลิปปินส์ ที่น่าสังเกตคือ รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่า กำลังติดตามอยู่เป็นระยะ ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าคืออะไร สถานการณ์เป็นอย่างไร ต้องรอให้ฝ่ายความมั่นคงติดตามและรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ “ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นงงกันทั่วโลก ประเทศไทยจะไปฉลาดประเทศเดียวได้อย่างไรว่าอะไรเกิดขึ้นที่เมียนมา” อยากตอบว่า ทั่วโลกเขาทราบว่าเกิดรัฐประหารโดยอ้างมาตราของรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องไว้ไงละครับ
สถานการณ์ในเมียนมามีความตึงเครียด ทหารได้เข้ายึดศาลาว่าการเมืองหลายแห่งก่อนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ระบบสื่อสารคมนาคมและอินเตอร์เน็ตขัดข้องในหลายเมือง สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติหยุดการออกอากาศ สมาคมธนาคารเมียนมาประกาศปิดทำการธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดทั่วประเทศ มีแถลงการณ์ของพรรค NLD ที่อัพโหลดก่อนรัฐประหาร ผ่านเฟสบุคที่พรรคใช้ในช่วงเวลาหาเสียงว่า “พฤติกรรมของกองทัพเป็นการนำประเทศกลับไปสู่การปกครองแบบเผด็จการ” พร้อมทั้งระบุว่า นางออง ซาน ซูจี “ขอเรียกร้องให้ประชาชนอย่ายอมรับสิ่งนี้ และตอบโต้อย่างจริงจังต่อการทำรัฐประหารของกองทัพ” แถลงการณ์ดังกล่าวลงนามโดยนายวิน เตียน ประธานพรรค NLD สื่อบางกระแสวิจารณ์ว่าการเรียกร้องของนางออง ซาน ซูจีไม่เป็นผล แต่ก็ยังดีที่ไม่มีชาวเมียนมาธรรมดาที่ออกมาสนับสนุนกองทัพ
อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ชาวเมียนมาในประเทศมีการประท้วงได้เพียงประปราย เช่น การประท้วงโดยการตีภาชนะดัง ๆ จากตึกรามบ้านช่องในตอนกลางคืน โดยเลี่ยงการออกมาชุมนุมที่เสี่ยงต่อการถูกปราบปรามโดยผู้มีกำลังอาวุธ ชาวเมียนมาในประเทศไทยที่พอมีเสรีภาพในฐานะคนธรรมดา ก็มีการชุมนุมประท้วงที่หน้าสถานทูตเมียนมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และที่หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติในวันที่ 2 โดยในวันแรกมีตัวแทน WeVolunteer ไปสมทบ และเกิดการปะทะกันจนตำรวจบาดเจ็บหลายคนและผู้ร่วมชุมนุมชาวไทยถูกจับกุม 3 คนตามที่เป็นข่าว
ผมขอกล่าวถึงข่าวอีกข่าวหนึ่งซึ่งเป็นข่าวเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับการรัฐประหารในเมียนมาที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก นั่นคือข่าวที่เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีจำนวน 3 คนที่เป็นตัวแทนของ “กลุ่มนักเรียนเลว” และ “กลุ่มนักเรียนไท” ถูกตั้งข้อหาว่าฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากกรณีการเข้าร่วมการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ทั้งสามคนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ลุมพินี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน จากนั้นพนักงานสอบสวนได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องคดี และนัดส่งตัวเยาวชนทั้งสามต่ออัยการในวันที่ 24 ธันวาคม ในวันดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการ และขอให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติมจำนวน 2 ปาก วันที่ 6 มกราคม 2564 ทนายความของเยาวชนเข้ายื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อพนักงานสอบสวน พร้อมกับนำพยานผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นางทิชา ณ นคร เข้าให้การต่อหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ของเยาวชน โดยนางทิชาได้ให้ความเห็นในคดีไว้ 2 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก ยืนยันเรื่องสถานะของประเทศไทยที่ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the rights of the child : CRC) โดยมีผลบังคับใช้ในประเทศไทยเมื่อ 26 เมษายน 2535 อนุสัญญาดังกล่าวให้หลักประกันว่าเยาวชนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ประเด็นที่สอง เห็นว่าการนำเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ต้องหาโดยที่เยาวชนไม่ได้ก่ออาชญากรรมต่อชีวิต ต่อทรัพย์สิน ต่อเพศ ฯลฯ สิ่งที่รัฐบาลในฐานะรัฐภาคีต่ออนุสัญญาดังกล่าว คือการสืบหาความจริงว่า “ทำไม” เยาวชนจึงต้องใช้สิทธิในการชุมนุม และรัฐบาลควรพิจารณาว่ากระบวนการยุติธรรมตลอดสายได้ดำเนินการบนประโยชน์สูงสุดของเด็กหรือไม่ นางทิชาได้สรุปคำให้การที่ขอให้ยุติคดีแก่เยาวชนว่า ‘ไร้เดียงสาทางการเมืองแค่ไหน ก็ยังรู้ว่านี่คือเกมการเมือง’ ข่าวนี้ลงท้ายด้วยรายงานจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า ตลอดปี 2563 ถึง 27 มกราคม 2564 มีการดำเนินคดีแก่เยาวชน 9 รายใน 16 คดี
นอกจากคำให้การของนางทิชาจะน่าสนใจแล้ว คำกระทู้ของผู้อ่านข่าวนี้คนหนึ่งว่า “ทิชาเคยทำอะไรให้ประเทศบ้าง” ก็น่าสนใจเช่นกัน ถ้าสนใจประวัติของนางทิชา ก็สืบค้นได้จากอินเทอร์เน็ต นางทิชาเริ่มทำงานเพื่อเด็กในสหทัยมูลนิธิตั้งแต่ปี 2520 เคยเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ และตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก ที่เป็นที่พักพิงของเยาวชนที่ถูกศาลตัดสินด้วยการลงโทษทางอาญา เป็นศูนย์เดียวที่ไม่มีรั้ว และเยาวชนเข้าออกได้แต่ไม่มีใครหลบหนี เป็นศูนย์ที่ประสบความสำเร็จในการคืนเยาวชนที่ดีสู่สังคม เพราะพวกเขาได้รับกำลังใจและสามารถคืนดีกับครอบครัวผ่านกระบวนการ empower โดยช่วยให้เห็นด้านดีของเยาวชนและพ่อแม่ จนทั้งสองฝ่ายปรับพฤติกรรมเข้าหากัน ด้วยความรักที่มีโดยสัญชาตญาณ และโดยทัศนะที่ว่า “ไม่มีใครเกิดมาเพื่อเป็นอาชญากร” คุณงามความดีและการทำประโยชน์แก่สังคมของนางทิชา ถ้าจะเขียนให้ดีต้องการพื้นที่ที่มากกว่าบทความนี้ สำหรับผม ถ้าจะเสนอให้รางวัลแม็กไซไซแก่ใครสักคน ก็อยากสนอชื่อนางทิชา ณ นคร คนนี้
แล้วทำไมถึงมีคนกังขา กังขาตั้งแต่เยาวชน ไปจนถึงคนที่ออกมาประท้วงความไม่ชอบมาพากลของรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือในเมียนมา คำตอบอาจเป็นว่า บางคนเลือกชอบที่จะเห็นใจหรือเข้าใจผู้มีอำนาจ มากกว่าจะห่วงใยคนธรรมดาสามัญ
โคทม อารียา

