หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : กรุงเทพฯ ในประวัติศาสตร์ ไม่มีคนธรรมดาสามัญชนชาวบ้าน

20.08.16 | 17:55 น.
ย่านบันเทิงยุค ร.5 ของคนธรรมดาหลากหลายชาติพันธุ์ หน้าวิกลิเกแห่งแรกของพระยาเพชรปาณี เป็นต้นกำเนิดลิเกรำในกรุงสยามสืบถึงปัจจุบัน แสดงว่าเป็นย่านใหญ่ มีคนจำนวนมากอยู่อาศัยและไปมาหาสู่บริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร (ภาพเก่าจากโปสการ์ดของ สินชัย เลิศโกวิทย์)

ชาวชุมชนป้อมมหากาฬล้วนเป็นคนในประวัติศาสตร์ชุมชนป้อมมหากาฬ อยู่ชานกำแพงพระนครของกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคสมัยนี้ ที่สืบเนื่องสับเปลี่ยนหมุนเวียนจากยุคก่อนๆ

แม้บางคนจะเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่เมื่อวานนี้ พอถึงวันนี้เขาก็เป็นคนในประวัติศาสตร์ชุมชนป้อมมหากาฬไปแล้ว

ประวัติศาสตร์เป็นยังไง? คืออะไร? มาจากไหน? มีคำอธิบายดีเยี่ยมอยู่ในหนังสือ ทั้งหมดขวา-หัน! ของ คำ ผกา (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2559 ราคา 200 บาท) ขอคัดโดยย่อมาสั้นๆ ดังนี้

เรามักเชื่อว่ามีองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นเจ้าของความรู้ทางประวัติศาสตร์แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นหากใครหรือองค์กรใดผลิตความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างออกไป ความรู้นั้นย่อมถูกตัดสินว่าเป็นความรู้จอมปลอม

หายนะของการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ในประเทศไทยนับตั้งแต่ที่เรามีการศึกษามวลชนมาจนถึงปัจจุบัน คือเรามุ่งใช้วิชาประวัติศาสตร์ในการกล่อมเกลานักเรียนให้เป็นเด็กดีของรัฐ มากกว่าจะสร้างพลเมืองที่มีความสามารถในการคิดและประเมินคุณค่าได้ด้วยตนเอง

Advertisement

ผู้มีอำนาจทุกระดับของไทยจึงมีปัญหาในการคิดและประเมินค่าอย่างสากลโลก

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้มีอำนาจของ กทม. จึงเข้าใจประวัติศาสตร์ต่างจากสากลโลกกรณีคนในชุมชนป้อมมหากาฬ ว่า “อย่าพูดเรื่องประวัติศาสตร์ เพราะคนที่อยู่อาศัยในปัจจุบันไม่ใช่คนในประวัติศาสตร์ แต่ย้ายมาอยู่ในภายหลัง”

ไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม ที่แสดงวิถีชีวิตของคนทุกยุคทุกสมัยและทุกระดับ ตั้งแต่คนชั้นสูงถึงคนธรรมดาสามัญชนชาวบ้าน

ดังนั้นบรรดาผู้มีอำนาจในไทยจึงไม่ให้ความสำคัญในประวัติศาสตร์ของคน แต่ยกย่องให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อสงคราม เช่น ไทยรบพม่า ฯลฯ