หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘ความรักของวั...

‘ความรักของวัลยา’ก่อนวันแห่งความรัก

10.02.21 | 13:00 น.

ตํานานกล่าวว่า นักบุญวาเลนไทน์แห่งโรม ซึ่งมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 3 นั้นได้กระทำการท้าทายอำนาจรัฐด้วยการรับเป็นพระผู้ประกอบพิธีรับศีลสมรสให้แก่คู่รักผู้ประสงค์ อันเป็นการขัดขืนคำสั่งของพระจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดสมรสด้วยเชื่อว่านั่นเป็นภาระต่อการเกณฑ์ไปเป็นกำลังพลเพื่อการศึกสงคราม

พระวาเลนไทน์ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะเพราะเหตุที่ขัดคำสั่งเช่นนั้น ความตายเพื่อยืนยันอุดมการณ์แห่งศาสนาเยี่ยงมรณสักขี และด้วยปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งในยามที่ยังมีชีวิตและอำนวยพรให้หญิงตาบอดลูกสาวผู้คุมเรือนที่จำขังท่านนั้นกลับมามองเห็น ทำให้ท่านได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ อันเชื่อว่าเป็นวันที่ท่านต้องโทษประหาร แต่ยิ่งกว่านั้นคือเรื่องของท่านจึงเป็นตำนานของผู้ยืนยันเสรีภาพแห่งมนุษย์ที่จะได้รักและสมรักตามความเชื่อ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงถือนับเป็นวันแห่งความรักอันเป็นสากล

ตำนานของนักบุญวาเลนไทน์ถูกเล่าขานเพื่อนำไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัย นำไปรับใช้วัฒนธรรมเชิงทุนนิยมเพื่อการกระตุ้นดอกไม้ ช็อกโกแลต และของขวัญอันมีค่า เช่นนี้ตำนานข้างต้นอาจเป็นเพียงคำโปรยของบทความเชิงโฆษณาเพื่อสินค้าอะไรสักอย่างข้างต้นนั้น

หากความจริงที่ว่า ความรักนั้นเป็นความรู้สึกอันยิ่งใหญ่เพียงพอที่มนุษย์จะแลกด้วยชีวิต เป็นองค์ประกอบหนึ่งแห่งศรัทธาก็หาใช่ความเท็จไม่ รวมถึงผู้ที่ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาและปฏิบัติเพื่อความรักและความเชื่อนั้นก็ไม่ใช่สิ่งเหลวไหลอันควรดูเบา และความรักนั้นก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงซึ่งเราสัมผัสได้ทุกผู้คน

เนื่องในโอกาสที่คอลัมน์นี้จะพิมพ์เผยแพร่ก่อนวันแห่งความรักของปีนี้ จึงใคร่ขอแนะนำ “นิยายรัก” สักเล่ม ซึ่งเป็นหนังสือคลาสสิกของนักประพันธ์ชั้นครูคนสำคัญคนหนึ่งของบรรณพิภพ เสนีย์ เสาวพงศ์ ผู้ประพันธ์นิยายอมตะ “ปิศาจ” ที่เป็นหนึ่งในหนังสือนิยายที่กลับมาได้รับการกล่าวถึง (หรือกล่าวอีกนัยว่ากลับมา “หลอกหลอน” ผู้คนในโลกเก่า ความคิดเก่า) อันเนื่องจากปรากฏการณ์ความตื่นตัวทางการเมืองและการเรียกร้องประชาธิปไตยในปีที่แล้ว

Advertisement

นิยายรักที่ว่า คือ “ความรักของวัลยา”

“ความรักของวัลยา” นับตามการจำแนกเป็น “ไพรัชนิยาย” อันหมายถึงนิยายที่มีฉากหลังเป็นประเทศนอกเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทนิยายที่ได้รับความนิยมทั้งเขียนและอ่านในช่วงปี พ.ศ.2490 ถึงช่วง พ.ศ.2530 เช่นงานของ ว. ณ ประมวญมารค ประภัสสร เสวิกุล หรือ ว.วินิจฉัยกุล

ยุคสมัยที่การไปต่างประเทศนั้นไม่ใช่ธุระหรือกิจกรรมการท่องเที่ยวที่คนไทยส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์ร่วมได้ซึ่งแตกต่างจากสมัยนี้ การอ่านนิยายที่ใช้ฉากในต่างประเทศโดยเฉพาะเมืองไกลยากไปถึงอย่างในยุโรปหรืออเมริกาก็เป็นที่นิยม เพราะหากนักประพันธ์ใช้ภาษาได้ดีมีฝีมือถึงแล้ว ตัวอักษรนั้นก็จะพาผู้อ่านไปท่องเที่ยวในดินแดนที่ไม่เคยย่างเหยียบได้ด้วยจินตนาการผ่านตัวอักษรนั้น แต่นั่นก็หมายถึงว่าผู้เขียนก็ต้อง “รู้จัก” ประเทศที่ตนใช้เป็นฉากในเรื่องเล่านิยายนั้นเป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ในภาวะภายนอกเพื่อการบรรยายฉากและภูมิทัศน์ หรือถ้าถึงที่สุดคือรู้จัก “จิตวิญญาณ” ของดินแดนนั้น

สำหรับเสนีย์ เสาวพงศ์ นั้น ท่านเป็นอย่างหลัง ในฐานะของนักการทูต แม้ไม่แน่ใจว่าท่านใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีสเป็นเวลาเท่าไร หากอักษรของท่านใน “ความรักของวัลยา” นั้นแสดงชัดว่าท่านรู้จักปารีสลงไปในระดับจิตวิญญาณ ผมได้อ่านความรักของวัลยานี้เมื่ออายุประมาณ 14 ปี โดยไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสสักตัวและรู้เพียงว่าปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสและมีหอคอยโครงเหล็กลือชื่อเท่านั้น หาก “บรรยากาศ” ของเมืองปารีสในสาธารณรัฐที่สี่ (ค.ศ.1946-1958) นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักจากปารีสในสาธารณรัฐที่ห้ายุคต้นสหัสวรรษที่สามที่ผมได้ไปเยือน ตั้งแต่ฉาก สถานที่ และจิตวิญญาณของผู้คน แม้แต่ป้าที่แผงขายหนังสือที่ริมแม่น้ำแซน ผมก็ยังได้เจอใครคนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายๆ คนที่ “เสนีย์” (ตัวละครดำเนินเรื่องที่เป็นเหมือนอวตารของท่าน) ได้พบในเนื้อเรื่องตอนแรกๆ

ความรักของวัลยาเล่าเรื่องชีวิตคนไทยในฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงไม่นาน ในภาวการณ์ที่การเมืองผันผวนมีการชิงอำนาจกันไปมา (คะเนว่าราวปี 2489-2490 จาก “การเมือง” ในเรื่อง) เรื่องราวประกอบจากบุคคลผู้แวดล้อม “เสนีย์” ผู้เล่าเรื่อง ประกอบไปด้วยบรรดานักเรียนทุนทั้งหลาย ตัวเอกสำคัญคือ “วัลยา” นักศึกษาสาวที่มาเรียนด้านดนตรี เจ้าหน้าที่สถานทูตและแม่บ้าน เช่น
ไพจิตร์ นักการทูตผู้ทะเยอทะยานและเตือนตาภรรยาที่ถูกใช้เป็นบันไดของเขา ครอบครัวของชิตกับแจ่มจันทร์ภรรยาผู้อารีและระมัดระวังตัวตามประสาข้าราชการที่อยู่เป็น เพียงตา “เพื่อน” ผู้ไฉไลเปิ๊ดสะก๊าดของเสนีย์ ที่ครั้งหนึ่ง “มันเหมือนกับการพบของรถไฟสองขบวนที่สถานีเดียวกัน แล้วก็แยกกันไปตามเส้นทางเดินของชีวิต สายหนึ่งไปทางหนึ่ง และอีกสายไปอีกทางหนึ่งอย่างไม่มีทางจะมาบรรจบกันได้เลย” นอกจากนี้ ก็ยังมีเพื่อนชาวต่างประเทศของเสนีย์และตัวละครในเรื่องที่รู้จักกันรวมเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย เช่น เรอเน ศิลปินเหนือจริงผู้ค้นหาแนวทางของตัวเองกับเจเน็ต นักศึกษาสถาปัตย์ฝีปากกล้า ความรักของวัลยา
มิได้เจาะจงเฉพาะเรื่องของวัลยากับใครสักคนเป็นศูนย์กลางให้ผู้อื่นเป็นตัวประกอบขับเรื่องรักนั้น แต่ตัวละครทั้งหมดล้วนเวียนวนในละครชีวิตของตนบนฉากแห่งมหานครปารีสและประเทศฝรั่งเศส ที่แม้จะเล่าเรื่องในสรรพนามบุคคลที่หนึ่ง แต่ก็เป็นบุคคลที่หนึ่งที่มีสายตาอย่างพระเจ้า ผู้สามารถล่วงรู้ถึงความหลังและสิ่งที่อยู่ภายในความคิดจิตใจของตัวละครได้

แม้เรื่องนี้จะมีองค์ประกอบที่น่าจะเป็นนิยายรักหวานอันมีมหานครที่โรแมนติกที่สุดเป็นฉาก มีสถานการณ์และตัวละครมากมายที่น่าจะนำพาเรื่องไปถึงจุดนั้นได้ เช่นเดียวกับไพรัชนิยายรักหวานซึ้งร่วมสมัยเดียวกันที่ถูกสร้างเป็นละครและภาพยนตร์มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ในที่สุดคนอ่านก็จะได้รู้ว่า “ความรักของวัลยา” นั้นคืออะไร

แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องมีพระเอก พระเอกของเรื่องนี้มีนามว่า “ยง อยู่บางยาง” กะลาสีชั้นกรรมกรผู้ระหกระเหินผ่านโลกมาแล้วครึ่งโลก เพื่อมายุติการเดินทางของเขาที่ดินแดนหกเหลี่ยม และเดินทางมาภารกิจต่ออายุหนังสือเดินทางที่ปารีสเพื่อจะพบกับวัลยา และบรรดาผู้คนทั้งหลายที่กล่าวไปเบื้องต้น อันที่จริง รูปลักษณ์นิสัยใจคอ ความเป็นมาของ “ยง อยู่บางยาง” นั้นไม่ได้ผิดไปจาก “สาย สีมา” ผู้เป็นปิศาจอมตะเสียเท่าไร หากเป็นวัลยาเองที่มีเนื้อหนังความเป็นตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองแตกต่างไปจาก “รัชนี” จากเรื่องนั้น

แม้องค์ประกอบทั้งหมดที่ปูมานั้น จะทำให้นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องรักต่างชนชั้นของหนุ่มสาวผู้โคจรมาพบกันภายใต้ลิขิตชะตา แต่ “ความรักของวัลยา” ก็ไม่ได้มีฉากรักหรือการพร่ำพรอดอย่างหวานซึ้งดังที่คาดหวัง แม้แต่ผู้เขียนก็ยอมรับตรงๆ ว่ามันอาจจะทำให้ผู้อ่านที่คาดหวังว่าจะได้อ่านเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวเช่นนั้นต้องผิดหวัง เพราะความรักของวัลยานั้น “…ได้แก่ความรักในสันติสุข ความรักในศิลปะและชีวิต วัลยาผู้มีทรรศนะว่า ชีวิตก่อให้เกิดความรัก และความรักนั้นในตัวของมันเองมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตด้วย คือทำให้ชีวิตนั้นมีค่าและมีความสูงส่งยิ่งขึ้น เป็นความรักที่ประกอบด้วยอุดมคติอันสูงตราบจนกระทั่งถึงบัดนี้ ข้าพเจ้ายังมิอาจพูดถึงความรักที่เป็นส่วนตัว ความรักที่เธอจะพึงมีต่อผู้ชายคนหนึ่ง อย่างคู่รักและเพื่อนคู่ชีวิตที่จะจูงมือกันเดินไปเคียงบ่าเคียงไหล่สู่อุดมคติอันงดงามนั้น…” และ “…ความรักอาจเป็นเพียงความสุขหรือไม่ก็ความใคร่ของคนเพียงคนหนึ่ง หรืออย่างมากก็สองคน นั้นเป็นความรักอย่างแคบ ความรักของคนเราควรจะขยายตัวออกไปถึงประชาชนทั้งหลาย…”

เช่นนี้ ฉากเดียวอันจะใกล้เคียงว่าเป็น “ฉากรัก” ระหว่างวัลยากับยง ก็เห็นจะเป็นการเดินเล่นและนั่งคุยกันที่สวนลุกซงบูร์ก ที่ทั้งสอง “..นั่งลงบนพื้นหญ้าใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ใบหนา เขานั่งอยู่ใกล้ๆ กันและนิ่งโดยไม่พูดจาอะไรกัน ในเมื่อเขามีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่กลมกลืนกัน และในความเข้าใจระหว่างคนเรานั้น มีภาษาพิเศษซึ่งไม่มีเสียงที่หูธรรมดาจะได้ยิน..”

แต่ด้วยความรักเช่นนี้เอง “ความรักของวัลยา” จึงเป็นนิยายรักที่กลับมาร่วมสมัยอย่างประหลาดในยุคสมัยนี้ ในช่วงเวลาที่ประชาชนคนรุ่นใหม่นี้เกิดมีความรู้สึกร่วมกันแห่งภราดรภาพที่เร่าร้อน ที่เห็นความลำบากเดือดร้อนไม่เท่าเทียม การกดขี่ข่มเหงของประชาชนคนอื่นๆ เป็นเหมือนความลำบากเดือดร้อนร่วมกันของตัวเองด้วย แม้ว่าจะไม่ได้มีสถานะหรือสภาวะเช่นนั้นเลยก็ตาม

เช่นเดียวกับตำนานแห่งวาเลนไทน์ สิ่งที่ผู้ปกครองด้วยความหวาดกลัวในระบอบเผด็จการอำนาจนิยมนั้นหวั่นเกรงที่สุด ก็คือ “ความรัก”

ก็เพราะความรักนั้นทำให้เราเห็นตัวเราในคนอื่น สัมผัสได้ถึงทุกข์สุขของคนอื่นไม่ว่าจะปัจเจกบุคคลหรือส่วนรวม ความรักนั้นมีคุณอานุภาพสำคัญในการขับไล่ความกลัวและเป็นเชื้อแห่งความหวัง เมื่อมีความหวังและปราศจากกลัว นั้นเท่ากับสิ่งเดียวที่เป็นอาวุธหรือเครื่องเหนี่ยวรั้งของเผด็จการก็จะสลายลงเช่นอสูรต้องแสงตะวัน

ห้วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ จึงไม่มีนิยายรักเรื่องใดที่ควรค่าแก่การหยิบขึ้นมาอ่านมากกว่า “ความรักของวัลยา” หรือหากใครได้อ่านแล้ว จะส่งหนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะฉบับพิมพ์ใหม่ของ “สำนักพิมพ์มติชน” ให้คนที่คุณรักก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียว

กล้า สมุทวณิช