หน้าแรก คอลัมนิสต์ จากวันเด็ก สู...

จากวันเด็ก สู่วันครู คำขวัญกับผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติ

12.02.21 | 13:00 น.

ประเพณีหรือวิถีปฏิบัติในแต่ละปีสำหรับสังคมไทยซึ่งเชื่อมโยงกับการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์คือการจัดงานวันเด็กแห่งชาติและงานวันครูภายใต้การดำเนินการของเจ้าภาพหลักอย่างกระทรวงศึกษาธิการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ที่น่าสนใจจากอดีตถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่างานหรือกิจกรรมทั้งสองถือได้ว่ามีความสำคัญที่จะต้องได้รับการสืบสานเพื่อให้เป็นหนึ่งในประเพณีหรือวิถีปฏิบัติสืบไป และเมื่อกล่าวถึงวันเด็กและวันครูจะเห็นได้ว่าในแต่ละปีจะมีคำขวัญจากนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินตลอดจนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯออกมาเพื่อให้เด็กและครูนำไปสู่การปฏิบัติ

วันเด็กสำหรับบ้านเราก่อกำเนิดมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2499 ภายใต้วิสัยทัศน์และแนวคิดของผู้บริหารและคนรุ่นเก่าที่ต้องการเห็นเด็กไทยมีพัฒนาการทางด้านการศึกษามีความเจริญก้าวหน้าและสามารถเติบโตไปรับใช้สังคมและประเทศชาติในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากวันนั้นถึงวันนี้หากสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำขวัญซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบให้แก่เด็กไทยสรุปรวมได้ทั้งสิ้น 63 คำขวัญยกเว้นการจัดงานในปี 2500 และ 2501 ทั้งนี้ คำขวัญในแต่ละปีจะเห็นได้ว่าจะมุ่งเน้นเพื่อให้เด็กได้นำไปสู่การปฏิบัติภายใต้ความดีงามและวิถีปฏิบัติที่สอดคล้องกับสภาวการณ์หรือบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก

“เด็กไทยวิถีใหม่ รวมไทยสร้างชาติ ด้วยภักดีมีคุณธรรม” เป็นคำขวัญวันเด็กประจำปีพุทธศักราช 2564 ที่นายกรัฐมนตรีได้รังสรรค์เพื่อเด็กไทย จากคำขวัญดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อสังคมไทยและสังคมโลกขับเคลื่อนเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในวิถีใหม่ซึ่งจากสภาวการณ์ดังกล่าวเด็กไทยจะต้องปรับตัวให้ทันกับปรากฏการณ์ตลอดจนสืบสานการมีคุณธรรมภายใต้มิติของการรู้รักสามัคคี

Advertisement

อย่างไรก็ตาม งานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ไม่คึกคักดังในหลายรอบปีที่ผ่านมาทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สถานศึกษาหรือโรงเรียนตลอดจนผู้ปกครองจึงไม่สามารถที่จะจัดกิจกรรมให้เด็กๆ เข้าร่วมในวันสำคัญได้ดังที่คาดหวัง และจากปรากฎการณ์ที่เด็กจะต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ จึงมีคำถามกลับมาว่าคำขวัญที่ผู้นำประเทศมอบให้โรงเรียนและเด็กๆ จะมีการนำไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

ในขณะที่งานวันครูปีนี้เป็นครั้งที่ 65 ที่กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การขับเคลื่อนของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการและด้วยความสำคัญของวันดังกล่าวหากย้อนกลับไปดูถึงที่มาจะพบว่างานวันครูได้เริ่มจัดเมื่อปีพุทธศักราช 2500 ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สำหรับรูปแบบการจัดงานในปี 2564 นี้เป็นการดำเนินการที่แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมาสืบเนื่องจากสภาวการณ์ที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัส
โควิด-19 แต่ถึงแม้รูปแบบหรือกระบวนการจัดงานจะเปลี่ยนไปแต่หนึ่งในมิติที่ยังอยู่คู่กับการจัดงานคือการมอบคำขวัญให้กับครูดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา

“พลังครูไทยวิถีใหม่ ฉลาดรู้เท่าทันดิจิทัล” เป็นคำขวัญหรือแนวคิดที่นายกรัฐมนตรีถ่ายทอดไปสู่ผู้ประกอบวิชาชีพครูซึ่งสาระสำคัญของคำขวัญดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งในมิติที่ผู้นำประเทศมุ่งหวังให้ครูผู้ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการพัฒนาทรัพยากรหรือทุนมนุษย์ที่สำคัญของประเทศได้ปรับตัวให้เป็นผู้รอบรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกวิถีใหม่ภายใต้สังคมดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงคำขวัญวันครูสำหรับประเทศไทยนั้นหากย้อนกลับไปจะพบว่าแนวคิดของการก่อเกิดได้เริ่มต้นในปีพุทธศักราช 2522 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้นเป็นผู้มอบแนวคิดภายใต้คำขวัญสำหรับครูที่จะได้นำไปสู่การปฏิบัติและจากวันนั้นเป็นต้นมาเมื่อถึงวันครูคราใดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้รังสรรค์แนวคิดภายใต้คำขวัญให้กับครูมาอย่างต่อเนื่อง

จวบจนล่วงมาถึงปีพุทธศักราช 2543 ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบด้วยการเปิดโอกาสให้ครูหรือประชาชนทั่วไปส่งคำขวัญเข้าประกวดเพื่อรับรางวัลจากซึ่งการประกวดคำขวัญภายใต้แนวคิดหรือกระบวนทัศน์ของประชาชนที่ต้องการเห็นครูไทยมีวิถีหรือแนวทางการปฏิบัติที่ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาชาติได้เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 2544 แต่ด้วยการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาและวิธีคิดของผู้บริหารตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในปีพุทธศักราช 2559 จึงได้มีการยกเลิกการประกวดคำขวัญจากสาธารณะหรือประชาชนทั่วไปมาเป็นคำขวัญของผู้นำประเทศแทนดังเช่นในปีนี้

เมื่อกล่าวถึงคำขวัญวันเด็กและวันครูแล้วผู้เขียนเห็นว่าหากในปีต่อไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการหรือสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาก็ตามถ้าจะส่งเสริม และสนับสนุนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วไป ตลอดจนเด็กและผู้ประกอบวิชาชีพครูจะได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของวันดังกล่าวการจัดประกวดคำขวัญเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจตลอดจนผู้เกี่ยวข้องได้แสดงออกถึงวิธีคิดหรือแนวทางเพื่อนำไปสู่การพัฒนาของเด็กและครูซึ่งจะส่งผลดีต่อสังคมและวงการศึกษาก็น่าที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้นำกลับมาพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตามคำขวัญของผู้นำประเทศ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตลอดจนผู้เกี่ยวข้องก็ยังเป็นหนึ่งในมิติที่จะได้รับการนำเสนอต่อสังคมเช่นเดิม ดังนั้น การผสมผสานหรือการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อการตระหนักรู้หรือเห็นคุณค่าต่อความสำคัญของวันดังกล่าวก็จะน่าจะได้รับขานการรับมากว่าที่ผ่านมาก็เป็นได้

วันนี้การเปิดกว้างให้แต่ละภาคส่วนได้ร่วมรู้ร่วมคิดภายใต้โลกแห่งวิถีใหม่การจัดงานวันเด็กที่ผู้ใหญ่คิดแล้วให้เด็กทำหรือการจัดงานวันครูที่ผู้บริหารคิดแต่ให้ครูปฏิบัติ เชื่อว่าแนวทางนี้น่าจะตกยุคและควรจะหมดไปจากสังคมโดยเร็ววัน

และด้วยความสำคัญของวันเด็กแห่งชาติและวันครูที่มีการสืบสานกันมาอย่างต่อเนื่องนั้นเพื่อให้ผลการดำเนินงานโดยเฉพาะแนวคิดหรือคำขวัญของผู้นำประเทศที่ได้กลั่นกรองเพื่อสร้างสรรค์สำหรับวงการศึกษาหรือการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมฉลาดรู้ ฉลาดคิดทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่นับวันจะมากขึ้นตามลำดับได้อย่างแท้จริง

วันนี้จึงมีคำถามย้อนกลับมาว่าผลสัมฤทธิ์ของงานที่กระทรวงศึกษาตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รังสรรค์และระดมสรรพกำลังทั้งกำลังทรัพย์ กำลังคนเพื่อการนี้ในทุกปีที่ผ่านมานั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประเมินผลหรือศึกษาวิจัยว่าผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเด็กและครูได้นำแนวคิดของคำขวัญไปต่อยอดหรือแสวงหาแนวทางสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักการและเป้าประสงค์มากน้อยแค่ไหน

แน่นอนในระบบราชการเมื่อมีการบริหารจัดการโครงการหรือกิจกรรมใดก็ตามย่อมที่จะมีการประเมินผลเพื่อให้ได้ทราบถึงผลการดำเนินการแต่ผลการประเมินดังกล่าวได้มีการติดตามและเผยแพร่เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบหรือไม่ และเมื่อกล่าวถึงระบบราชการแล้วเป็นที่น่าเสียดายที่ผลการศึกษาวิจัยหรือการประเมินเมื่อรายงานผู้บริหารหรือผู้เกี่ยวข้องแล้วผลดังกล่าวมักจะถูกจัดเก็บไว้ในฐานของแฟ้มข้อมูลเท่านั้น

การสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์ข่าวสารสู่สาธารณะขององค์กรภาครัฐโดยเฉพาะการนำสารผ่านช่องทางของสื่อมวลชนไม่ค่อยจะพบเห็นมากนักทั้งๆ ที่วันนี้โลกได้เข้าสู่สังคมข่าวสารอย่างเต็มตัวผู้คนต่างสืบค้นและกระหายที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น แต่หลายหน่วยงานกลับขาดการตระหนักและให้ความสำคัญ ประเด็นนี้จึงถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนของภาครัฐหลายองค์กรที่ผู้นำจะต้องขันน๊อตและสร้างการตระหนักรู้ให้กับผู้ปฏิบัติต่อไป

อย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวถึงคำขวัญกับมิติของการนำไปสู่การปฏิบัติสำหรับสังคมไทยใช่ว่าจะมีเพียงแค่วันเด็กและวันครูเท่านั้นแต่ยังมีอีกหลายหลายที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญหรือโครงการที่มีการสืบสานกันมาจนเป็นวิถีปฏิบัติ และเพื่อไม่ให้อรรถรสหรือเป้าประสงค์ของคำขวัญที่ได้มีการรังสรรค์เพื่อการนั้นได้บรรลุตามวัตถุประสงค์และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

หนึ่งในมิติที่จะนำไปสู่เป้าประสงค์ได้นั้นผู้เกี่ยวข้องจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญเพื่อสืบสานและต่อยอดให้คุณค่าของงานอยู่คู่กับสังคมได้ยั่งยืนสืบไป

รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร
ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์
มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต