เมียนมาสปริง! (The Myanmar Spring) โดย สุรชาติ บำรุงสุข

เมียนมาสปริง! (The Myanmar Spring) 

…รัฐประหารในประเทศเมียนมาเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา การยึดอำนาจอีกครั้งของกองทัพเมียนมาเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึง การสิ้นสุดความอดทนของผู้นำทหารที่มีต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย และขณะเดียวกันก็สะท้อนอีกด้านหนึ่งว่า รัฐประหารไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้นำทหาร … เมื่อใดที่บรรดานายพลเหล่านี้ตัดสินใจที่จะยุติการเมืองในระบบรัฐสภาแล้ว เมื่อนั้นรัฐบาลพลเรือนก็ถึงจุดสิ้นสุดตามไป แต่พวกเขาเคยประเมินต่อไปอีกขั้นหนึ่งหรือไม่ว่า กองทัพจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังความสำเร็จของการรัฐประหารอย่างไร และอนาคตของรัฐบาลนี้จะยั่งยืนเพียงใด

คำตอบที่เป็นจริง กลับพบอย่างไม่คาดคิดเช่นกันว่า แม้ระยะเวลาได้ล่วงเลยมาหลายวันแล้ว ผู้นำทหารเมียนมาก็ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ กองทัพต้องเผชิญกับการประท้วงที่ขยายตัวมากขึ้นในแต่ละวัน จนอาจกล่าวได้ว่า ข่าวการประท้วงที่ปรากฏในสื่อแต่ละวันนั้น ทำให้เหลือคำถามแต่เพียงประการเดียวเท่านั้นว่า กองทัพเมียนมาจะรักษาอำนาจจากการรัฐประหารนี้ไปได้อีกนานเท่าใด

โลกล้อมรัฐทหาร!

การการยึดอำนาจที่เมียนมาในครั้งนี้ ต้องเผชิญกับการประท้วงและการแสดงความไม่เห็นด้วยจากเวทีสากลอย่างมาก ท่าทีของรัฐบาลประเทศประชาธิปไตยมีความชัดเจน และต้องถือว่า ท่าทีเช่นนี้นำโดยการให้ถ้อยแถลงของทำเนียบขาว ที่แสดงอย่างเด่นชัดว่า ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารที่เกิดขึ้น และความชัดเจนของโลกตะวันตกถูกทำให้มีผลในทางปฎิบัติด้วยการประกาศของรัฐบาลนิวซีแลนด์ ที่จะไม่เปิดความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหาร

นอกจากนี้ สิ่งที่หลายประเทศจับตามองอย่างมากก็คือ ท่าทีของผู้บริหารชุดใหม่ของทำเนียบขาวก็คือ ผู้นำสหรัฐฯ จะประกาศการ “แซงชั่น” ผู้นำรัฐประหารเมียนมาหรือไม่ … ทุกคนเชื่อว่า หากชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2020 ตกอยู่กับประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ อีกครั้งหนึ่งแล้ว บรรดาผู้นำอำนาจนิยมก็คงมีความสบายใจ ที่เชื่อว่า การกดดันของทำเนียบขาวจะไม่เกิดขึ้น และอาจจะมีเพียงการแสดงท่าทีต่อการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนในแบบ “ขอไปที” แล้วบรรดานายพลทั้งหลายที่ขึ้นเป็นรัฐบาลด้วยอำนาจกำลังรบของประเทศ ก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร

Protesters wearing traditional Shan dress make the three-figner salute as others hold signs during a demonstration against the Myanmar military coup in Inle lake, Shan state on February 11, 2021. (Photo by Calito / AFP)
Bodybuilders holding signs take part during a protest against the military coup in Yangon on February 11, 2021. (Photo by Sai Aung Main / AFP)

ตัวอย่างของการรัฐประหารที่กรุงเทพฯ เป็นภาพสะท้อนถึงความไม่ใส่ใจกับปัญหาประชาธิปไตยในเวทีโลกของสหรัฐในยุคของทรัมป์ ซึ่งทำเนียบขาวไม่เพียงไม่แสดงออกอย่างจริงจัง หรือมีเพียงถ้อยแถลงอย่าง “ขอไปที” เท่านั้น หากยังมีการเชิญผู้นำรัฐประหารไทยไปเยือนทำเนียบขาว จนดูจะเป็นการผิดประเพณีทางการเมืองของสหรัฐฯ อยู่ไม่น้อย แม้จะมีข้ออ้างในทางยุทธศาสตร์ว่า การกดดันทางการเมืองต่อผู้นำทหารไทย อาจจะทำให้ไทยหันไปอยู่ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น

ในความเป็นจริงก็พิสูจน์แล้วว่า แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้ใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้กับการยึดอำนาจที่กรุงเทพฯ แต่ผู้นำทหารไทยก็พร้อมที่จะพาประเทศเข้าไปหาจีน อาจจะด้วยเหตุผลว่า จีนเอื้อประโยชน์และให้ผลตอบแทนทางการเมืองและเศรษฐกิจแก่บรรดาผู้นำรัฐประหารมากกว่า จนรัฐประหาร 2557 เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนทิศทางทางยุทธศาสตร์ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยหลังจากนั้น จึงมีทิศทางของความ “ใกล้ชิดจีน” อย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นท่าทีของสหรัฐในยุคทรัมป์ต่อรัฐประหารไทย อาจจะถือเป็นสัญญาณประชาธิปไตยจากโลกตะวันตกที่ “พร่ามัว” และทำให้รัฐบาลทหารที่กรุงเทพฯ เชื่อมั่นอย่างมากว่า ประชาคมระหว่างประเทศกดดันไทยไม่ได้ เพราะไทยมีปักกิ่งเป็นปราการป้องกันที่เข้มแข็ง และในทำนองเดียวกัน ตะวันตกก็จะไม่กดดันไทยมากนักด้วย เพราะปัญหาความกังวลทางยุทธศาสตร์จากปัญหาการแข่งขันระหว่างจีนกับตะวันตก


ความท้าทายของไบเดน!

แต่ปัญหารัฐประหารเมียนมามีบริบทการเมืองภายนอกที่แตกต่างออกไปจากกรณีของไทย เมื่อผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ คือประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา แล้วอีก 10 วันถัดมา กองทัพเมียนมาก็ตัดสินใจยึดอำนาจ ปัญหาเช่นนี้จึงเป็นความท้าทายใหญ่ครั้งแรกจากประเด็นการรัฐประหารในประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย และเป็นความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญกับนโยบายในการเสริมสร้างประชาธิปไตยในเวทีโลกของสหรัฐฯ เองด้วย

อย่างไรก็ตาม เราพอจะคาดคะเนได้ไม่ยากว่า ท่าทีของไบเดนจะไม่เหมือนกับของทรัมป์อย่างแน่นอน แต่คำถามสำคัญก็คือ แล้วสหรัฐฯ จะย้อนรอยกลับไปสู่การใช้มาตรการกดดันอย่างรุนแรงในแบบการแซงชั่นเช่นเดิมอีกหรือไม่ … แล้วในที่สุด ทำเนียบขาวได้ออกประกาศการแซงชั่นผู้นำการรัฐประหาร!

AFP

การแซงชั่นที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นมีเป้าหมายโดยตรงต่อตัวผู้นำทหาร ที่จะถูกรัฐบาลวอชิงตันขึ้น “บัญชีดำ” และอาจตามมาด้วยการควบคุมการส่งสินค้าออกของเมียนมา และหยุดความสัมพันธ์ในเรื่องทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลเมียนมาโดยตรง แต่จะไม่ยุติความสัมพันธ์ในเรื่องทางด้านสาธารณสุข การสนับสนุนภาคประชาสังคม และเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนเมียนมา และนโยบายนี้เป็นการแซงชั่นครั้งแรกของรัฐบาลไบเดน ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง

การแซงชั่นครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่จะตอบโต้กับการใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประท้วงที่เป็นสตรีอายุ 19 ปีคนหนึ่ง ถูกยิงที่ศรีษะในระหว่างการประท้วงที่เมืองเนปิดอว์ ปัจจุบันเธอรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่โอกาสรอดชีวิตอาจจะไม่มากนัก อีกทั้งยังเห็นได้ว่า ระยะเวลาที่ล่วงเลยมานับตั้งแต่การประกาศยึดอำนาจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา การประท้วงขยายตัวออกไปอย่างมาก จนเป็นหนึ่งในหัวข้อข่าวสำคัญในเวทีโลกไปแล้ว และขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า อนาคตของรัฐบาลทหารเมียนมาดูจะไม่สดใสแล้ว

เมียนมาสปริง!

วันนี้ความอยู่รอดของสตรีผู้ประท้วงที่ถูกยิงที่ศรีษะนั้น ดูจะมีโอกาสน้อยมาก จนอาจจะเปรียบเทียบได้ว่า โอกาสความอยู่รอดของรัฐบาลทหารเมียนมา ก็อาจไม่แตกต่างกันกับชีวิตของหญิงสาวผู้นั้น … จนถึงวันนี้แล้ว การจัดตั้งรัฐบาลทหารจริงๆ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ ยังไม่มีความชัดเจน และในขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลทหารจะได้รับการยอมรับทางการเมืองจากประชาคมระหว่างประเทศ ก็ดูจะมีปัญหาอยู่มาก

แม้ในอนาคต รัฐบาลทหารเมียนมาอาจจะหันกลับไปหาความสนับสนุนจากโลกตะวันออก เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 1988 และหลังการล้มผลการเลือกตั้ง 1990 แต่ปัญหาในปัจจุบันมีความแตกต่างอย่างมากแม้รัฐบาลปักกิ่งและมอสโคว์ตัดสินใจจะ “โอบอุ้ม” ด้วยการประกาศการรับรองทางการเมืองต่อรัฐบาลทหารเนปิดอว์แล้ว แต่รัฐบาลทหารก็ไม่สามารถแก้ปัญหาภายในจากการขยายตัวของการต่อต้านจากภายใน ที่กำลังขยายตัวเป็นวงกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ

กลไกอำนาจรัฐบางส่วนในเมียนมาได้ “ลงถนน” เข้าร่วมต่อต้านการรัฐประหาร การประท้วงจึงไม่ใช่เรื่องของภาคประชาสังคมอีกต่อไปแล้ว ผู้คนในสาขาอาชีพต่างๆ เดินขบวนต่อต้านการยึดอำนาจของผู้นำทหารอย่างไม่เกรงกลัว การปราบปรามครั้งก่อนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยชะลอการต่อต้านทหารได้ รอเพียงการแตกแยกของผู้นำทหาร ที่จะส่งผลให้ความสำเร็จของการรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ ล้มลงในเวลาอีกไม่นานนัก

ในขณะที่โลกล้อมรัฐแน่นมากขึ้น โลกภายในก็กระแทกรัฐมากขึ้นคู่ขนานกัน จนอดคิดไม่ได้ว่า นี่คือกระแสลมที่เป็นสัญญาณการมาของ “ฤดูใบไม้ผลิเมียนมา” … The Myanmar Spring กำลังมาแล้ว

แม้ในอีกด้านจะยังคงต้องเฝ้ารอ “ฤดูใบไม้ผลิไทย” ด้วยความหวังไม่แตกต่างกันว่า อีกไม่นานกระแสลมอุ่นของ The Thai Spring ก็จะพัดมาเช่นกัน!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้แอพพ์ ‘เป๋าตัง’ ล่มยาว กดรับสิทธิ ‘เราชนะ’ รอเงิน 7 พันไม่ได้ ผู้ลงทะเบียนผ่านเว็บรอ 15 ก.พ.นี้
บทความถัดไปปชป.ตั้ง 3ทีมยุทธศาสตร์ ชักธงรบเลือกตั้งซ่อม ส่ง “พงศ์สินธุ์” คว้าชัยส.ส.เมืองคอน