ประชามติได้ผ่านพ้นไปแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในฝั่งที่รับหรืออยู่ในฝั่งที่ไม่รับ ก็คงอยากเห็นประเทศนี้พัฒนาและเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจที่ยังเป็นปัญหาอย่างมาก และได้สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนส่วนใหญ่ ตามผลสำรวจที่บอกว่าคนส่วนใหญ่ห่วงเรื่องเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ประกอบกับหลายประเด็นในรัฐธรรมนูญใหม่ก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ ดังนั้นจึงอยากขอให้ข้อคิดเพื่อจะเป็นประโยชน์กับประเทศในอนาคต
เมื่อหันมาพิจารณาภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวได้ถึง 3.5% ซึ่งทำให้ครึ่งปีแรกของปีนี้มีการขยายตัวได้ 3.4% นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะโตกว่าหลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้ แต่อาจจะต้องไม่ลืมว่าการขยายตัวนี้มาจากฐานเศรษฐกิจเดิมที่ต่ำมากเพราะในปี 2557 โตเพียง 0.7% และในปี 2558 โตเพียง 2.8% และถึงแม้เศรษฐกิจของไทยปีนี้จะโตได้ 3.5% ก็ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกันอย่างมากตามที่เคยบอกไว้แล้ว อีกทั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยก็ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาหลายปีติดกันแล้ว
ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขไทยก็อาจถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงไปหมดได้ และประเทศไทยจะยังไม่สามารถก้าวพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปอีกนาน
โจทย์ใหญ่ของประเทศในปัจจุบันคือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตที่เหมาะสมตามศักยภาพ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคงหนีไม่พ้นที่จะต้องหันกลับมาให้ความสนใจเรื่องการส่งออกและการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลงอย่างมากเป็นเรื่องที่เป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะอาจจะเรียกได้ว่าได้หดหายไปจนเกือบหมด ในอดีตประเทศไทยจะมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศปีละกว่าล้านล้านบาท แต่ในปี 2558 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกลับลดลงเหลือเพียงแสนกว่าล้านบาทเท่านั้น หรือลดลงถึง 90% ตามที่สื่อต่างประเทศประโคมข่าวก่อนหน้านี้
และเมื่อมาใน 6 เดือนแรกของปี 2559 นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงเองว่าการลงทุนต่างประเทศทางตรงเหลือเพียง 1.21 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งหายไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และเป็นยอดการลงทุนทางตรงที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี
ลองคิดดูว่า จากการลงทุนปีละกว่าล้านล้านบาท เหลือเพียงหมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้นใน 6 เดือนแรก ถ้าหากบอกว่านี่ไม่ใช่เป็นปัญหาใหญ่ก็คงจะไม่ได้
และการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกมาพยายามแก้ให้ภายหลังว่ามีการซื้อกิจการบิ๊กซีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทนั้นก็ไม่น่าจะเกี่ยว เพราะไม่ใช่การลงทุนใหม่ เป็นเพียงการเปลี่ยนมือของกิจการเดิมที่มีอยู่แล้วเท่านั้น
การลงทุนโดยตรงที่หายไปจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในระยะยาวอย่างมาก เพราะจะทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำลง การส่งออกที่ติดลบอยู่แล้วก็อาจจะติดลบลงไปอีก และการจ้างงานก็จะลดลงตามไปด้วย การที่ประเทศไทยต้องปรับอุตสาหกรรมให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงตามแผนงานไทยแลนด์ 4.0 ก็จะทำไม่ได้ เพราะประเทศไทยยังไม่สามารถที่จะคิดค้นเทคโนโลยีได้เอง และประเทศไทยก็ยังไม่สามารถพัฒนานักวิทยาศาสตร์ที่จะค้นคว้า วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ แต่ต้องพึ่งเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และพยายามสร้างคลัสเตอร์จากการลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อต่างประเทศไม่มาลงทุน ปัญหาการปรับเปลี่ยนประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้นก็จะเป็นไปไม่ได้
อุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมก็นับวันจะล้าหลังและต้องย้ายฐานไปประเทศอื่นกันแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากการที่นักลงทุนไทยยังต้องไปลงทุนในต่างประเทศถึงกว่า 3 แสนล้านบาท
ดังนั้นการที่จะต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน และการที่รัฐบาลจะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ก็เป็นแนวทางหนึ่งเพื่อที่จะหวังว่านักลงทุนต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนเพิ่ม และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐธรรมนูญใหม่นี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนชาวต่างประเทศได้
ทั้งนี้ ผู้เขียนยังขอยืนยันว่าการควบคุมไม่ให้มีข่าวสารทางด้านลบกระจายออกไปทั่วโลกน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กลับมาได้ ดังนั้นในเมื่อจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งในไม่ช้าแล้ว
ผู้เขียนขอเสนอว่ารัฐบาลควรจะต้องละเว้นการละเมิดสิทธิและการจับกุมบุคคลที่เห็นต่างได้แล้ว อีกทั้งควรปล่อยตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองทั้งหมด เพื่อฟื้นฟูความน่าเชื่อถือจากนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว
รัฐบาลควรจะเปิดเสรีให้กับทุกความคิดเห็น และรัฐบาลก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการตลาดหรือโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจดำเนินไปด้วยดี แต่น่าจะพูดความจริงและร่วมกันหาทางแก้ไขเพื่อไม่ให้ ประเทศไทยต้องมีปัญหาทางเศรษฐกิจมากขึ้นในอนาคต เพราะไม่เช่นนั้นการส่งออกก็จะไม่มีทางฟื้น เศรษฐกิจไทยก็จะขยายตัวได้ต่ำไปอีกนาน
น่าสงสารนักศึกษาที่จบใหม่ที่จะต้องว่างงานกันอย่างมาก หรืออาจจะต้องย้ายไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีการลงทุนจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้าไปมากอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาการว่างงานก็เป็นอย่างที่รัฐบาลได้พูดไว้ว่าระบบการศึกษาเดิมไม่ได้สร้างให้นักศึกษาที่จบมามีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะทำงานได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่การที่การลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศลดลงอย่างมากจนเกือบหายไปหมดน่าจะเป็นปัญหาที่น่าห่วงมากกว่า
และต้องไม่ลืมว่าการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในโลกนี้จะยิ่งทำให้นักศึกษาที่จบใหม่ในอนาคตจะยิ่งหางานทำได้ยากขึ้น โดย World Economic Forum (WEF) ได้ทำนายไว้ว่าอีกไม่ถึง 20 ปี 72% ของงานในประเทศไทยจะถูกทดแทนด้วยระบบหุ่นยนต์ ซึ่งเริ่มมีราคาถูกลงมากและจะถูกกว่าการจ้างคนทำงาน อีกทั้งอาชีพที่ว่ามั่นคงในปัจจุบันอาจจะไม่มั่นคงแล้วในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงซึ่งจะมีหลายอาชีพเลย
ผู้เขียนไม่อยากระบุอาชีพให้ตกใจกัน เพราะอาจจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงอยากให้คนรุ่นใหม่ไปค้นคว้าหาอ่านได้ในข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยีใหม่ๆ ในต่างประเทศ และอยากให้นักศึกษารวมถึงผู้ปกครองได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ก่อน และร่วมกันตัดสินใจกับบุตรหลานว่าจะเลือกเรียนวิชาอะไรในอนาคตที่จะสามารถหางานทำและมีรายได้ดีในอนาคต โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการที่จะถูกทดแทนโดยเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้
ทั้งนี้รัฐบาลเองก็จะต้องมีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะต้องเตรียมการไว้รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประเทศที่มีประชากรสูงอายุจำนวนมาก แถมงานในอนาคตก็จะยิ่งหายากมากขึ้นตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อทราบการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนหลายอย่างในโลกนี้แล้วก็อยากให้หันกลับมาพิจารณารายละเอียดในร่างรัฐธรรมนูญ โดยผู้เขียนอยากให้ข้อคิดเพื่อให้พิจารณากันจะได้ไม่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้
เรื่องแรกเป็นเรื่องที่ผู้เขียนท้วงติงมาโดยตลอดและอยากให้พิจารณาให้ดีคือเรื่องการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ในเมื่อประชาชนรับประชามติแล้ว ก็เพียงอยากขอให้พิจารณาเขียนยุทธศาสตร์ในกรอบที่กว้างๆ อย่าได้ลงในรายละเอียดมากนัก เพราะในอนาคตอีก 20 ปี ไม่มีใครจะทราบหรอกว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ขนาดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังต้องปรับใหม่ทุก 5 ปี และก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากไปลงในรายละเอียดมากไปโดยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ประเทศไทยอาจจะต้องติดข้อจำกัดอย่างมากในอนาคตได้
ปัจจุบันนี้หากมองย้อนกลับไปอาจจะเรียกได้ว่าแทบทุก 1-2 ปี จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอยู่เสมอและในอนาคตอาจจะยิ่งเกิดเร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ยกตัวอย่างเช่นประเทศซาอุดีอาระเบียที่เคยพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลักตลอดมา และหากในอนาคตน้ำมันอาจจะหมดความสำคัญลง เนื่องจากมีพลังงานอื่นมาทดแทน และคนใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากันมากขึ้น ถึงขนาดที่มีการคาดกันว่าอาจจะมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตถึง 87% ของรถยนต์ที่จะใช้กันทั้งโลก และอาจจะใช้รถยนต์ในจำนวนที่น้อยลงเนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่สามารถที่จะขับไปได้เองโดยไม่ต้องมีคนขับ และครอบครัวหนึ่งจะสามารถตั้งเวลาในการเดินทางของคนในครอบครัวได้โดยใช้รถยนต์คันเดียว
ดังนั้นประเทศซาอุฯก็จะต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ประเทศให้เข้ากับสภาวะโลกที่เปลี่ยนไป เป็นต้น และประเทศไทยเองที่มีการผลิตและส่งออกรถยนต์จำนวนมากก็จะต้องปรับเปลี่ยนหากรถยนต์อนาคตส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เพราะรถยนต์ไฟฟ้าจะมีชิ้นส่วนและอะไหล่แตกต่างจากรถยนต์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นจึงอยากให้พิจารณาร่างยุทธศาสตร์ 20 ปี ในกรอบที่กว้างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ยังไม่มีใครทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงต่อไปอย่างไร
อีกเรื่องที่อยากจะขอฝากคือเรื่องการช่วยเหลือประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งมักจะถูกวาทกรรมกล่าวหาว่าเป็นประชานิยมที่จะทำให้ชาติล่มจม ซึ่งหากดูสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ รายได้ประชาชาติของประเทศไทยในหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าไม่เป็นความจริง เพราะยังมีสัดส่วนที่ต่ำมาก การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสามารถพัฒนาเป็นผู้มีรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ทุกประเทศต้องทำถ้าหากต้องการพัฒนาประเทศให้เจริญขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายรายได้ แต่ก็ต้องมีการกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมตามสถานะการเงินการคลังของประเทศในขณะนั้น หากประเทศมีรายได้มากก็ควรจะช่วยเหลือมาก หากประเทศมีรายได้น้อยก็ควรช่วยเหลือตามสถานะ โดยอาจจะกำหนดเป็นสัดส่วนของจีดีพี หรืองบประมาณเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ทำให้การเงินการคลังของประเทศเสียหาย แต่จะไม่ช่วยหรือช่วยน้อยไปก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐธรรมนูญใหม่ได้ระบุเรื่องนี้ให้ชัดเจน และพรรคการเมืองก็จะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยให้พัฒนาขึ้นมาได้โดยไม่ต้องติดข้อกฎหมาย ไม่อยากให้คิดว่าจะนำกฎหมายมาควบคุมเพราะกลัวพรรคการเมืองจะมีความนิยมมากเกินไป แล้วกลายเป็นว่าผู้มีรายได้น้อยไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควร
นี่เป็นบางส่วนเท่านั้นที่อยากฝากให้มีการพิจารณาเพื่อจะให้ประเทศนี้เดินหน้าได้ และไม่อยากให้รัฐธรรมนูญใหม่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายควรจะหันหน้าเข้าหากันและยึดเอาประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก เพราะสุดท้ายแล้วคนไทยทุกคนจะต้องอยู่ร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน และนำพาประเทศให้ก้าวหน้าไปด้วยกันโดยไม่มีการแบ่งฝ่าย

