ถาม-ตอบสองประเด็นฮิตเกี่ยวกับรัฐประหารพม่า

“เรา, ประชาชนชาวเมียนมา (พม่า) อยู่เคียงข้างสหประชาชาติในทุกๆ เรื่องเพื่อให้ประเทศเรารอด” (ภาพจากเฟซบุ๊ก Nan Lin)

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 หลังรัฐประหารในพม่า ในมุมมองของประชาชนส่วนใหญ่ในพม่า สถานการณ์ภายในประเทศแย่ลงในทุกด้าน ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐประหารมากขึ้นทั่วประเทศ ชาวโลกได้เห็นการประท้วงแบบ “อหิงสา” หรือการไม่ใช่ความรุนแรง (civil disobedience) ซึ่งคนพม่าเรียกติดปากแล้วว่า “CDM” เราเห็นดาราและบุคคลสำคัญออกมาเดินขบวนประท้วงร่วมกับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่เห็นในสังคมไทย มีผู้ถามผู้เขียนหลายครั้งว่าเหตุใดคนพม่าส่วนใหญ่จึงออกมาประท้วง โดยไม่กลัวผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นมามาทั้งอาชีพการงานของตนเอง และคนในครอบครัว เหตุใดคนพม่าจึง “รักประชาธิปไตยเหมือนกันหมด”

ประเด็นแรก ทำไมคนพม่าถึงออกมาประท้วงกันอย่างคึกคัก ตั้งแต่ดาราศิลปิน ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ไปจนถึงคนเฒ่าคนแก่ หรือแม้แต่พระสงฆ์ พม่าอยู่ภายใต้เผด็จการทหารมายาวนานตั้งแต่ปี 1962 ตลอด 26 ปีที่นายพลเน วิน อยู่ในตำแหน่ง ทั้งประมุขของรัฐ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และตำแหน่ง
อื่นๆ พม่าเป็นประเทศที่ยากจนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยพม่ามีนโยบายปิดประเทศ เน้นการผลิตเพื่อป้อนความต้องการภายในประเทศ และไม่ต้องการสุงสิงกับประชาคมโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายพลเน วิน นั้นเกรงว่าพม่าจะถูก “อิทธิพลจากภายนอก” (external elements) ครอบงำ ท่ามกลางจุดพีคของสงครามเย็นในทศวรรษ 1960-1970 การแช่แข็งประเทศมายาวนาน การตัดช่องการพัฒนาทุกวิถีทาง และปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างเด็ดขาด ทำให้พม่าเป็นเหมือนดินแดนสนธยา ยุคของเน วินเปรียบเหมือนยุคมืด คนที่เติบโตในยุคนั้นล้วนมีความทรงจำที่ไม่ดีนัก

เมื่อเกิดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในปี 1988 นายพลเน วิน ลาออกจากทุกตำแหน่ง เป็นครั้งแรกที่คนพม่าเริ่มรู้สึกว่ามีความหวังที่จะได้เห็นประเทศของตนเองลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้บ้าง แต่จนแล้วจนรอด คณะทหารที่เข้ามาปกครองพม่าก็ดำเนินรอยตาม “วิถีพม่า” แบบที่เน วิน กรุยทางไว้ ผู้เขียนมีความเชื่อว่าเมื่อเรากล่าวถึง “ทหาร” ในแบบพม่า เราไม่ได้พูดถึงทหารอาชีพที่ผ่านการฝึกฝนการใช้อาวุธมาอย่างดี หรือคนที่ผ่านสมรภูมิใหญ่ๆ (โดยมากคือรบกับชนกลุ่มน้อย) มาแล้วเท่านั้น แต่ยังหมายถึงคนที่มีชุดความคิด (mentality) แบบเดียวกัน ที่มองว่าใครก็ตามที่เป็นศัตรูของกองทัพ ย่อมเป็นภัยคุกคามของชาติ สหภาพ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติด้วย จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดกองทัพจึงต้องเร่งกำจัดด่อ ออง ซาน ซูจี และพรรคเอ็นแอลดี ไม่ให้มีอิทธิพลในรัฐสภาไปมากกว่านี้ เพราะหากเอ็นแอลดีได้รับเลือกตั้งเข้ามามากขึ้นๆ ในการเลือกตั้งทุกครั้ง เท่ากับเป็นการลดทอนอำนาจของกองทัพไปด้วย

การมองด่อ ออง ซาน ซูจี ว่าเป็นภัยคุกคามเกิดมาจากความกลัวและอาการหวาดระแวงอย่างหนัก หากไม่ตัดไฟแต่ต้นลม รัฐบาลเอ็นแอลดีอาจแก้รัฐธรรมนูญได้สำเร็จ และจำกัดอำนาจของกองทัพได้ในอนาคต แนวคิดแบบทหารพม่าที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคนายพลเน วิน ยังปรากฏให้เห็นในแนวทางสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ที่แทบไม่ต่างจากยุคหลังปี 1988 ภายใต้การบริหารงานของ SPDC ของนายพลตาน ฉ่วย เช่น การตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต การส่งหน่วยสอดแนมของกองทัพ (MI) เข้าไปแทรกซึมในกลุ่มผู้ชุมนุม การปล่อยนักโทษออกมานับหมื่นคน การนำอันธพาลไปข่มขู่ชาวบ้านยามวิกาล หรือการสร้างสถานการณ์ใช้กระสุนยาง (และกระสุนจริง) ยิงใส่ผู้ชุมนุมจนทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส

Advertisement

ประเด็นที่สอง เมื่อถามถึงการทำให้เป็นประชาธิปไตย ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของการปฏิรูปทางการเมืองในพม่า เพราะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ประชาธิปไตย” ไม่ได้หมายถึงระบอบทางการเมือง อย่างการมีระบบหลายพรรคการเมือง หรือการจัดให้มีการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ประชาธิปไตยในความหมายแบบสมัยใหม่ผูกโยงกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและการมีความอดทนอดกลั้น (tolerance) อย่างแนบแน่น พูดง่ายๆ คือสังคมที่มีประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ประชาชนต้องใจกว้าง และยอมรับความเห็นที่แตกต่างกับตนได้ ไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันในทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยต้องไม่สนับสนุนให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับคนที่เห็นต่างจากตนเอง ไล่ให้เขาไปตาย ไล่ให้เขาไปอยู่ต่างประเทศ ด้วยวิกฤตการณ์โรฮีนจา ที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เราเห็นคนพม่าบางส่วนออกมาสร้างความชอบธรรมให้กับกองทัพ และยังสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับชาวโรฮีนจาด้วย ผู้เขียนยังจำได้แม่นเมื่อไซยิด ราอัด อัล ฮูเซ็น (Zeid Raad Al Hussein) กรรมาธิการระดับสูงประจำข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกมาแถลงว่าวิกฤตโรฮีนจาเป็น “ตัวอย่างตำราฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐบาลของด่อออง ซาน ซูจี ออกมาตอบโต้และไม่ยินยอมให้สหประชาชาติเข้าไปสืบสวนหาข้อเท็จจริงเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในพม่า แต่ในปัจจุบัน สังคมพม่ากลับมาตื่นตัวกับองค์กรระหว่างประเทศ และรัฐบาลประเทศใหญ่ๆ ในสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง และมองว่าต่างชาติควรกดดันพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลายเพิ่มขึ้นเพื่อให้ปล่อยตัวด่อ ออง ซานซูจีโดยเร็ว

อาจจะมีผู้กล่าวแย้งว่าไม่ใช่คนทุกคนในสังคมพม่าที่ออกมาประกาศก้องว่าโรฮีนจาไม่ใช่ประชากรในประเทศของตนเอง หรือเรียกร้องให้กองทัพใช้ความรุนแรงกับคนกลุ่มนี้ แต่เราต้องยอมรับก่อนว่าสังคมพม่าเป็นสังคมที่ “คนพม่า” หรือบะหม่าพุทธ เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดและเสียงดังที่สุดในประเทศ และพรรคเอ็นแอลดีที่สมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นบะหม่าพุทธก็สนองตอบความต้องการของฐานเสียงตนเอง และทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ต่อกรณีโรฮีนจา และแม้ทั่วโลกจะพยายามกดดันรัฐบาลเอ็นแอลดี แต่ฝ่ายหลังก็หงายไพ่นิ่งเฉย ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์และรอให้เรื่องเงียบไปเท่านั้น ผู้เขียนพยายามจะพูดว่าสังคมพม่าไม่ได้เป็นสังคมประชาธิปไตยแบบที่เราเข้าใจกัน แต่คนจำนวนมากยังเป็นนักชาตินิยมที่พึงพอใจกับประชาธิปไตยในพม่าเมื่อคนที่ตนเองรักเข้าไปเป็นผู้นำและมีอำนาจด้านการบริหารเท่านั้น สำหรับคนพม่าส่วนใหญ่ กองทัพเปรียบเสมือนศัตรูของประเทศ เรามักจะได้ยินคนพม่าออกมาประณามกองทัพอย่างรุนแรง เพราะเขาถือว่ากองทัพนี่แหละคือตัวถ่วงความเจริญของประเทศ และทำให้คนพม่าไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้

สมมุติว่าพรรคเอ็นแอลดีกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง (ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) และยังเมินเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกระดับ ผู้เขียนก็เชื่อว่าคนพม่าจะยังคงรักเคารพและเชียร์ด่อ ออง ซาน ซูจี แบบสุดลิ่มอยู่ต่อไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาธิปไตยแบบพม่าไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตยตามทฤษฎีแบบตะวันตก แต่เป็นเป็นประชาธิปไตยที่ยึดโยงอย่างแนบแน่นกับพรรคเอ็นแอลดี พรรคนี้หนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่ว่าในอนาคตจะมีพรรคฝั่งประชาธิปไตยทางเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพมากเพียงใด แต่ตราบใดที่พรรคเอ็นแอลดียังอยู่ พรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ ก็มีโอกาสสอดแทรกเข้าไปเป็นตัวละครหลักในการเมืองพม่าได้ยาก เรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว เพราะอะไรนั่นหรือ โปรดฟังอีกครั้ง เพราะในความรับรู้ของคนพม่าทั่วๆ ไป ประชาธิปไตยแบบพม่าคือประชาธิปไตยที่มีเอ็นแอลดีเป็นประมุขเท่านั้นยังไงเล่า

ลลิตา หาญวงษ์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image