เศรษฐกิจปี 2563 หดตัวหรือติดลบกว่า 6% ส่วนปี 2564 คาดว่าจะเติบโตสัก 3 % เมื่อเทียบกับปี 2563 หมายความว่าถ้าเทียบกับปี 2562 ก็ยังติดลบอยู่ดี เราอยากฝากความหวังไว้กับวัคซีน ที่จะมาชะลอการระบาดของโรคโควิด แต่ก็มีข่าวไม่สู้ดีว่า วัคซีนบางตัวรวมถึงตัวที่ไทยสั่งซื้อและจะได้รับในเดือนมิถุนายน อาจมีประสิทธิภาพต่ำสำหรับป้องกันโคโรนาไวรัสแปรพันธุ์ (variant) ถ้าโควิดยังระบาดอยู่ในระดับโลก เศรษฐกิจไทยจะยังไม่ฟื้นเป็นปกติ (ใหม่) เว้นแต่ว่าจะมีการบริหารจัดการที่ดี โดยมีญี่ปุ่น ไต้หวัน นิวซีแลนด์ ฯลฯ เป็นแบบอย่าง เรื่องจึงโยงไปถึงการเมือง ที่ต้องรับผิดชอบการบริหารจัดการในส่วนของรัฐ พอมาถึงการเมือง หลายคนรู้สึกว่าไม่มีความหวัง ไม่ต้องหวังถึงความสมานฉันท์ ขอเพียงอยู่กันได้อย่างสันติและเป็นธรรมก็พอ
การเมืองย่อมมีการแข่งขัน ชิงไหวชิงพริบ ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจไป ฝ่ายรัฐบาลออกกลเม็ดและเต้นฟุตเวิร์กไป ดูแล้วไม่แน่ใจว่าจะมุ่งเอาชนะกันหรือมุ่งการรับฟังกัน แต่อาการที่น่าวิตกคือ การใช้กลไกของรัฐเบียดขับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งให้ไปออกจากกลไกรัฐสภา (กรณียุบพรรคอนาคตใหม่) การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมโดยฝ่าย ส.ว. แต่งตั้งคอยค้ำจุนฐานอำนาจโดยอ้างความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญ การดึงหรือชะลอเวลาที่จะมี ส.ส.ร. เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรหมดอายุแล้ว จึงทำให้ ส.ว. ปัจจุบันต่ออายุรัฐบาลออกไปก่อน ที่สำคัญคือ ความขัดแย้งระหว่างการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และการใช้มาตรการทางกฎหมายและอื่น ๆ เพื่อยุติการเรียกร้องดังกล่าว
การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อความยั่งยืนและความสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แม้จะดูว่ายากแต่ก็อาจดำเนินไปได้ โดยมีสัญญาณว่าจะไม่เป็นที่ระคายเคือง หมายความว่า ถ้าไม่มีการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงการอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี ก็ให้การถกแถลงในเรื่องนี้ดำเนินไปได้โดยถือเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออก เช่น พรรคก้าวไกลสามารถยื่นร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ได้ โดยไม่ตกเป็นเป้าการโจมตีต่าง ๆ คณะกรรมการสมานฉันท์สามารถเชิญผู้ที่ต้องการการปฏิรูปสถาบันฯมาพูดคุยได้ โดยมีพื้นที่ปลอดภัยตามสมควร
การมีพื้นที่พูดคุยเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯได้อย่างมีอารยะ จะลดเงื่อนไขของอารมณ์ร้อนแรงลงบ้าง ประเด็นอื่น เช่น การคุกคามเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และวิพากษ์วิจารณ์การสืบทอดอำนาจของ คสช. และการจัดให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ล่าช้า แม้จะเป็นประเด็นรูปธรรมของความขัดแย้ง แต่ก็สามารถแปลงเปลี่ยนสังคมการเมืองอย่างสร้างสรรค์ได้ ทั้งนี้ โดยยึดหลักของการเคลื่อนไหวอย่างสันติและเป็นธรรม
ที่ผ่านมา เยาวชนคนหนุ่มสาวได้จัดกิจกรรมทางการเมืองโดยยึดหลักแห่งสันติวิธี แต่เหตุการณ์ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ทำให้น่าเป็นห่วง หนึ่งในผู้จัดการชุมนุมคือแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แนวร่วมฯได้โพสต์ข้อความว่า กิจกรรมราษฎรได้เริ่มต้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเวลา 15.00 น. ได้เริ่มเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ฯไปยังบริเวณหน้าศาลฎีกาเวลา 18.00 น. ในช่วงเวลานั้น มีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ มีการจับกุมประชาชน และการทำร้ายอาสาสมัครรักษาพยาบาลในที่ชุมนุม ผู้จัดการชุมนุมได้ประกาศยุติการชุมนุมในเวลา 20.00 น. “ราษฎรยืนยันในหลักการและแนวทางของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงกับผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ” ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (ศูนย์เอราวัณของ กทม.) แจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล 25 ราย เป็นตำรวจ 20 ราย ประชาชน 5 ราย ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณชี้แจงว่า คำว่าแพทย์หรือพยาบาลอาสาอาจไม่ใช่แพทย์หรือพยาบาลเสมอไป อาจเป็นประชาชนที่อาสาทำหน้าที่ดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของผู้ชุมนุม อนึ่ง เมื่อมีผู้บาดเจ็บ แพทย์ที่อยู่ในที่ชุมนุมจะต้องให้การดูแลรักษาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่โดยไม่เลือกปฏิบัติ
เกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ผบ.ตร. ได้กล่าวระหว่างไปเยี่ยมตำรวจที่บาดเจ็บว่า ตำรวจบางคนได้รับสารเคมี โดนก้อนอิฐและของแข็งขว้างทำร้าย กลุ่มผู้ชุมนุมขอเจ้าหน้าที่ว่าจะส่งผู้แทนไปไหว้ศาลหลักเมือง ก็อำนวยความสะดวกให้ ผู้จัดประกาศยุติการชุมนุมไปแล้ว ผู้ชุมนุมรับทราบดี แต่มีส่วนหนึ่งก่อเหตุความรุนแรงขึ้นมา “ถ้าถามว่าการเข้าทำการจับกุมเกินกว่าเหตุหรือไม่ ก็ต้องดูกันไปว่าทำไมถึงทำแบบนั้น เพราะอะไร มันมีที่มาที่ไป”
เหตุการณ์วันที่ 13 กุมภาพันธ์ น่าจะเป็นบทเรียน ที่จะต้องมีการปรับแนวทางในทางปฎิบัติเพื่อป้องกันมิให้คนส่วนหนึ่งในที่ชุมนุมมีโทสะและทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ด้วยความเข้าใจว่าผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ที่ผ่านมาก็ขอชื่นชมที่สามารถพูดคุยอย่างถ้อยทีถ้อยปฏิบัติได้เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐควรจะกำชับในเรื่องกฎการใช้กำลัง (rules of engagement) มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่มีโทสะจึงไม่ได้ทำการจับกุมโดยละม่อม กล่าวคือควรกำชับว่า เจ้าหน้าที่จะต้องไม่ใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ชุมนุมที่ยอมให้จับกุมโดยไม่ใช้ความรุนแรงต่อสู้
ความเสี่ยงในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ปรากฏให้เห็นอยู่ลางๆ ความเสี่ยงข้อแรกคือเจ้าหน้าที่เอือมระอาต่อการรักษาความสงบโดยรู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอดเวลาจากผู้ชุมนุม ที่เจ้าหน้าที่มาควบคุมการชุมนุมเพราะเป็นหน้าที่ที่กฎหมาย (หรือจะเป็นหัวหน้า) บอกให้ต้องทำ ถ้ามีความหละหลวมหรือล้ำเส้นไปบ้างก็หวังในความเห็นใจและคุ้มครองของผู้บังคับบัญชา
ความเสี่ยงข้อที่สองคือเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยเชื่อในพวก “นักสันติวิธี” เห็นว่าพวกนี้พูดเป็นอยู่อย่างเดียวคือให้พูดคุยกับฝ่ายรัฐ นี่เป็นเวลาการต่อสู้/เรียกร้อง ไม่ใช่เวลาพูดคุย จึงชักรำคาญพวก “นักสันติวิธี” ที่พูดให้ตนดูดี คอยแต่จะตีกิน เยาวชนส่วนใหญ่ยึดสันติวิธีเป็นยุทธศาสตร์ แต่บางคนอาจถือสันติวิธีเป็นเพียงกลยุทธ ความเสี่ยงคือการไม่เคร่งครัดในสันติวิธีนั่นเอง ทั้งๆ ที่ต้องเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาอย่างกรณี “คนเสื้อดำ” ในปี 2553
ความเสี่ยงข้อที่สามคือผู้นำที่กุมอำนาจรัฐอาจหมดความอดทน ถูกด่ามามาก แถมคนที่เคารพพลอยถูกด่าไปด้วย ข้อที่สี่คือประชาชนทั่วไปเริ่มชินชา ไม่เห็นโอกาสที่จะออกจากวังวนความขัดแย้งที่ดำเนินมา กว่าสิบห้าปีแล้ว บางคนรู้สึกว่าสันติวิธีเป็นทางตัน สิ้นหวัง ไม่รู้ว่าจะหาทางออกที่สันติได้อย่างไร
นอกจากตัวอย่างความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว ยังมีอันตรายด้วย ถ้าดูจากการชุมนุมในบางประเทศ แม้ข้อเรียกร้องจะฟังขึ้น แต่จะมีคนเกเรหรือคนที่ชอบความรุนแรง (อาจเรียกได้ว่าเป็นพวก thugs) เข้ามาแทรก คนพวกนี้จะหาโอกาสระบายความคับแค้นใจที่ตนมีต่อสังคม จะไม่ฟังผู้จัดการชุมนุม ถ้ามีโอกาสจะระบายโทสะโดยการทุบทำลายเข้าของและทรัพย์สินทั้งของเอกชนและของรัฐ หรือแม้กระทั่งทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ยังมีตัวป่วน (spoilers) ที่ปนเข้ามาอย่างเนียน ๆ กับผู้ชุมนุม แต่จะแอบยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรง เพื่อไม่ให้การชุมนุมบรรลุผล โชคดีพวก thugs และ spoilers ยังไม่ปรากฏตน แต่ไม่ควรประมาทและควรมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนพวกนี้ก่อกวนได้
อันตรายที่สังคมการเมืองได้ประสบมาแล้ว คือขบวนการ “พิฆาตม็อบ” ที่เคยมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ และเป็นบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา นั่นคือขบวนการ “ขวาพิฆาตซ้าย” ในปี 2518-19 ถ้ามีการอ้างการละเมิดสถาบันฯโดยที่รัฐไม่ทำอะไรให้เป็นผล ก็เป็นไปได้ที่คราวนี้จะเกิดขบวนการ “ขวาพิฆาตผู้ล้มล้างฯ” ถ้ารัฐรู้เห็นเป็นใจและปล่อยให้เกิดมีขบวนการเช่นนี้ขึ้น ก็จะเป็นโศกนาฏกรรมที่เยาวชนคนรุ่นใหม่อาจตกเป็นเหยื่อได้
ในระบอบประชาธิปไตย จะต้องมีพื้นที่การต่อสู้ทางการเมืองอย่างสันติและเป็นธรรม รวมถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมด้วย นายกรัฐมนตรีพูดอยู่เสมอว่า ต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคโควิด เรามีศัตรูร่วมคือโคโรนาไวรัสและความเหลื่อมล้ำในสังคม การต่อสู้กับศัตรูร่วมจะยิ่งยาก หากประชาชนจำนวนมากไม่มีความหวังในเรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจในผู้นำทางการเมือง หลายคนเริ่มเห็นสิ่งบ่งชี้ความรุนแรง ตอนนี้ยังพอมีเวลาที่จะหาทางออกจากวิกฤตโควิด ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง เราอย่าเพิ่งหมดหวัง หากจะต้องให้กำลังใจแก่ทุกฝ่ายที่คิดถึงประโยชน์สุขส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และผู้นำการเคลื่อนไหวที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ อนาคตขึ้นอยู่กับพวกเราว่าจะวิ่งเข้าสู่ความรุนแรง หรือจะคลี่คลายวิกฤตอย่างสันติและเป็นธรรม
โคทม อารียา

