ตั้งใจจะเขียนเรื่องเกมส์โปเกมอน โก กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเรา แต่เอาเข้าจริงก็อาจจะเป็นไปได้ที่เรื่องอาการเห่อโปเกมอนอาจจะจบแล้วในบ้านเรา เพราะเรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมานั้นมีมากมายเหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นอาการการพยายามตีความเจตนารมณ์ของประชาชนหลังการลงประชามติของบรรดาหางเครื่องผู้มีอำนาจ ทั้งการโหนตัวท่านผู้นำตั้งพรรค หรือการพยายามขยายบทบาทของ ส.ว.ให้เลือกนายกรัฐมนตรีได้โดยเสนอชื่อเอง แทนการรับรองจากการเสนอของพรรคการเมืองและ ส.ส
เรื่องการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในหลายจุดของบ้านเรา ที่ทางฝ่ายรัฐบาลขอเวลา แต่มีประเด็นที่สังคมสนใจอยู่มากมาย
และอีกเรื่องที่สำคัญในเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการอดอาหารประท้วงของไผ่ ดาวดิน ภายหลังจากที่ไผ่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องราวการอดอาหารของไผ่ ดาวดินนั้นสร้างประเด็นในการแลกเปลี่ยนความคิดกันหลายเรื่อง ทั้งในหมู่คนที่ไม่เห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมืองของไผ่ และพยายามดิสเครดิตไผ่ มาจนถึงในหมู่มิตรสหายของไผ่เองถึงแนวทางในการต่อสู้ที่ไผ่พยายามทำอยู่ที่อาจไม่ได้ตรงใจกับมิตรสหายหลายคน
เรื่องราวใหญ่ๆ ที่ผมอ้างอิงถึงนั้นคงต้องปล่อยให้ท่านอื่นๆ เขียนถึงไปก่อน กลับมาเขียนเรื่องโปเกมอนที่ตั้งใจจะเขียนไว้ให้เรียบร้อยก่อน แต่ก็พยายามที่จะบันทึกไว้ว่าเรื่องโปเกมอนนั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้ แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังท่ามกลางเรื่องที่น่าจะสำคัญอีกมากมายดังที่กล่าวถึงไปนั่นแหละครับ
โปเกมอนนี่ความจริงก็เป็นการ์ตูนที่โด่งดังมานานแล้ว อย่างน้อยบ้านเราก็คงรู้จักตัวการ์ตูนพวกนี้อยู่บ้าง แต่เกมส์นี้กลับมาฮิตมากตั้งแต่ช่วงวันลงประชามติ (เพราะเขาเพิ่งเปิดให้เล่นในบ้านเรา) และกลายเป็นข่าวมากมายในหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะความพยายามของหน่วยงานรัฐเองที่พยายามจะเข้ามาจัดระเบียบเกมส์ดังกล่าวอย่างเอาจริงเอาจัง
หรือความพยายามจะเสนอเอาโปเกมอนไปช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ เป็นต้น
หลายคนคงสงสัยว่าจะไปเอาจริงเอาจังกับเรื่องโปเกมอนอะไรกันนักหนา ขณะที่หลายคนในโลกเขาก็ออกจะเป็นห่วงเป็นใยเรื่องโปเกมอนกันอย่างเอาจริงเอาจัง
โดยเฉพาะพวกที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องโปเกมอนนั้นบางคนอาจจะอยู่ในกลุ่มที่มองเรื่องเกมส์เป็นเรื่องที่ซีเรียสมากๆ คือมองว่าถ้าปล่อยให้สังคมติดเกมส์นี้ ก็อาจสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์
ทรรศนะเช่นนี้อาจไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรกับรายละเอียดของเกมส์ ขอแค่รู้สึกว่ามันมีอะไรที่เป็นสิ่งที่ถูกประกาศว่าเป็นของที่มีคนติด ก็ควรจะหยุดยั้งการกระทำดังกล่าวแล้ว
ขณะที่บางคนก็รู้สึกว่าเจ้าเกมส์โปเกมอนนี้เป็นเกมส์ที่อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เพราะมันมีรายละเอียดบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และอาจสร้างผลกระทบในแง่ลบต่อโลกนี้
ผลกระทบในแง่ลบนั้นอาจจะมีตั้งแต่การทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ และไม่ได้มีการขออนุญาต หรือเคารพสิทธิของเจ้าของพื้นที่ ในความหมายที่ว่าในเกมส์โปเกมอนนี้ มีการระบุสถานที่ที่ผู้เล่นสามารถเข้าไปเก็บสะสมทรัพยากรต่างในการใช้จับเจ้าสัตว์ประหลาดขนาดพกพา หรือพื้นที่ที่สัตว์ประหลาดอาจจะปรากฏตัวขึ้นมา (pokemon เป็นการผสมคำจาก pocket monster หรือสัตว์ประหลาดที่พกพาใส่กระเป๋าที่เราต้องไปจับมา และเอามาเลี้ยงดู เพื่อให้มันมีพลังมากขึ้น ไว้สู้กับคนอื่น)
เรื่องที่ซับซ้อนกว่าเรื่องของการบุกรุกพื้นที่หรือขออนุญาตในการใช้พื้นที่ก็คือเรื่องของการถกเถียงว่าอำนาจในการระบุพื้นที่ในการเติมวัสดุอุปกรณ์ในการเก็บสัตว์ประหลาด (ผมเรียก pokestop ว่าเสาพลัง) นั้นเป็นของใคร เป็นของเจ้าของพื้นที่ หรือเป็นของบริษัท หรือเป็นของชุมชนผู้เล่น หรือเป็นของชุมชนในละแวกนั้นที่ไม่ต้องการให้มีผู้คนเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ของเขา
การตั้งคำถามเช่นนี้อาจจะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่ได้คิดแค่ว่ารัฐเป็นผู้อนุญาตให้มีเกมส์นี้หรือไม่ แต่เจ้าของพื้นที่เองหรือชุมชนโดยรอบจะรู้สึกอย่างไรที่มีการระบุว่าพื้นที่บางส่วนของพวกเขานั้นกลายเป็นพื้นที่ที่คนอื่นๆ จะสามารถเข้ามาเยี่ยมชมโดยไม่ต้องขออนุญาต และการที่พูดถึงเรื่องของความเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นก็ไม่ได้มีแค่เรื่องของเจ้าของที่ดินหรือสถานที่ ในแง่ของทรัพย์สินส่วน “บุคคล” เท่านั้น
แต่ควรจะหมายถึงเรื่องว่า ตกลงคนโดยรอบพื้นที่นั้นเห็นด้วยหรือไม่กับการที่จะเปิดให้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ และคนพวกนั้นเขาเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหนจากการที่คนอื่นๆ จะเข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ของชุมชนของเขา
เรื่องนี้แหละครับที่ทำให้เราขยับจากเรื่องของความเข้าใจเรื่องเมืองในฐานะสิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัวเรา และศึกษาราวกับว่ามันเป็นวัตถุ หรือสิ่งมีชีวิตที่เราอธิบายตรรกะการเติบโตของมันได้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและเชื่อว่าจะสามารถออกแบบมันได้ในฐานะของนักออกแบบ
แต่สิ่งที่เราละเลยก็คือ เมืองกับเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันและการจัดวางผังเมืองที่ดีมันเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับเมือง ไม่ใช่แค่ในฐานะของนักออกแบบเมืองที่รู้การออกแบบบอกมุมถนน หรือศูนย์กลางของเมืองเท่านั้น
แต่ต้องรู้จักว่าตัวเราต้องมีอำนาจในการต่อสู้ต่อรองกับกระแสการพัฒนาให้เป็นเมืองด้วย ซึ่งในมิตินี้การวางผังเมืองก็คือเรื่องที่เราสามารถจะควบคุมและอนุญาตให้การกลายเป็นเมืองนั้นเกิดขึ้นได้
การตื่นเต้นว่าพื้นที่แถวบ้านเรามีเสาที่ให้ทรัพยากรกับเราในการเก็บสัตว์ประหลาด หรือจะมีสัตว์ประหลาดโผล่ออกมาไหม ควรจะต้องถูกพิจารณาทั้งในแง่ของการนำมาตรวจสอบด้วยว่า ถนนหนทางนั้นมันเดินสะดวกมีสิ่งกีดขวางหรือไม่ เพราะในตัวเกมส์นั้นทุกอย่างมันจะดูราบรื่น ไม่มีฝาท่อ หลังเต่า หรือหลุมบ่อ อันนี้นักออกแบบเมืองเขาก็เป็นห่วงและพูดกันแล้ว
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจด้วยก็คือ เอ…ทำไมแถวบ้านเรามีเสาโปเกมอนมากมาย มีการปล่อยกลิ่นล่อโปเกมอนมา เอ…ก็ไหงแถวนี้เขาเป็นผังเมืองที่จัดไว้ให้เป็นที่พักอาศัย ทำไมพื้นที่จริงที่เสาโปเกมอนปักอยู่มันกลายเป็นพื้นที่ร้านค้า หรือห้างสรรพสินค้า ตกลงการปลูกสร้างสิ่งเหล่านี้มันขัดกับกฎหมายผังเมืองไหม หรือตกลงเราจะคิดร่วมกันไหมว่าการพัฒนาเมืองนั้นต้องสนใจเรื่องของชุมชนแวดล้อมมากน้อยแค่ไหนว่าจะทำให้รถติด หรือมีคนวุ่นวายหรือไม่
ความเหมาะสมของการพัฒนาในแง่นี้มันจึงไม่ใช่แค่คำถามว่า ถนนหนทางได้มาตรฐานไหม แต่มันต้องถามด้วยว่า การพัฒนาในฐานะของการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นมันคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้คนในละแวกบ้านของเรามากน้อยแค่ไหน
ในฐานะนักเรียนผังเมือง เราจึงควรใช้ประโยชน์จากเกมส์โปเกมอนในการสำรวจว่ามีการละเมิดกฎหมายผังเมืองในการปลูกสร้างพื้นที่ที่ผิดไปจากหลักการและกฎหมายผังเมืองมากน้อยแค่ไหนด้วย ไม่ใช่แค่มองว่า จะมีคนมาหลอกเราโดยการปล่อยโปเกมอนมาให้เราไป “จับ” เขาจะได้ “จับ” เรา (ตั้งแต่ธุรกิจถึงอาชญากร) แต่เราต้องสนใจด้วยว่าคนพวกนี้หลอกเราเพราะมาปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ขัดกับระเบียบด้วยหรือไม่
แต่ที่พูดมานี้ก็อาจจะซีเรียสกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากจนเกินไป เพราะประเทศไทยนั้นมีเรื่องแปลกๆ ที่น่าจะเป็นโชคดีของบ้านเราอยู่ และความโชคดีนี้อาจจะถูกมองว่าเป็นประเด็นท้าทายนักภูมิศาสตร์เมืองอยู่ไม่ใช่น้อยว่า ตกลงการที่บริษัทผู้สร้างสรรเกมส์นั้นเขาเลือกเอาศาลพระภูมิมากมายเป็นเสาพลังโปเกมอนนั้น มันจะมีความหมายอะไรในการทำความเข้าใจมิติเรื่องพื้นที่และสถานที่ของประเทศนี้บ้าง
กล่าวคือในขณะที่การพูดถึงเรื่องของโปเกมอนในโลกมีการพูดถึงการทาบซ้อน และผนึกรวมของพื้นที่ทางจินตนาการกับพื้นที่ที่เป็นจริง โดยการมองแผนที่โปเกมอนและแผนที่จริง ที่เชื่อมผ่านตัวการ์ตูนสัตว์ประหลาด และเทคโนโลยีขั้นสูงจากดาวเทียมที่สามารถแปลงสถานที่ให้เป็น “จุดยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ ระหว่างจินตนาการและข้อเท็จจริง
ประเทศไทยนั้นโปเกมอนนำเราไปสู่การผนวกพื้นที่สามระดับเข้าด้วยกัน นั่นก็คือ นอกจาก “จินตนาการ” และ “พื้นที่กายภาพ” (ข้อเท็จจริง) แล้ว พื้นที่โปเกมอนในบ้านเรายังรวม “พื้นที่ทางจิตวิญญาณ” เข้าไปด้วย (ฮา)
ดังนั้นผู้ที่เล่นโปเกมอน อาจไม่ใช่แค่คนที่รู้เรื่องความสำคัญของสถานที่ผ่านดาวเทียมและภูมิศาสตร์เศรษฐกิจเมือง (ในแง่ที่ว่าโปเกมอนเป็นเกมส์ที่อิงกับความเป็นเมือง เพราะเมืองจะมีศูนย์กลางกิจกรรมที่ทำให้คนมาอยู่ร่วมกัน และทำให้เกิดคนที่ปล่อยสัญญาณล่อโปเกมอนออกมา และเราก็สามารถเข้าไปร่วมเก็บโปเกมอนกับเขาได้ จะเห็นว่าตรงไหนเป็นย่านการค้า จะมีเสาพลัง มีโปเกมอน และมีสถานที่ต่อสู้และพัฒนาโปเกมอน ในโลกทางจินตนาการนั้น-หรือที่เราเข้าใจว่าเราไปจับโปเกมอน แต่เราถูกธุรกิจนั้นจับตัวเรามากกว่า และธุรกิจก็ทำสิ่งนี้ได้ด้วยเทคโนโลยีที่ตั้งต้นมาจากเรื่องความมั่นคงทางทหารในการระบุพิกัดของสรรพสิ่งในโลก) แต่เขาจะเข้าถึงโปเกมอนผ่านการรับรู้พลังทางจิตวิญญาณของพื้นที่ (เช่นแถวนั้นผีดุ เจ้าที่แรง ดังนั้นจึงมีศาล เมื่อมีศาล ก็มีเสาโปเกมอน และมีโปเกมอน) โดยคนที่ไปถึงพื้นที่เช่นนี้ส่วนหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ในโลกของดาวเทียมเลยก็ได้ (ฮา)
ส่วนเรื่องอีกเรื่องที่น่าสนใจของโปเกมอนที่หลายคนในโลกเขาห่วงใยก็คือ เรื่องของโปเกมอนมันจะทำให้เรามีความรับรู้และสนใจในเรื่องของการอยู่ร่วมกันในโลกนี้อย่างไรบ้าง
กลุ่มหนึ่งเขาก็มองว่า โปเกมอนนั้นทำงานอยู่บนโลกจริงที่ยังมีอคติอยู่มากมาย ดังนั้นการที่มีคนหน้าแปลกๆ (ในกรณีสหรัฐอเมริกาก็มีมิติเรื่องสีผิว) เข้ามาเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวพื้นที่ของเรานั้นเป็นเรื่องที่ ทำให้เราต้องมาย้อนคิดด้วยว่า เรามีอคติต่อคนเหล่านั้นไหม เรามองว่าเขามาเล่นโปเกมอน หรือคิดว่าเขามาด้อมๆ มองๆ บ้านเราด้วยเจตนาไม่ดี
ในขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจโลกของโปเกมอนก็คือ ในพื้นที่ที่มีเสาพลังและโปเกมอนนั้นมันไม่ต้องแย่งกัน คือใครไปเก็บ คนอื่นก็ไปเก็บได้ หรือการที่มีการปล่อยของล่อโปเกมอนออกมานั้น ก็ทำให้คนอื่นได้ประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวและมาร่วมจับโปเกมอนได้ด้วย
แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่โตอะไร แต่มันสร้างรูปการณ์จิตสำนึกในระดับหนึ่งที่ทำให้เราต้องคิดกับโลกเสมือนจริงว่า ในโลกของอินเตอร์เน็ตนั้นข้อจำกัดในทรัพยากรนั้นมีน้อยกว่าโลกของความเป็นจริง และอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความรู้สึกร่วมมือและแบ่งปันกันได้มากขึ้น
ประการสุดท้าย เราคงต้องมานั่งคิดว่าจะเอาจริงเอาจังอะไรกับเกมส์มากนัก โดยคำตอบมันอาจไม่ใช่เรื่องแค่ว่า เราควรเอาจริงเอาจังคือมองในแง่ลบอย่างเดียว หรือมองในแง่บวกคือมันไม่จริงเลย ดังนั้นก็ควรจะปล่อยให้คนสนุกกันไปโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะมันไม่ใช่โลกที่เชื่อมโยงกับความเป็นจริง
มาสู่ประเด็นที่ว่า เราต้องเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างโลกเสมือนจริงกับโลกแห่งความเป็นจริง ว่าความเป็นจริงชุดใหม่มันถูกประกอบสร้างขึ้นมาได้อย่างไร จริงหรือไม่ที่แม้ว่ารากฐานของเกมส์โปเกมอนนั้นแฝงไปด้วยความพยายามควบคุมและสอดส่องพวกเรา จากระบบเทคโนโลยีขั้นสูงคือระบบดาวเทียมนำทางที่ทำให้สามารถระบุพิกัดเราได้ และทำให้สามารถสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจได้ เช่น เอาสัตว์ประหลาดไปไว้ในพื้นที่การค้าแล้วทำให้คนต้องวิ่งไปเก็บสัตว์ประหลาดในพื้นที่เหล่านั้น
มาสู่การตั้งคำถามว่า แต่ละคนที่เล่นเกมส์นั้นเขาเล่นแค่ไหน เมื่อไหร่หยุดเล่น เขาคาดหวังในการเล่นอย่างไร เขาระแวดระวังในการเล่น หรือเขาสนใจว่าแต่ละพื้นที่ที่เขาท่องเที่ยวไปนั้นเขาได้พบอะไรบ้างในชีวิตจริงและชีวิตเสมือน รวมทั้งการเชื่อมโยงพื้นที่เสมือนกับพื้นที่จริงเข้าด้วยกันอย่างไร และเขามีความสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวเขาอย่างไร ทั้งกับพื้นที่และผู้คนแถวนั้น
การจะ “ตื่น” ขึ้นมาจากโลกของโปเกมอนนั้นไม่ใช่ต้องรอให้คนอื่นมา “ปลุก” หรือไม่รู้สึกว่าต้องเขาไปยุ่งเกี่ยวกับมัน แต่การเดินเล่นอย่างล่องลอยในโลกของโปเกมอนและเข้าใจการเชื่อมโยงกับโลกนอกโปเกมอนด้วยนั่นแหละครับ น่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในขณะนี้
คงเหมือนกับที่เมื่อเรากินข้าวในแต่ละมื้อและเมื่อเรารู้สึกหิวเวลาที่เราไม่ได้กินข้าวในแต่ละมื้อเราคงจะเริ่มเชื่อมโยงและเข้าใจความรู้สึกเสี้ยวเล็กๆ (ผ่านการ “ตื่น” เมื่อ “(เดิน)ผ่านเข้าไปในประสบการณ์” เหล่านั้น) ในการต่อสู้ของไผ่ ดาวดิน ต่อสิ่งที่เขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมสำหรับเขานั่นแหละครับ แม้ว่าจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ไผ่ได้ทำไป
หมายเหตุ : ท่านที่สนใจเรื่องราวที่ผมกล่าวถึงเรื่องโปเกมอนกับเมือง สามารถอ่านงานที่น่าสนใจใน Hong Kong Reviews of Books ที่ชื่อ “Pokemon Go and the Enigma of the City” และงานที่ชื่อ “Resist Pokemon Go” ใน Jacobin ได้ครับ)

