อนิจจังเป็นหลักสำคัญในทางวิปัสสนาเพราะเป็นปัญญาอย่างยิ่ง
การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาถือว่าอนิจจังเป็นสัจธรรมของโลก การเห็นอนิจจังช่วยให้ละโลกได้ เกื้อกูลให้เห็นทุกข์และเห็นอนัตตา
การเจริญศีล สมาธิและปัญญาไม่ว่าจะเริ่มต้นโดยอาศัยแนวทางสมถวิปัสสนาหรือวิปัสสนากรรมฐานล้วนต้องอาศัยธรรมทั้งขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูง ธรรมเหล่านั้นมีอนิจจังเป็นส่วนสำคัญ
ในขั้นตอนอริยมรรค สมถภาวนาเป็นองค์ประกอบให้เข้าถึงจิตนอกสำนึกและเห็นอาสวกิเลส แต่ก็ต้องอาศัยวิปัสสนาเพื่อให้ความเข้าใจของจิตเกิดขึ้นและละได้เป็นลำดับ

การพิจารณาสภาวะและเหตุของสภาวะให้เห็นการเกิดดับหรือความไม่เที่ยงก็คือวิปัสสนา ละอองปรากฏได้เพราะมีธุลี ละอองเกิดดับเพราะธุลีมีการเกิดดับ ดังนั้นจึงต้องเห็นถึงระดับธุลี
สมัยก่อนพุทธกาลสนใจความหมายและความเป็นอมตะของชีวิตกันมาก มีการออกจากเหย้าเรือนเพื่อแสวงหาสิ่งเหล่านั้น ฤาษีดาบสปฏิบัติทางจิตเพื่อความสงบอย่างฌาน อาชีวกและอเจลกละทิ้งความเป็นอยู่ทางโลกเพื่อปฏิบัติทางกายให้ออกจากชีวิตปกติ ฝืนกายได้มากก็เหมือนควบคุมชีวิตได้มาก ผ่านความเคร่งครัดทางกายได้มากก็เชื่อว่าผ่านทุกข์ได้มากตามไปด้วย นิครนถ์ปฏิบัติทั้งทางกายและทางจิตอย่างละครึ่งทาง
ทั้งสามแนวทางไม่สามารถเข้าถึงอมตธรรมเพราะต่างหลงเดินผิดทางผิดวิธี
มนุษย์เกิดมาเพื่อลาโลก ชีวิตกำเนิดขึ้นก็เพื่อสลายไป กายดับ อาการของจิตที่เชื่อมอยู่ก็ดับ กิเลสจะผลักดันการเกิดดับในวิถีจิตให้มีการอุบัติใหม่ซึ่งจะต้องเวียนว่ายต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด
พระพุทธองค์ตรัสถึงคำอุปมาของศาสดาอรกะในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยยาวนานว่าชีวิตก็ยังน้อยนิดเสมือนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่ออาทิตย์อุทัยก็เหือดแห้งไป ต้องทุกข์และคับข้องใจ
ความเป็นอนิจจังของชีวิตจึงเป็นทุกข์ด้วยเพราะไม่อาจควบคุมให้ตอบสนองความหวังได้ มนุษย์และสัตว์ต่างไม่ต้องการความพลัดพราก สูญเสีย เจ็บป่วย เสื่อมชราและดับสลายไปไม่ว่าอายุขัยจะยาวนานแค่ไหน แม้จะยาวนานอย่างในสมัยของศาสดาอรกะก็ตาม
เจ้าชายสิทธัตถะทรงตระหนักว่าโลกลำบากเพราะมีการเกิด แก่ เจ็บ และตาย จึงทรงสละเรือนอาศัยเส้นทางพรหมจรรย์เพื่อแสวงหาอมตธรรม ทรงตรัสรู้พบว่าความเกิด ความแก่ ความเจ็บและความตายทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ การปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นคือการตัดเหตุแห่งทุกข์ ไม่ยึดติดทั้งกายและจิต ไม่หวังว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับการเกิดและอะไรจะเป็นอนาคตของการจากไป
พระพุทธองค์ทรงสอนให้ภิกษุสาวกเข้าถึงอริยมรรค วิมุตติและพระนิพพาน อนิจจังเป็นสภาวะที่ให้ปัญญาสำหรับการเดินทางตั้งแต่ต้นจนถึงปลายทาง ทรงแนะนำให้เจริญอานาปานสติเพื่อให้ความนึกคิดรับรู้ถึงอนิจจังตั้งแต่ต้น มีสติสัมปชัญญะ รู้สึกตัวทั่วพร้อมและเกิดปัญญาที่สูงขึ้นเป็นลำดับ
สภาพความเป็นจริงทั้งขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูงต้องอาศัยการเห็นอนิจจังทั้งหมด อาทิ

กายและกายในกายตั้งแต่ปลายเท้า ลำตัวจนถึงปลายผมล้วนเกิดขึ้นแล้วดับไป
กองขันธ์ทั้งห้าตั้งแต่รูป เจตสิกและวิญญาณล้วนเกิดขึ้นแล้วดับไป
จิตที่อยู่กับความมีความเป็นของกามภพ รูปภพและอรูปภพก็เกิดขึ้นแล้วดับไป
อดีต ปัจจุบันและอนาคตไม่เที่ยง อุปาทาน ตัณหาและอวิชชาก็ไม่เที่ยง
พระพุทธองค์ทรงสอนภิกษุสาวกว่าอนิจจสัญญาทำให้เกิดอนัตตสัญญาและทำให้หลุดพ้นจาก “อัสมิมานะ” และตรัสว่าอนิจจสัญญาจะครอบงำความติดใจในกาม ในรูป ในภพและในอวิชชา อันจะทำให้ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้
ทรงสรรเสริญว่าการเจริญอนิจจสัญญาให้มากนั้นเปรียบเสมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสงยามกลางวันที่มีท้องฟ้าบริสุทธิ์หรือเสมือนแสงจันทร์ที่เลิศกว่าแสงของดวงดาวทั้งหมดรวมกัน เป็นต้น
มานะเป็นความหลงสำคัญตนว่าสูง ต่ำหรือเสมอผู้อื่น เช่นถือตนว่าได้ธรรมสูงหรือน่าเคารพ อัสมิมานะเป็นมานะและฉันทะอันละเอียดว่า “มีเรา” เป็นความเห็นผิดในภพ
หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุชี้ว่าอัสมิมานะเป็นความรู้สึกว่าเราเป็นอยู่แต่แทบไม่รู้สึกว่าเป็นอยู่ ท่านเคยใช้คำว่ามิให้ติดในธรรมจนลืมตัวหรืออวดดี
หลวงพ่อบุญมี ธัมมรโต อธิบายว่า หลังจากผ่านโสดาปัตติผลถึงอนาคามิผล จิตยังถูกขัดเกลาไม่หมดจด ยังหลงจิตว่าได้ธรรม การยึดจิตหรือธรรมว่ามีความสำคัญเป็นชั้นนั้นชั้นนี้เรียกว่ามานะ
อนิจจสัญญาเป็นเครื่องหมายที่ช่วยขจัดอนุสัยกิเลส ทำให้จิตที่ติดในกามภพ รูปภพและอรูปภพถอนออกและถอนได้ถึงอัสมิมานะ จิตจะไม่ตามเห็นความมีเราและจะละตัณหาในธรรมที่อยู่ภายในจิต ความเคลือบแคลงสงสัยจากการยึดติดในธรรมจะหมดไป จิตไม่ออกนอกเส้นทาง
หลวงปู่แบน ธนากโร ชี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าสมมุติทั้งหมดมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วสลายไป ไม่มีสิ่งที่คงสภาพสมมุติได้ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักสมมุติ เมื่อใจรู้จักแล้วก็จะไม่ยึดติดกับสิ่งที่สมมุตินั้นว่าเป็นตัวเป็นตน
การระลึกถึงอนิจจังอันได้แก่การเกิดดับในกายและจิตจึงเป็นหลักสำคัญในภาควิปัสสนา แนวทางการปฏิบัติในพระพุทธศาสนามีการสรรเสริญอานาปานสติ กายคตาสติ และมรณสติซึ่งล้วนมีส่วนผสมของปัญญาแห่งความเป็นอนิจจัง
เมื่อเห็นสภาพของชีวิตที่เป็นอนิจจังภายนอกก็น้อมเข้ามาระลึกไว้ภายในใจ เมื่อเห็นความรู้สึกที่เชื่อมกับกายและที่เป็นความรู้สึกทางใจก็เห็นถึงความเป็นอนิจจังอยู่เสมอๆ
ในระดับของความรับรู้ทั่วไป ความนึกคิดเกี่ยวกับอนิจจังช่วยทำให้บุคคลไม่ประมาทในชรามรณะ การตระหนักถึงความไม่จีรังของชีวิตจะช่วยให้สำรวม มีศีล มีอาชีพสุจริตและไม่สะสมทรัพย์สินในทางที่ผิดเพราะย่อมตระหนักได้ว่าไม่อาจครอบครองสมบัติพร้อมไปกับความตายได้เลย แม้ทายาทได้รับและช่วยหวงแหนไว้ถึงอย่างไรสุดท้ายก็ต้องทิ้งไว้ ครอบครองไม่ได้
ในระดับของการภาวนา มรณสติจะช่วยให้ไม่ประมาทกับความตาย ใช้ชีวิตอย่างฉลาดและคุ้นเคยกับอนิจจสัญญาตั้งแต่เบื้องต้น เมื่อได้ระลึกถึงทุกขณะก็จะเป็นไปเพื่อละอาสวะ
ในการเจริญสติปัฏฐาน ปีติและสัมปชัญญะทางกายช่วยให้ผู้ปฏิบัติอยู่กับการเห็นสภาวะที่เป็นอนิจจัง เห็นการเกิดดับของกายภายในและการเกิดดับของอาการทางจิต อาทิ เวทนา อานาปานสติจะยิ่งช่วยให้เห็นอนิจจังที่ละเอียด
จิตไม่จำเป็นต้องสังเกตปรากฏการณ์ภายนอกว่าผู้อื่นมีความไม่จีรังหรือไม่ ภายในกายและอาการของจิตก็มีสภาวะของการเกิดดับอยู่เสมอ กายสั่นสะเทือน อาการของจิตก็สั่นไหว
เมื่อจิตเห็นการเกิดดับของกลาปรูปและนามรูปจะเกิดวิปัสสนาญาณขั้นต้น เมื่อเห็นการดับไปของนามรูปอย่างมากจะเกิดวิปัสสนาญาณที่เรียกว่าภังคญาณ เมื่อเห็นความน่าเบื่อหน่ายหรือความไร้สาระของนามรูปจะเกิดนิพพิทาญาณ เมื่อวางเฉยต่อสังขารการปรุงแต่งทั้งหลายว่าเป็นอนิจจังและหาสาระไม่ได้จะเกิดสังขารุเปกขาญาณ
อานาปานสติหรือสติปัฏฐานจะช่วยในการเข้าถึงโพชฌงค์และอริยมรรค เมื่อเข้าถึงอริยมรรคแล้ว การเห็นกิเลสที่มีความละเอียดมากจึงต้องอาศัยสมาธิที่ละเอียดด้วย อนิจจสัญญาเท่าที่ปรากฏจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้จิตที่สงบระงับอย่างมากสามารถเห็นอนิจจังได้
การเจริญอนิจจสัญญาเป็นยอดของการเพ่งจิตและเป็นการแก้ไขการติดอยู่ในภพ เมื่อจิตเห็นสัญญาก็เห็นความน้อยนิด ความเสื่อมและความแตกสลาย เมื่อจิตสามารถเห็นสภาพของขันธ์ 5 ประกอบด้วยอุปาทานก็เห็นว่าทั้งอุปาทานขันธ์และอุปาทานล้วนเกิดขึ้นแล้วดับไป
จิตจะเห็นและเข้าใจการเกิดขึ้นของภพซึ่งผ่านมาทางอายตนะทั้งหก เห็นเหตุแห่งภพอันเป็นความยึดมั่นแห่งอุปาทานและเห็นการดับไปของภพที่ผูกติดอยู่ อาสวะของภพต้องอาศัยการปฏิบัติขั้นสูงนี้จึงจะสลัดออก
การเจริญอนิจจสัญญาในสมาธิมีความสำคัญมากสำหรับพระอนาคามีเพราะจะช่วยให้หลุดจากการผูกติดในภพสมถะอันละเอียด ไม่ติดสภาวะอันว่างเปล่าและไม่หลงหาอัตตาตัวตนของจิต
การเกิดดับจึงเป็นได้ทั้งวิธีที่จิตใช้สอนจิตและเป็นสภาวะที่จิตรับรู้ตามความเป็นจริง
อริยสัจของภพคือการเกิดภพ ปัจจัยของภพ การดับของภพและวิธีปฏิบัติเพื่อการดับภพ
มีพระพุทธพจน์ว่ากรรมเปรียบเสมือนไร่นา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็นยางเหนียว (ที่ทำให้เกิด) วิญญาณดำรงด้วยธาตุที่หยาบ กลางและประณีต เพราะมีอวิชชาและตัณหา ภพใหม่จึงเกิดได้
ในยามปกติการรู้อนิจจังทำให้ระลึกถึงการดับเมื่อเห็นการเกิด เมื่อเห็นผลไม้ติดขั้วก็ระลึกถึงการหลุดจากขั้ว เมื่อเห็นดอกไม้ชูช่อก็ระลึกถึงความร่วงโรย เมื่อเห็นการอุบัติก็ระลึกถึงการก้าวลง
ในการภาวนา เมื่อเห็นสภาวะที่มีอยู่ก็เห็นการเกิดขึ้นและดับไปที่ซ่อนอยู่ภายในสภาวะนั้น เห็นการเกิดดับได้โดยไม่ต้องมีวิตกวิจาร ไม่ต้องพึ่งการกำหนด การเจริญขั้นอริยมรรคจึงสำคัญยิ่ง
การเจริญอนิจจสัญญาเป็นการเห็นสภาพขันธ์ทั้งห้าและอุปาทานขันธ์ว่าต่างตั้งอยู่ไม่ได้ เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย ความหลุดพ้นจากอุปาทานและเหตุแห่งอุปาทานก็จะตามมา ความสงสัยทั้งหลายย่อมหายไป การติดตามและอาลัยในขันธ์ 5 ไม่มีอีก
สรรพสิ่งล้วนเกิดดับและไม่มีความเป็นตน เห็นกายและจิตว่าล้วนเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นธรรมดา ไม่ตามหาความเหนือชั้นต่างชั้น
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ แนะศิษย์ของท่านให้ระเบิดขันธ์ 5
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต เฉลยว่านี้ก็คือการระเบิดลงสู่อนัตตานั่นเอง
ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

