หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘ปฏิบัติการเพ...

‘ปฏิบัติการเพื่อธำรงรักษาใช่เพื่อล้มล้างไม่’

26.02.21 | 13:00 น.

หน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 50 (1) ก็คือ พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในส่วนที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ประมวลกฎหมายอาญามีบัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไว้ในหมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 แต่ที่ประชาชนทั่วไปได้ยินได้ฟังบ่อยๆ คือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” นักกฎหมายทั่วไปจะทราบดีว่าการที่จะกล่าวหาบุคคลหนึ่งบุคคลใดว่ากระทำความผิดโดยเฉพาะความผิดทางอาญา จะต้องปรากฏว่าบุคคลผู้นั้นกระทำการเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ สำหรับมาตรา 112 มีองค์ประกอบดังนี้

1.ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย

2.พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

3.โดยเจตนา (ประสงค์ต่อผล, ย่อมเล็งเห็นผล)

การดูหมิ่นมีบัญญัติไว้ตามมาตรา 393 ซึ่งอยู่ในภาค 3 คือความผิดลหุโทษ ส่วนการหมิ่นประมาทมีบัญญัติอยู่ในหมวด 3 คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง (ประมวลกฎหมายมาตรา 326)

Advertisement

ส่วนการแสดงความอาฆาตมาดร้าย ได้แก่ การแสดงออกด้วยกิริยาหรือวาจาด้วยความพยาบาท ว่าจะทำให้เสียหายในทางใดๆ อันมิใช่เป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีที่ศาล เพราะการใช้สิทธิฟ้องคดีเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย

ความผิดตามมาตรา 112 นี้ บัญญัติไว้เป็นพิเศษเพื่อถวายความเคารพสักการะ ความจงรักภักดี และความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงบัญญัติโทษไว้ค่อนข้างสูง ดังนั้น ต้องไม่นำมาใช้พร่ำเพรื่อหรือใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม และต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าคุ้มครองเฉพาะบุคคลที่อยู่ในบทบัญญัตินี้เท่านั้น บุคคลอื่นแม้จะมีความใกล้ชิดพระมหากษัตริย์เพียงใดก็ไม่อยู่ในความคุ้มครองตามบทกฎหมายมาตรานี้ คงต้องไปฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายมาตรา 326 ซึ่งมีโทษจำคุกเพียงไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท และผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยอาจยกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 มาตรา 330 และมาตรา 331 ขึ้นต่อสู้ได้

การกล่าวด้วยวาจา ว่าตนเองหรือกลุ่มของตนมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ส่วนฝ่ายตรงข้ามทำลายหรือล้มล้างสถาบันนั้น แสดงว่าผู้นั้นมีเจตนาจะดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นฝ่ายของตนซึ่งการพูดหรือแสดงเช่นนั้นเป็นการทำลายสถาบัน เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้ เพราะทรงดำรงตำแหน่งอันเป็นที่เคารพของบุคคลทุกคนในประเทศเสมอหน้ากัน ตามที่รัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้….” ดังนั้น ผู้ที่กล่าววาจาดังกล่าวนอกจากจะเป็นผู้กระทำผิดคือดึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นฝ่ายของตนแล้ว หากผู้นั้นดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังละเมิดกฎหมายคือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 เพราะไม่ใช่บุคคลมีอำนาจร้องทุกข์หรือเป็นโจทย์ฟ้องคดีอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติ

การกล่าวหาบุคคลใดว่ากระทำผิดทางอาญาโดยเฉพาะความผิดตามมาตรา 112 หากเป็นการกลั่นแกล้งนอกจากจะเป็นผลเสียหายแก่สถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทยแล้วยังทำให้เสียหายแก่กระบวนการยุติธรรม โดยผู้ปฏิบัติการที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งท่านทั้งหลายจะต้องระมัดระวังการปฏิบัติตามผู้ให้คำสั่งหากเป็นคำสั่งที่ละเมิดกฎหมายและเป็นการสั่งที่ปราศจากลายลักษณ์อักษร เพราะผู้ปฏิบัติตามต้องรับผิดชอบเสมอหากรู้ว่าคำสั่งนั้นผิดกฎหมาย ลองพิจารณาแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้ “นายตำรวจผู้บังคับบัญชา สั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชา ให้จับผู้ร้าย ถ้าจับเป็นไม่ได้ให้จับตาย คำสั่งดังกล่าวนี้ผู้กระทำตามคำสั่งควรรู้ว่า คำสั่งให้ฆ่าหรือจับตายผู้อื่นแม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนร้ายก็มิอาจกระทำได้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหามิได้ต่อสู้” (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2491)

และหากคดีขึ้นสู่ศาล ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ บรรพตุลาการผู้ทรงความรู้คู่คุณธรรม ได้วางแนวทางสำหรับผู้ใช้อำนาจลงโทษไว้ว่า “สำหรับผู้ใช้อำนาจลงโทษนั้น ก็ต้องใช้อำนาจโดยมีเหตุผลและถูกต้องตามครรลอง ถ้าใช้หลักรัฐศาสตร์นำโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย ผลสะท้อนที่เกิดจากการปฏิบัติเช่นนั้นก็คงเป็นที่ไม่พึงปรารถนาเช่นกัน…”

การกล่าวหากันตามมาตรา 112 นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เคยมีพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2548 ความว่า “การละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี้ พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อน พระมหากษัตริย์ต้องบอกว่าเข้าคุกแล้วต้องให้อภัย ที่เขาด่าเราอย่างหนัก ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยมีพระมหากษัตริย์ถูกด่า ต้องเข้าคุกที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏก็ยังไม่จับเข้าคุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้เป็นกบฏ ต่อมารัชกาลที่ 9 ใครเป็นกบฏก็ไม่เคยมี ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย อย่างคนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์และถูกทำโทษไม่ใช่คนนั้นเดือดร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อน นี่ก็แปลก คราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้อง ให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอนนายกฯ ว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ ก็สอนนายกฯว่าใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกฯเดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน อาจจะอยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน…..”

กฎหมายเป็นเพียงลายลักษณ์อักษรที่วางไว้ให้บุคคลปฏิบัติตามแต่หากบุคคลผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมขาดความสำนึกในหน้าที่ก็ย่อมเป็นหนทางที่นำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่สังคมโดยเฉพาะการกล่าวหาฟ้องร้องกันตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 อันเป็นเหตุให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อนนั้น

หากจะได้นำพระราชดำรัสมาไตร่ตรองให้ดีจะเห็นว่าหากมีการกล่าวหากันด้วยข้อหานี้ตามใจชอบโดยไม่มีขอบเขต กลับจะทำให้เกิดความแตกแยกกันในสังคมระหว่างพวกที่ยกตนเองหรือกลุ่มของตนเองว่าล้วนแต่เป็นคนดีมีความจงรักภักดี กับบุคคลอีกฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีความจงรักภักดี จึงต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งว่าการกล่าวหากันเช่นนี้ จะเป็นการดึงสถาบันมาร่วมในความขัดแย้งหรือนำมาใช้เป็นชนวนแห่งความขัดแย้งแต่พระองค์ท่านทรงดำรงสถาพรอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ซึ่งเป็นการมิบังควรเป็นอย่างยิ่งเพราะพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ชนวนของความขัดแย้ง หากแต่ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอีกมาตราหนึ่งซึ่งนำมากล่าวหาฟ้องร้องกันเมื่อประเทศชาติอยู่ในสภาวะไม่ปกติโดยที่ไม่มีการศึกษาให้รอบคอบ และเป็นปัญหาเกิดความขัดแย้งโดยทั่วไปก็คือ ความผิดตามมาตรา 116 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต”

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

ถ้อยคำที่บัญญัติไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่ผู้ที่นำกฎหมายมาตรานี้มาใช้ก็มักจะไม่ตีความตามตัวอักษรหรือตามความหมายที่เป็นเหตุเป็นผลที่ควรเป็นตามหลักกฎหมาย เช่นมีการชุมนุมขอให้มีการเลือกตั้ง หรือกรณีมีการแจกขันแดง ซึ่งกรณีดังกล่าวน่าจะไม่เข้าองค์ประกอบความผิดมาตรานี้ เพราะการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคนตามข้อบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คนที่มีความผิดน่าจะเป็นฝ่ายที่ไปแจ้งให้ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมมากกว่า ส่วนการแจกขันแดงนั้นยิ่งไม่เข้าองค์ประกอบความผิดอย่างเห็นได้ชัด เพราะขันมีสำหรับไว้ตักน้ำ แต่ถ้ามีการแจกอาวุธ (ปืน, มีด) อาจจะพอตีความได้ว่าจะนำไปใช้ก่อความไม่สงบได้

การนำกฎหมายมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องนอกจะทำให้สังคมเดือดร้อนแล้วยัง อาจเดือดร้อนแก่ผู้ที่นำมาใช้ในกรณีที่อาจถูกฟ้องกลับได้

สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช.
อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาวิธีพิจารณาความแพ่ง
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์