เมื่อหลายวันก่อน (6 ก.พ.64) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจบริหารในนามของ นายกรัฐมนตรี มีบัญชาว่าไม่ลงนามรับรองร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติฉบับที่ประชาชนกว่าหมื่นสี่พันคนเข้ารายชื่อเสนอรัฐบาล
พล.อ.ประยุทธ์อาจมิได้ตระหนักประเทศไทย ปีนี้ (2564) ก้าวเข้าสู่ยุค “สังคมคนชราโดยสมบูรณ์” (Aged Society) ตามเกณฑ์สากล เมื่อทั้งประเทศมีประชากรวัยเกิน 60 ปีเกิน 20% (https://www.facebook.com/thiravetp/posts/5406153842791239)
ซึ่งรัฐควรต้องมีความพร้อมในมาตรการสร้างหลักประกันให้กับประชากรกลุ่มสูงวัยที่กำลังมีสัดส่วนโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในช่วงที่สังคมไทยเป็น “สังคมผู้สูงอายุปกติ” (Ageing Society) ตั้งแต่ปี 2560 เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกิน 10%
ยิ่งคนไทยอายุเฉลี่ย 77.74 ปี หรือตายช้าลง (หญิง 81.34 ชาย 74.16 ปี) รัฐยิ่งต้องมีนโยบายรัฐสวัสดิการรองรับปัญหาการเลี้ยงดูผู้สูงอายุทั้งในเมือง หรือในเมืองที่กว่า 90% ก็ไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากับลูกหลานเช่นกัน
ปัจจัยความเปลี่ยนแปลงลักษณะครอบครัวไทยจาก “ขยาย” มาเป็น “เดี่ยว” ในช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา และสัดส่วนของคนวัยทำงานที่ลดลง เป็นสัญญาณให้รัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการเติมเต็มคุณภาพชีวิตที่พร่องไปในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
แน่นอน “กฎหมายบำนาญแห่งชาติ” ไม่ใช่แก้วสารพัดนึก แต่อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันคุณภาพชีวิตขั้นต่ำที่ นานาอารยประเทศทั่วโลกได้เตรียมการสำหรับผู้สูงวัยตั้งแต่เข้าสู่สังคมสูงวัย (Ageing Society) แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กลับพยายามยื้อมาตั้งแต่ คสช. ขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 7 ปีก่อน
พล.อ.ประยุทธ์น่าจะทำได้ง่ายๆ เพียงบอกยกเลิก “เบี้ยคนชรา” (600-1,000 บาท/เดือน) แล้วนำ “กฎหมายบำนาญแห่งชาติ” (3,000 บาท/เดือน) มาบังคับใช้ แทนที่จะตัดสินใจไม่ลงนามรับรองร่างกฎหมายที่มาจากประชาชน
ที่ผ่านมา 7 ปี พล.อ.ประยุทธ์มีกรณีศึกษานับไม่ถ้วนจากการบริหาร “รัฐข้าราชการ” ผิดพลาดจากโลกทัศน์ที่คับแคบ ไม่เข้าใจ หรือเข้าไม่ถึงกระบวนการศิวิไลซ์ (civilizing process)
ท่านจึงควรได้ทบทวนการตัดสินใจกรณีนี้ เพราะยังมีร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติอีกฉบับที่พร้อมเข้าสู่วาระพิจารณาของสภา
ดีกว่าให้สูญเปล่า หากจะต้องมีอุบัติเหตุทางการเมือง
ธีรเวทย์ ประมวญรัฐการ

