ใครจะคิด สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ได้ถูกกล่าวขวัญว่ามีการปกครองแบบประชาธิปไตยจ๋า และมีรูปแบบการเลือกตั้งที่ทันสมัย ยังปรากฏข่าวแพร่สะพัดถึงความเหลวแหลก สกปรก ฉ้อฉล กักขฬะ ของการเลือกตั้งผู้นำหรือตำแหน่งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2016 นี้… ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ว่า นี่คือวงจรอุบาทว์ของระบบเลือกผู้นำของสหรัฐในรอบทุก 4 ปีที่ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายสุดสุด เนื่องจากบุคคลที่เสนอให้เลือกขาดคุณสมบัติน่าไว้วางใจ เพราะเป็นสินค้า “โลว์เกรด” ด้วยกันทั้งคู่ (ฮา)
คงจำกันได้ ผู้เขียนเคยเขียนบทความเรื่อง “ทรัมป์” สู่อำนาจ…สหรัฐเสียภูมิจริงหรือ? ลงใน “มติชน” ฉบับ 23 มีนาคม 2559 และได้วิเคราะห์ไว้ว่า “น่าเชื่อว่า สุดท้ายแล้วจะเหลือเพียงสองคนคือ โดนัลด์ ทรัมป์ “Mr.ปากสว่าง” กับนางฮิลลารี คลินตันดังกล่าวเท่านั้นที่มีโอกาสขึ้นชิงแชมป์ ฯลฯ”
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า…ประชาชน (ไม่เพียงแค่ชาวสหรัฐ) กำลังเกิดความเบื่อหน่าย-รังเกียจต่อพฤติกรรม ฉ้อฉล ตอแหล หลอกลวง ไม่สุจริตของกลุ่มนักการเมืองทั้งสองพรรค
ทรัมป์ “ปากสว่าง” ผู้ปราศรัยหาเสียงดลใจชนชั้นล่าง กรรมกร แห่งพรรค Republican มีนโยบายเศรษฐกิจลักษณะอนุรักษนิยม ขวาจัด ตรงข้ามกับ “ฮิลลารี” อย่างชัดแจ้ง อาทิ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายเรื่องสวัสดิการหลักประกันสุขภาพของโอบามา โดยเฉพาะนโยบายด้านสังคม เขาเป็นผู้อนุรักษนิยมสุดโต่ง สนับสนุนให้นำระบบลงโทษประหารชีวิตกลับมาใช้ใหม่ และที่น่าจับตาคือ นโยบายต่างประเทศของ “ทรัมป์” มีลักษณะสายเหยี่ยว เขาโจมตีนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเก่าว่าทำให้อเมริกาอ่อนแอ เขาคนเดียวเท่านั้นที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่เกรียงไกร หากเขาได้เป็นผู้นำจะแก้ไขปัญหาความยากจนทั้งหมด…ว่างั้น!
ต่อพวก “ไอเอส” จะใช้กำลังทหารบดขยี้ให้สิ้นซาก พร้อมกับการเสนอแนวคิดอันน่าสะพรึงกลัวว่าจะไม่ให้ชาวมุสลิมเดินทางเข้าประเทศสหรัฐ และจะเพิ่มมาตรการตรวจตราความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมอย่างเข้มข้น อีกทั้งไม่เห็นด้วยกับนโยบายรับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียเข้าประเทศ
แนวทางกลับกันโดยสิ้นเชิง เขาจะส่งผู้ลี้ภัยเหล่านั้นกลับไปประเทศต้นทางให้หมดสิ้นอีกด้วย (ฮาไม่ออก)
ยิ่งกว่านั้น ทรัมป์ยังมองว่า รัสเซียและจีนเป็นศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐ ซึ่งผู้วิเคราะห์การเมืองต่างประเทศต่างเห็นว่า เป็นแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อสันติสุขของโลกและชาวสหรัฐเอง…ว่าไหม?
สําหรับ “ฮิลารี” แห่งพรรค Democrat ซึ่งเคยเป็น รมว.ต่างประเทศมาก่อนในสมัยโอบามา 1 จึงเห็นได้ว่ามีนโยบายเสรีนิยมตามสไตล์ของพรรค ที่เน้นในเรื่องการจัดการกระจายรายได้จากคนรวยมาสู่คนจน ด้วยการใช้มาตรการเก็บภาษีคนรวยให้หนักขึ้น และคงจะสานต่อนโยบายการผลักดันกฎหมาย Affordable Care act ตามแนวทางของ “โอบามา”
ฮิลลารีทราบจุดอ่อนของนโยบายต่างประเทศของพรรคตนเองดีว่ามักจะถูกมองในทำนองอ่อนแอเกินไป ทำให้อเมริกาตกเป็นเบี้ยล่างหรือเสียเปรียบศัตรูคู่แข่ง ซึ่งต่อไปจำต้องใช้ท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น อาทิ ในเรื่องนโยบายต่อ “ไอเอส” ฮิลลารีได้ประกาศว่าจะไม่ดำเนินนโยบายป้องปรามหรือปิดล้อมอีกต่อไป แต่จะใช้ยุทธวิธีพิชิตแบบเด็ดขาด เป็นต้น
เมื่อใกล้ถึงวันตัดสินศึกชิงบัลลังก์ประธานาธิบดี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผู้เขียนได้โทรไลน์ (ปัจจุบันฟรี สมัยก่อนหลายร้อยบาท) ถึงลูกชายคนโตและลูกสะใภ้ซึ่งจบดอกเตอร์จากอเมริกาทั้งคู่ และไปตั้งหลักปักฐานอยู่ในสหรัฐหลังแต่งงานเมื่อหลายปีก่อน โดยผู้เขียนได้ตั้ง “ปุจฉา” ง่ายๆ ว่า การเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้นำของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นชาติประชาธิปไตยจ๋า ที่กำลังรณรงค์หาเสียงอยู่ในขณะนี้นั้น ใครมีเสียงดี พฤติกรรมการหาเสียง “แฟร์” หรือไหม? และประชาชนชาวอเมริกามี “feed back” กับการเลือกผู้นำในครั้งนี้อย่างไร?
ปรากฏวิสัชนากลับมาว่า…ชาวอเมริกาในปัจจุบันส่วนใหญ่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเลือกตั้งครั้งนี้เกินครึ่ง หรือประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เลยละ ต่างไม่แน่ใจว่าจะเลือกใครดี? ที่แย่สุดคือมีเฉพาะให้เลือกแค่สองคน ไม่มีบุคคลอื่นที่ดีกว่าให้เลือกเลย จำต้องเลือกคนใดคนหนึ่ง ทั้งที่ไม่พึงใจ และมั่นใจในศักยภาพ และที่แย่กว่านั้นคือ กลุ่มนักการเมืองทั้งสองฝ่ายต่างใช้วิธีสกปรกโสมม น้ำเน่าถ้อยคำกักขฬะ สาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้จรรยาบรรณ ชิงไหวชิงพริบเหมือนกับ “คมเฉือนคม” ในภาพยนตร์เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ อย่างไงอย่างงั้น!
การใช้อิทธิพลมืดและกลเกมฉ้อฉลของกลุ่มผลประโยชน์ในแต่ละฝ่าย เชือดเฉือนกันอย่างถึงพริกถึงขิง ขุดคุ้ยความชั่วฝ่ายตรงข้ามออกมาประจานอย่างดุเดือด ด้วยการใช้เงินสีเทากว้านซื้อ “สื่อ” ทุกชนิดให้เป็นพวกตนอยู่เบื้องหลัง ไม่ต่างอะไรกับประเทศด้อยพัฒนาเลยละ…ผู้เขียนเพิ่งถึงบางอ้อ!!
สิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือ…ทัศนคติอันดีของประชาชนที่มีต่อระบบการเลือกตั้ง ถูกเบียดบังด้วยเล่ห์กลจากเหล่านักการเมืองจนหมดสิ้น ฉะนั้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐในทุก 4 ปี จึงไม่ต่างอะไรกับการโชว์ตลกของกลุ่มนักการเมืองผู้ทะเยอทะยานอำนาจโดยแท้!?
นักการเมืองผู้หนึ่งของสหรัฐกล่าวให้เห็นธาตุแท้ว่า สโลแกน อำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชนทั่วไป เป็นเพียงม่านลวงตาฉากหนึ่งเท่านั้น ที่แท้แล้วอำนาจรัฐจากการเลือกก็อยู่ในกำมือของกลุ่มผลประโยชน์ผู้มีอิทธิพล ชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น !!
นี่ไง…วิกฤตของระบบตัวแทน นั่นเอง…ชัดไหม?
ไม่น่าประหลาดใจว่า เหตุใดผลการประชุมร่วมทั้งสองพรรคคู่แข่งในแต่ละครั้งจึงเกิดเสียงโจมตี ต่อต้านระบบเลือกตั้งของสหรัฐเองไม่ขาดสาย
จากสถิติการสำรวจ ปรากฏว่ามีผู้คนเบื่อหน่ายกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้งถึง 60%
ผ่านมาไม่นาน “ทรัมป์” ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญสหรัฐและการเกิดฆาตกรรมผู้นำสหรัฐด้วยถ้อยคำอันไม่สมควร ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าวาทกรรมเช่นนี้ โดยทั่วไปไม่น่าจะเกิดจากปากของผู้เสนอตัวเป็นผู้นำประเทศ!?
ถึงกับผู้สนับสนุนฝ่ายฮิลลารีออกมาประณามว่าเป็นอันตรายยิ่ง ทำให้คะแนนเสียงของทรัมป์ตกฮวบอย่างน่าใจหาย
ดังนั้น ไม่ว่าผู้นำประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา หรือประเทศด้อยพัฒนาทั่วไปก็ตาม ต้องระมัดระวังคำพูดเป็นพิเศษ อย่าให้คำพูดเป็นนาย…มิใช่หรือ?
เพราะ…การพูดผิดพลาด…อาจเป็นจุดจบของชีวิต (ทางการเมือง) อย่าง “ทรัมป์”!
“ทรัมป์” เป็นคนมีนิสัยก้าวร้าว พูดจาดุดัน จึงขาดการสังวรในเรื่องนี้ มักจะระเบิดผรุสวาทอันไม่สมควรแบบยั้งไม่อยู่ ที่ร้ายคือการกล่าวหาว่าสื่อมวลชนเข้าข้างฝ่ายตรงข้าม (ฮิลลารี) ซึ่งการไม่รู้จักสำรวมคำพูดของเขานั้น ยังผลทำให้ “ทรัมป์” ต้องเจอศึกหนักในที่สุด จากพิษ “โอษฐภัย” ของเขาเอง
ใช่ใครอื่น
จำได้ว่า ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ ผู้เพียรอ่านพระไตรปิฎกจนจบทั้ง 84000 พระธรรมขันธ์ เคยกล่าวไว้ในหนังสือ “อุดมการณ์ ของชาติ” ตอนหนึ่งว่า “การแก้ปัญหาประเทศชาตินั้น ผู้บริหารจะต้องทำตัวเป็นคนกลาง มองเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ไม่มองผลประโยชน์ส่วนตัวสำคัญกว่าประเทศชาติ ถ้ารัฐบาลหรือประเทศใดการบริหารถูกชี้นำโดยกลุ่มผู้มีประโยชน์ จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม เพราะกลุ่มได้ประโยชน์มีความละโมบ ไม่รู้จักพอ เอารัดเอาเปรียบมากเกินไป และไม่ยอมรับระเบียบวินัย เมื่อใดประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยากจน ความไม่สันติสุขก็จะเกิดขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาอย่างไม่กะพริบเฝ้าดูต่อไปว่า สุดท้ายแล้วศึกชิงแชมป์ในสหรัฐ ซึ่งเต็มไปด้วยการใช้อิทธิพลมืด อำนาจเงินสีเทา การใช้เล่ห์อุบาย กลฉ้อฉล และถ้อยคำกักขฬะใส่ร้ายป้ายสีอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไร้ยางอาย ดุเดือด เผ็ดมัน ออกมาในรูปใด?…
สรุปแล้ว แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ ชื่อว่าเป็นประเทศมีประชาธิปไตย “จ๋า” ก็ยังไม่พ้นวงจรอุบาทว์ จึงอยากจะติดตามดูบทต่อไปว่า สุดท้ายของสุดท้าย ผลการเลือกผู้นำประเทศในครั้งนี้ใครจะมีกลยุทธ์แหลมคมกว่ากัน จนได้รับการชูมือให้ใช้อำนาจบริหารประเทศ?
เพื่อพิสูจน์…สัจธรรมให้โลกรู้ว่า “ประชาชนคืออำนาจ” แต่ทว่าในขณะเดียวกัน ถ้าหากเลือกผู้นำประเทศ…ผิดพลาด..ชาติก็อาจล่มจมได้เช่นกัน!?

