หน้าแรก คอลัมนิสต์ เสรีภาพสื่อคื...

เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพของประชาชน

12.03.21 | 13:00 น.

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกเป็นประจักษ์พยานการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในพม่า แนวทางอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement) หรือ CDM หลากหลายแนวกลายเป็นข่าวดังในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งการที่กลุ่มผู้ชุมนุมนำผ้าถุงผู้หญิง ที่เรียกว่า “ทะเมน” (hta mein) มาขึงกลางถนนเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านได้ (คนพม่าโดยเฉพาะผู้ชายเชื่อในเรื่อง “โพง” หรือบุญญาที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และถือว่าการเดินลอดใต้ผ้าถุงสตรีจะทำให้ “โพง” นี้เสื่อม) หรือการนำกระดาษที่มีหน้าพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการกองทัพและหัวหน้าคณะรัฐประหารมาติดทั่วถนน เพื่อไม่ให้เดินผ่านไปง่ายเช่นกัน เทคนิคการประท้วงแบบ CDM นี้ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นของคนพม่าทั่วประเทศที่ไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการ และยืนยันต่อต้านรัฐประหารแบบสู้ไม่ถอย

สื่อในพม่าเป็นอีกเป้าหมายหลัก ด้วยปัจจุบันพม่ามีสื่อมากขึ้น และสื่อสำนักดังๆ ที่แต่เดิมเป็น “สื่อพลัดถิ่น” (exiled media) ที่มีสำนักงานอยู่ในไทย และอีกหลายประเทศทั่วโลก ก็กลับเข้าไปตั้งสำนักงานในพม่าอีกครั้งตั้งแต่ปี 2012 สำนักข่าวอิรวดี (The Irrawaddy) มิซซิมา (Mizzima) และดีวีบี (Democratic Voice of Burma) ต่างเคยมีสำนักงานอยู่ในไทย อินเดีย และนอร์เวย์ หลังรัฐบาลทหารยุคปฏิรูปของพลเอกเต็ง เส่ง เข้ามาในต้นปี 2012 ก็ยกเลิกกฎหมายเซ็นเซอร์สื่อ และยังส่งเทียบเชิญไปหาสื่อพลัดถิ่นเพื่อให้กลับไปพม่าเพื่อพัฒนาประเทศและแวดวงสื่อสารมวลชนร่วมกัน เรียกได้ว่าบรรยากาศของสื่อพม่าตั้งแต่ 2012 โรยด้วยกลีบกุหลาบ สื่อใหม่ๆ ทั้งสิ่งพิมพ์และออนไลน์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่ว่าจะเป็น Myanmar Now ที่เกิดขึ้นมาในปี 2015 โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิทอมป์สัน รอยเตอร์สเน้นการทำงานข่าวเชิงสืบสวน และเคยมีกรณีพิพาทกับกองทัพพม่ามาแล้วหลายครั้ง Frontier Myanmar เป็นสื่อที่เน้นทำวารสารรายสัปดาห์เป็นภาษาอังกฤษ วิเคราะห์การเมืองและเศรษฐกิจพม่า โดยคณะทำงานที่นำโดยโทมัส คีน (Thomas Kean) อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Myanmar Times และยังมีสื่ออื่นๆ ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางวงการสื่อสารมวลชนที่เบ่งบานสุดขีด เช่น 7Day News, Khit Thit (แปลว่า ยุคใหม่), The Voice Daily ฯลฯ

ความตื่นตัวของสื่อพม่านับเป็นไฮไลต์สำคัญของพม่าในยุคปฏิรูป มีการถกเถียงถึงบทบาทของสื่อกันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตการณ์โรฮีนจา และเมื่อสื่อหลายสำนักที่ประกาศว่าเป็นสื่อเพื่อประชาธิปไตย และเคยอยู่ข้างผู้ที่ถูกกดขี่มาก่อน กลับมีจุดยืนเลือกสนับสนุนรัฐบาลด่อ ออง ซาน ซูจี ซึ่งเท่ากับยอมรับการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวโรฮีนจาของกองทัพพม่า แต่ข้อดีของสื่อในพม่าคือมีความหลากหลาย และสำนักข่าวชั้นนำก็มีบรรณาธิการที่เป็นชาวพม่าและชาวตะวันตก ทำให้การออกข่าวกรณีโรฮีนจามีความหลากหลาย เราจึงได้เห็นวิวาทะของสื่อที่เลือกยืนอยู่ข้างด่อ ออง ซาน ซูจี ชัดเจนในทุกๆ เรื่อง กับสื่อที่เลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้อง และมองว่าสื่อที่ดีต้องไม่เซ็นเซอร์ตัวเอง และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทุกๆ ชุดได้ด้วยมุมมองที่เที่ยงตรงและเป็นกลาง

อย่างไรก็ดี สื่อเอกชนทั้งหมดในพม่ามีจุดยืนต่อต้านรัฐประหารชัดเจน นอกจากตีพิมพ์ข่าวในหนังสือพิมพ์ปกติ (หนังสือพิมพ์กระดาษยังได้รับความนิยมอยู่ในพม่า) สำนักข่าวทุกแห่งยังเลือกทำงานออนไลน์ แขนงอาชีพสื่อที่เติบโตขึ้นในยุคโซเชียลมีเดียเบ่งบานคือนักข่าวหรือช่างภาพสายออนไลน์ (video photojournalist) ที่มีหน้าที่หลักในการ “ไลฟ์สด” และโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ในการประท้วงครั้งนี้ นักข่าวสายออนไลน์นับเป็นหน่วยกล้าตาย ที่เข้าไป “ไลฟ์” เหตุการณ์สด ในจุดที่เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง และมีนักข่าวราว 35 คน ที่ถูกจับกุมไป และถูกส่งดำเนินคดีตามมาตรา 505(a) ในประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นโทษจากการตีพิมพ์ข่าวลือและข่าวปลอม เจ ซอน นวย (Kyay Zon Nwe) เป็นนักข่าวหญิงจาก Myanmar Now ที่ถูกจับกุมระหว่างกำลังไลฟ์การประท้วงอยู่ เธอถูกควบคุมตัวไปที่เรือนจำอินเส่ง และอาจต้องรับโทษจำคุกนานถึง 3 ปี

บทบาทที่โดดเด่นของสื่อยุคใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง แต่เลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้อง และอยู่ข้างประชาชน ทำให้สื่อเป็นเป้าโจมตี ปัจจุบัน คณะรัฐประหารประกาศยกเลิกใบอนุญาตสำนักข่าวไปแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ Myanmar Now, 7Day News, DVB, Mizzima และ Khit Thit และยังบุกสำนักงานของสำนักข่าวเหล่านี้เพื่อรื้อค้น คามายุด (Kamayut Media) เป็นสำนักข่าวล่าสุดที่ตำรวจนำกำลังไปบุกรื้อค้น และจับกุมฮัน ตา เญง (Han Thar Nyein) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Kamayut Media และเนธาน หม่อง (Nathan Maung) บรรณาธิการไป ท่าทีที่แข็งกร้าวของรัฐบาลรัฐประหารเกิดขึ้นหลังขอความร่วมมือให้สำนักข่าวทั่วพม่าหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า “รัฐประหาร” และไม่ให้กล่าวถึงคณะรัฐประหารว่ารัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และขู่ว่าการไม่ปฏิบัติตามจะถือเป็นการละเมิดกฎหมายสิ่งพิมพ์

Advertisement

รัฐบาลทหารพม่ามีประวัติการปราบปรามสื่อและเซ็นเซอร์สื่อสิ่งพิมพ์อย่างเข้มงวด เพราะวิถีชีวิตของคนพม่าพึ่งพาสื่อ เรียกว่าหนังสือพิมพ์ ซึ่งอาจรวมโซเชียลมีเดีย ในปัจจุบันกลายเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับการดำเนินชีวิตไปแล้ว พม่าจึงมีปริมาณผู้ใช้เฟซบุ๊กเพิ่มมากขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อกล่าวถึงโซเชียลมีเดีย ไม่พูดถึงอินเตอร์เน็ตก็คงจะไม่ได้ รัฐบาลรัฐประหารรู้ดีว่าประชาชนพม่าใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นกระบอกเสียงประกาศให้โลกรับรู้ความโหดเหี้ยมของตำรวจและทหาร จึงสั่งให้ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตเป็นช่วงๆ โดยมากในยามวิกาล เมื่อมีการปราบปรามและจับกุมกลุ่มผู้ประท้วง แต่ท่ามกลางการปิดกั้นที่เริ่มเข้มงวดขึ้น เราจะเห็นว่าคนพม่ายังสู้ไม่ถอย และขบวนการอารยะขัดขืนจะยิ่งเข้มแข็งขึ้น แม้จะมีผู้เสียชีวิตไปหลายสิบคนแล้ว แต่ข้าราชการหลายๆ หน่วยงานยังนัดหยุดงานประท้วงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปที่ก็ยังออกมาเดินขบวนประท้วงกันตามปกติ

กองทัพพยายามสร้างบรรยากาศความกลัวให้ประชาชน เห็นจากการบุกจับกุมผู้ชุมนุม นักการเมือง นักแสดง และผู้คนจากทุกสายอาชีพที่มีส่วนเกี่ยวกับการประท้วง มีผู้ถูกควบคุมตัวและซ้อมทรมานแล้วจำนวนมาก มีสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี อดีตพรรครัฐบาลของด่อ ออง ซาน ซูจี ที่ถูกซ้อมจนเสียชีวิตไปแล้ว 2 คน ได้แก่ โก ซอ มยัต ลิน (Ko Saw Myat Lin) และอู ขิ่น หม่อง ลัต (U Khin Maung Latt) และยังมีบุคคลสำคัญๆ อีกหลายคนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ เช่น อู จ่อ ตู (U Kyaw Thu) นักแสดงชื่อดัง ที่เป็นผู้ดูแลองค์กรการกุศลที่ทำงานด้านการจัดงานศพให้กับผู้ยากไร้และศพไร้ญาติ (Free Funeral Service Society) ก็ถูกจับกุมตัวไปพร้อมกับภรรยา

หลังตำรวจนำกำลังจำนวนมากไปบุกและทำลายสำนักงานของ FFSS ความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวันและจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีเพิ่มขึ้นจากการปราบปรามอันหนักหน่วงของตำรวจและทหารภายใต้รัฐบาลคณะรัฐประหารชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ในพม่าจะแย่ลงตามลำดับ ประชาชนเองก็ไม่ยอมถอยและยืนยันว่าจะต่อสู้เพื่อล้มล้างรัฐประหารครั้งนี้ให้ได้ และกองทัพเองก็คงไม่ปล่อยให้เกิดการประท้วงต่อไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

ลลิตา หาญวงษ์