หน้าแรก คอลัมนิสต์ นายกคนนอก โด...

นายกคนนอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร

25.08.16 | 11:00 น.

กําลังเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง หลังการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างท่วมท้น เพิ่มความชอบธรรมให้กับคณะรัฐประหารที่ผ่านมา รวมทั้งประเด็นที่ว่าให้วุฒิสภาซึ่งเป็นสภาแต่งตั้งในระยะเริ่ม 5 ปีแรก มีส่วนในการลงมติให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะสามารถให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 สมัย นายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งโดยวุฒิสภาอาจจะอยู่ในตำแหน่งได้ถึง 8 ปี

ความจริงนายกรัฐมนตรีจะเป็นคนนอกหรือคนใน ไม่ได้มีเหตุผลหรือทฤษฎีการเมืองใดรองรับ ในกรณีของประเทศอังกฤษที่มักจะถือว่าเป็นแม่แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งไม่ได้มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร รัฐสภาอังกฤษเป็นสถาบันสูงสุดทางการเมือง ในรัฐสภานั้นสภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุด สภาขุนนางหรือสภาสูงแทบจะไม่มีอำนาจอะไรเลย แม้แต่อำนาจยับยั้งร่างพระราชบัญญัติก็หมดไปแล้ว ถ้าสภาผู้แทนราษฎรยืนยันมติผ่านร่างพระราชบัญญัติหรือมติอื่นใด

สภาผู้แทนราษฎรอังกฤษอาจจะให้ความเห็นชอบใครก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ ครั้งสุดท้ายเคยตั้งสมาชิกสภาขุนนางชื่อ ลอร์ด ฮูม เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อสภาผู้แทนราษฎรตกลงกันไม่ได้ เพราะพรรคอนุรักษนิยมและพรรคกรรมกรมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรใกล้เคียงกัน พรรคที่สามคือพรรคเสรีประชาธิปไตย ไม่ยอมเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด การลงมติซาวเสียงทำไม่สำเร็จก็เลยต้องไปเชิญ ลอร์ด ฮูม ซึ่งเป็นสมาชิกสภาขุนนางโดยการสืบตระกูลมาเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราวในระยะสั้นๆ ปกติสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษก็จะให้ความเห็นชอบหัวหน้าพรรคที่ได้เสียงข้างมาก หรือหัวหน้าพรรคที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ นายกรัฐมนตรีที่มีเสียงข้างน้อยสนับสนุนในสภามีไม่ค่อยบ่อย นายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรของไทยเคยมีคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แม้จะเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพียง 28 ที่นั่ง แต่ก็สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคใหญ่ จนมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้

รัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2521 ก็มิได้มีบทบัญญัติว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น จะเป็นใครก็ได้ถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

เมื่อมีการทำรัฐประหารปี 2534 คณะรัฐประหารได้เชิญคุณอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังการเลือกตั้งทั่วไปพรรคเสรีธรรมได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด และได้ไปเชิญ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์จึงสร้างกระแสประท้วง จนเกิดการเดินขบวนต่อต้านและเกิดกรณีพฤษภาทมิฬขึ้น จากนั้นจึงมีกระแสต่อต้านการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จาก “คนนอก” คือผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุณอานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งทั้งที่ไม่ได้มาจากสภาผู้แทนราษฎร ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่บัญญัติไว้ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองที่กองทัพสนับสนุนเสนอและสนับสนุนนายทหารกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตนเองเป็นผู้แต่งตั้ง

Advertisement

เหตุการณ์ผ่านมาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้วถ้านับตั้งแต่ปี 2521 การเมืองไทยจะหวนกลับไปใช้รูปแบบเดิมได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่จะต้องคอยดู

ถึงแม้ว่าจะให้รัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไม่ให้วุฒิสภาเข้าร่วมลงคะแนนญัตติสำคัญๆ เช่น ญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและญัตติผ่านร่างกฎหมายการเงิน นายกรัฐมนตรีที่มาจากการสนับสนุนของวุฒิสภา ก็ต้องหาพรรคการเมืองมาร่วมรัฐบาลเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร มิฉะนั้นก็จะทำงานไม่ได้ กล่าวคือต้องมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรไม่ต่ำกว่า 250 คน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก รูปแบบนี้จะเท่ากับเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับพรรคเล็กพรรคน้อยและส่งเสริมระบบหลายพรรค แต่จะทำลายระบอบการปกครองแบบระบบ 2 พรรค อย่างที่เราเคยอยากจะเห็นเมื่อหลายสิบปีก่อน

เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2560 เราก็คงจะได้เห็นสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากหลายพรรค เมื่อมีการหยั่งเสียงในที่ประชุมรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยวุฒิสมาชิก 250 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน รวมเป็น 750 คน วุฒิสภาก็คงจะเสนอคนที่ตั้งตนหรือคนที่วุฒิสภาต้องการให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เลือกพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมรัฐบาล ระหว่างที่เจรจาเลือกพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาล พรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาลก็จะเจรจาต่อรอง จำนวนที่นั่งในคณะรัฐมนตรีและกระทรวงที่จะได้ครอง โดยหัวหน้าพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลก็จะได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี จำนวนรองนายกรัฐมนตรีจึงมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา ก็จะมีโควต้ากระทรวงและรัฐมนตรีคนกลางหรือรัฐมนตรี “คนนอก” ด้วย เพราะนายกรัฐมนตรีมีวุฒิสภาเป็นพรรคของตน

การปกครองรูปแบบนี้เป็นการแบ่งและคานอำนาจกัน ระหว่างกองทัพกับสภาผู้แทนราษฎร ในตอนแต่งตั้งรัฐบาล แต่เมื่อแต่งตั้งรัฐบาลแล้วก็ปล่อยให้นายกรัฐมนตรีกับพรรคร่วมรัฐบาลทำงานกันไป โดยหวังว่าจะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาดเกิน 250 เสียง หรือไม่สามารถหาพรรคอื่นมาร่วมเป็นฝ่ายค้านได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าพรรคร่วมรัฐบาล

รูปแบบตามที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล พิจารณาดูแล้วแม้จะได้นายกรัฐมนตรีคนนอกที่ได้เสียงสนับสนุนเห็นชอบ ในตอนแต่งตั้งรัฐบาล แต่เมื่อถึงขั้นตอนทำงานก็ยังนึกไม่ออกว่ารัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก ที่ไม่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมือง จะทำงานได้อย่างไร อาจจะต้องรอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ ออกมาก่อนจึงจะเข้าใจว่าระบอบตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะออกมามีหน้าตาอย่างไร บทบัญญัติของกฎหมายลูกอาจจะเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีคนนอกที่เสนอโดยวุฒิสภาก็ได้ หรืออาจจะไม่มีนายกรัฐมนตรีคนนอกเลยก็ได้ ถ้าพรรคการเมืองเสนอคนที่ประชาชนชอบใจหรือประชาชนรับได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะนี้ทุกคนก็ยังงงๆ อยู่ว่า ระบอบที่กำลังจะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม “คำถามพ่วง” นี้จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครเข้าใจถ่องแท้ แม้แต่ตัว “คนนอก” เองเชื่อว่าก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนๆ กับพวกเรา “ราษฎร” ทั่วๆ ไป ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาคอยว่าเราจะถูกปกครองอย่างไร แบบไหน ในเบื้องหน้าที่ไม่ช้านี้

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักคือ คนไทยนั้นไม่ยึดติดกับหลักการหรือเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ความถูกต้องไม่สำคัญเท่ากับความถูกใจ ถ้าไม่ถูกใจเสียแล้วอะไรก็เป็นผิดไปหมด แต่ถ้าถูกใจแล้วอะไรก็ถูกไปหมด ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน ขณะเดียวกันเรื่องที่เคยถูกใจ เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะเปลี่ยนเป็นไม่ถูกใจเมื่อไหร่ก็ได้ การจะอยู่ในสังคมไทยให้ได้ดีมีเกียรติ มีคนนับหน้าถือตาต้องไม่มีจุดยืนที่ตายตัว แต่ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์

อย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน