ผมไม่ได้กำลังนึกถึงว่า ระหว่างโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่กับการระดมฉีดวัคซีนที่วิ่งแข่งกันอยู่ในขณะนี้ (โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก) ใครจะเป็นฝ่ายชนะ แน่นอนว่าใจอยากให้วัคซีนชนะ แต่ผมกำลังนึกถึงความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งผมตีความแบบง่าย ๆ ว่า เป็นการแข่งขันระหว่างผู้แสวงอำนาจโดยอิงกำลังกับผู้แสวงอำนาจโดยอิงการเลือกตั้ง คำถามคือว่า ในสถานการณ์ตึงเครียดที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ ใครจะชนะ และจะชนะได้อย่างไรโดยบอบช้ำน้อยที่สุด แน่นอนว่าใจอยากให้การที่อำนาจมาจากการเห็นพ้องของประชาชนเป็นฝ่ายชนะ
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เรามีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ และการรัฐประหารสิบกว่าครั้ง ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ใดใช้มานานนับสิบปี เช่น ยุทธศาสตร์การยุติความรุนแรงในชายแดนใต้ เมื่อประเมินว่าไม่ได้ผลเท่าที่ควร ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ใดใช้แล้วใช้อีก เมื่อไม่ได้ผลก็ยังหาโอกาสนำมาใช้อีก โดยอ้างความจำเป็น ประกอบกับว่าได้เรียนรู้และมียุทธการที่ดีกว่า ทำให้เชื่อว่าคราวนี้จะได้ผลดีกว่าคราวก่อน แต่อันที่จริง เราน่าจะมาถึงเวลาที่จะละทิ้งยุทธศาสตร์การรัฐประหารได้แล้ว แม้จะอ้างว่าทำเพื่อชาติก็ตาม
ยุทธศาสตร์เดิมที่ใช้แล้วใช้อีกคือความมั่นคงต้องมาก่อน และทหารคือหลักประกันความมั่นคง และแล้วทหารการเมืองก็มาล้มระบอบประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้จะมีเหตุผลมาอ้างได้เสมอ แต่ในด้านผลลัพธ์ กลับเป็นตัวถ่วงการพัฒนาการเมือง เกื้อกูลการมีเส้นสายในทางธุรกิจกับบางกิจการที่ติดต่อเก่ง และเหนียวรั้งการพัฒนาการศึกษาที่เน้นให้คนคิดมากกว่าคนเชื่อฟัง ยุทธศาสตร์ของทหารการเมืองคือการได้มาซึ่งอำนาจโดยอาศัยความร่วมมือของข้าราชการทหารและพลเรือน เป็น bureaucratic polity อย่างที่นักวิชาการฝรั่งบางคนเขาว่ากัน หลังจากบริหารราชการสักระยะหนึ่ง ทหารการเมืองก็จัดให้มีกติกาเพื่อความชอบธรรมทางการเมือง โดยกำกับการร่างรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้ง แต่แฝงกลไกที่เอื้อต่อการอยู่ในอำนาจต่อไป (เช่น มี ส.ส. ประเภทที่สอง หรือมี ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง) ถ้าไปไม่รอดก็รัฐประหารใหม่ บางครั้งถูกบังคับลงจากเวทีเมื่อมีการชุมนุมและมีการปราบปรามที่รุนแรง เหมือนในปี 2516 และ 2535 แต่รัฐบาลพลเรือนอยู่ได้ไม่นาน ก็ถูกรัฐประหารครั้งใหม่ เช่นนี้เรื่อยมา
วาทกรรมของรัฐบาลปัจจุบันคือทำตามกฎหมาย ในการชุมนุมครั้งที่ผ่านมาที่บริเวณรัชโยธิน ตำรวจได้ตั้งข้อหาหลายข้อหลายกระทงแก่ผู้ต้องหา โดยแบ่งได้เป็นหกกลุ่มกันถ้วนทั่ว แต่ผมไม่แน่ใจว่ากฎหมายคือคำตอบสำหรับความขัดแย้งทางการเมือง
ผมขออนุญาตคอลัมนิสต์ท่านหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง จะขอนำเรื่อ
เล่าของพระอาจารย์พรหม แห่งวัดในเมืองเพิร์ธมาเล่าต่อในที่นี้ พระอาจารย์เล่าว่าวันหนึ่งนักข่าวคนหนึ่งถามท่านว่า “พระอาจารย์จะทำอะไรถ้ามีคนโยนพระไตรปิฎกลงในโถชักโครก” พระอาจารย์ตอบว่า “สิ่งแรกที่อาตมาจะทำคือเรียกช่างประปา” พระอาจารย์อธิบายเพิ่มเติมว่า หนังสือเปรียบเสมือนภาชนะ แต่สิ่งที่สำคัญคือพระธรรมคำสอนที่เปรียบเสมือนของที่อยู่ในภาชนะ ของนั้นมีค่า ได้แก่การให้อภัยและความมีเมตตากรุณาต่อกัน ท่านลงท้ายว่า “เมื่อใดที่เราไม่มีความรัก ไม่มีความเคารพต่อตัวเองและผู้อื่น เมื่อนั้นของในภาชนะจะหายไปในชักโครก” ถ้าจะประยุกต์เรื่องเล่านี้กับความขัดแย้งทางการเมือง หนังสืออาจหมายถึงรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนภาชนะ ความเป็นธรรมคือสิ่งสำคัญ คือสิ่งที่ต้องรักษาไว้แม้จะต้องสละภาชนะไปก็ตาม
คนจำนวนมากรวมทั้งหนุ่มสาวที่ชุมนุม เรียกร้องการแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เรื่องนี้ไม่ทราบว่าจะสำเร็จเมื่อไร ปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้ทำได้สำเร็จ คือการที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับรูป หากมองในเรื่องความรักและความเคารพต่อกันมากกว่า
ข้อเรียกร้องอีกข้อหนึ่งของผู้ชุมนุม คือ “ปล่อยเพื่อนเรา” เรื่องนี้ไม่ยากเกินไปถ้าศาลมีเมตตา เหมือนพระราชดำรัสของในหลวงองค์ปัจจุบันว่า ทรงรักพวกเขาทุกคนเหมือนกันหมด พวกเขาในที่นี้หมายถึงผู้ชุมนุมนั่นเอง รวมทั้งพนักงานสอบสวนที่ย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่า ผู้ชุมนุมโดยสงบไม่ต้องการอำนาจ หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลทางการเมืองโดยสันติวิธี จึงไม่ควรอ้างมาตรา 157 ว่าไม่ตั้งข้อหาไม่ได้ อันที่จริง เรื่องการเมืองควรแก้ไขด้วยวิธีทางการเมือง ด้วยการพูดคุยกันมากกว่า
อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์กล่าวในการบรรยายที่ วปอ. ในวันที่ 9 มีนาคม 2564 ว่า รัฐธรรมนูญคือภาพสะท้อนของความสัมพันธ์เชิงอำนาจของยุคสมัย ยุคสมัยนี้ทหารเรืองอำนาจ แต่มีคนไม่ยอมรับ จึงออกมาชุมนุมกัน อันตรายคือการที่สังคมการเมืองกำลังเดินไปสู่สังคมที่ “คนที่ไม่รักไม่เข้าใจความรักของคนอื่น”
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือคนที่รักก็ไม่เข้าใจความไม่รักของคนอื่น คนจำนวนมากรักในคำขวัญ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เรามีจินตนาการความเป็นไทยไม่เหมือนกัน ผู้มีอายุได้รับการอบรมผ่านการศึกษาในโรงเรียนที่อธิบายถึงความยิ่งใหญ่ของคนเชื้อชาติไทยที่มีมานับพันปี แต่นักวิชาการและคนรุ่นใหม่ที่รับรู้ข่าวสารข้อมูลจากหลายทาง ขอเชื่อในหลักฐานทางประวัคิศาสตร์และโบราณคดี มากกว่าเชื่อในตำราที่สดุดีชาตินิยมโดยไม่ฟังใคร คำกล่าวของผู้ใหญ่ต่อเยาวชนในทำนองว่า ถ้าไม่รักชาติก็ไปอยู่ที่อื่น เป็นการแสดงออกของความรักชาติที่ไม่ถูกทาง ไม่ถูกกับหลักฐานและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ซึ่งย่อมมีความหลากหลายเป็นธรรมดา
สำหรับผู้ชุมนุมก็มีประเด็นน่าคิดคือ เราจะรักและเข้าใจคนที่รักใน “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” อย่างเต็มกำลังได้อย่างไร ความรัก ความศรัทธาบังคับกันไม่ได้ แม้มีความรักและศรัทธาต่างกันไป แต่ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ร่วมกันมิใช่หรือ
ข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกเป็นเรื่องยาก แต่การเรียกร้องให้จำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพล.อ. ประยุทธ์จะเป็นไปได้มากกว่าไหม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มีบัญญัติไว้ คือนายกรัฐมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วไม่เกินแปดปี หากนายกฯได้ทดลองใช้ยุทธศาสตร์ และยุทธการ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ครบแปดปี ได้ผลเท่าไรก็คงได้เท่านั้น เพราะความเจริญหรือความเสื่อมของประเทศมีเหตุปัจจัยมากมาย มิใช่แต่จะโทษหรือเยินยอคนคนเดียว เมื่อครบแปดปี ถึงเวลาที่จะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับยุคดิจิตัลให้มากขึ้นได้แล้ว คนรุ่นก่อนก็ควรเปลี่ยนบทบาทมาสนับสนุนคนรุ่นใหม่ มิใช่คอยจะสั่งสอนแต่อย่างเดียว
ที่ได้กล่าวมาเป็นทั้งการวินิจฉัยอาการและการเสนอแนะแนวทางที่เราจะชนะไปด้วยกัน คำถามคือว่าเรามีมรรควิธีอะไรดีที่จะชนะ ขอยอมรับว่าผมไม่มีคำตอบที่ดี อย่างไรก็ตาม คิดว่าน่าจะมีกลไกที่จะขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง คณะ คสช. ประกาศว่าจะสร้างความปรองดองมิใช่หรือ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) แต่มีสักกี่คนที่เห็นผลงานในเรื่องนี้ของ คสช. และ ป.ย.ป. หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อ ป.ย.ป. หรือได้ยินผ่าน ๆ เสียด้วยซ้ำ รัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ แต่เวลาผ่านไปนับเดือนแล้ว ไม่มีข่าวผลงานสักเท่าไร เอาเถอะ ถ้าไม่อยากให้ถูกปรามาส ก็ต้องเร่งทำผลงานมิใช่หรือ (อย่าเร่งแต่ประชาสัมพันธ์หรือปฏิบัติการ “ไอโอ” เพียงเท่านั้น)
จะยอมรับได้ไหมว่าเมื่อราชการจัดเวทีก็มักมีแต่พิธีการ มีการเอาใจนายก่อนเอาใจประชาชน ส่วนประชาชนจัดเวทีก็มักเล่นงานฝ่ายราชการ เวทีการถกแถลงเช่นนี้ถ้าจะจัดก็จัดกันต่อไปเถิด แต่อยากเห็นเวทีที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคม เช่น สมัชชาสุขภาพ หรือองค์กรกลางการเลือกตั้งที่ตั้งขึ้นหลายครั้งระหว่างปี 2535 – 39 โดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่เป็นระเบียบรองรับ “ความเป็นกลาง” ในการทำงาน ทั้งนี้ตามที่คุณหมอประเวศ วะสีได้ชี้แนวทางไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า กลไกที่เคยใช้มาแล้วและพอไปได้ จะนำมาใช้เพื่อให้สังคมการเมืองไทยโดยรวมคือผู้ชนะได้หรือไม่
โคทม อารียา

