‘บิ๊กตู่-พปชร.’ขายฝัน

ภาวะสังคมไทยภายใต้สถานการณ์ ณ วันนี้ ดูช่างเปราะบาง คนทุกกลุ่มสาขาอาชีพ ยกเว้นข้าราชการที่เงินเดือนออกเต็มๆ ตรงเป๊ะทุกสิ้นเดือน ต้องอยู่ภายใต้ความรู้สึกของความหวั่นไหวของเศรษฐกิจภาคครัวเรือน เกิดความไม่มั่นคงของรายได้ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเป็นคนตกงานในเมื่อไหร่

ช่างสอดคล้องกับโพลล่าสุดของสวนดุสิตโพล ที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ครอบครัวไทยในยุคโควิด-19” พบว่า ในยุคโควิด-19 ปัญหาครอบครัวที่พบมากที่สุด คือ มีปัญหาหนี้สิน 75.41% คนในครอบครัวตกงาน/ว่างงาน 69.96% ความเครียด/โรคซึมเศร้า 67.19% การทะเลาะเบาะแว้ง 36.02% และการเลิกรากัน/หย่าร้าง 30.30%

ปัญหาหนักอกเกี่ยวกับครอบครัว คือ รายรับไม่พอกับรายจ่าย/รายได้ลดลง ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น 44.27% วิตกกังวลเรื่องสุขภาพ กลัวติดโควิด-19 20.31% เรื่องการทำงาน ความมั่นคงในอาชีพ 11.11% มีปัญหาทะเลาะกันในครอบครัวมากขึ้น 9.20% และปัญหาด้านการศึกษาของบุตร-หลาน 7.64%

คงต้องยอมรับว่าภาวะเรื่องเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาหลักของคนไทย ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะมองเห็นปัญหาระดับจุลภาคนี้หรือไม่ และมีแนวทางในการแก้ไขทั้งในระดับประเทศและระดับครัวเรือนอย่างไร

เพราะครอบครัวนั้นเป็นหน่วยเริ่มต้นของสังคม ถ้าทุกครอบครัวอยู่ดีมีเงินใช้ก็ย่อมส่งผลให้ภาพรวมคุณภาพชีวิตของคนไทย แต่ภาวะเช่นนี้โพลได้สะท้อนภาพความจริงของสังคมออกมา

ยิ่งหันไปฟัง น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐว่า วันนี้ให้เลิกนั่งอ่านข่าว หันมามองและสัมผัสโลกความเป็นจริงกันบ้าง

ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาระบุว่า เศรษฐกิจปี 2563 ติดลบถึง 6.1% ต่ำสุดในรอบ 22 ปี คือ ความสำเร็จ และยังบอกว่าปีนี้เศรษฐกิจจะฟื้น 4% ซึ่งขัดกับความเป็นไปได้จริง การออกมาอ้างว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจีดีพีติดลบตามเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยเสียหายน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ ขณะที่หากฉายภาพไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน คือ เวียดนาม ซึ่งมีประชากรถึงเกือบ 96 ล้านคน และแม้ว่าปี 2563 เศรษฐกิจทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่เวียดนามเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีการเติบโตของจีดีพีถึง 2.91%

หันไปดูจีดีพีของเวียดนามในช่วงปี 2559-2563 เฉลี่ยอยู่ที่ 5.9% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2564 สดใส โดยองค์กรการเงินระหว่างประเทศต่างออกมาคาดการณ์ไว้ว่าจีดีพีจะเติบโตอยู่ที่ 6.5-7.0%

ในขณะที่คนของพรรคพลังประชารัฐ พยายามจะอ้างเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่นำมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน และพบว่าโครงการที่รัฐบาลภูมิใจหลายโครงการมีการทุจริตระหว่างทางมหาศาลและถูกขุดคุ้ยสู่สาธารณะ จนไม่รู้ว่าเงินไปตกที่กระเป๋าใครมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่าลืมว่า รัฐบาลนี้และรัฐบาลที่แล้ว ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามจะกู้เศรษฐกิจให้กลับคืนมา ต้องผ่านการเปลี่ยนมือเศรษฐกิจไปกี่คน โดยมีประชาชนเป็นหนูทดลองมานานถึง 7 ปี

พรรคพลังประชารัฐที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ผลักดันจน “บิ๊กตู่” ขึ้นมาเป็นนายกฯ ตอนนี้ก็ครบรอบ 2 ปีกับนโยบายที่ใช้หาเสียงเมื่อปี 2562 กระทั่งโลกโซเชียลมาทวงถามว่าได้ทำตามนโยบายอะไรไว้บ้าง เช่น การดูแลข้าวเจ้า 12,000 บาทขึ้นไปต่อตัน, ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทขึ้นไปต่อตัน, อ้อย 1,000 บาทขึ้นไปต่อตัน, ยางพารา 65 บาทขึ้นไป/กิโลกรัม, มันสำปะหลัง 3 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม และปาล์ม 5 บาท/กิโลกรัม การดันค่าแรงขั้นต่ำให้เป็น 400-425 บาท ปรับเงินเดือนระดับปริญญาตรีเป็น 20,000 บาท และระดับอาชีวศึกษาเป็น 18,000 บาท เด็กจบใหม่เสนอยกเว้นภาษี 5 ปี เสนอยกเว้นภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ 2 ปี ลดภาษี 10% บุคคลธรรมดา

ชะตากรรมคนไทยในวันนี้ต้องทนอยู่กับรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ขายฝันไปวันๆ

โกนจา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ปาหี่ รธน. …ลอยตัวอยู่ต่อ
บทความถัดไป‘บิ๊กมัธยม’ โวย ว23 ทำอัตราครูลด หวั่นกระทบคุณภาพการศึกษา