สถานีคิดเลขที่ 12 : ดราม่าที่ทำเนียบ
อาชีพนักข่าวเป็นอีกอาชีพที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ ออกไปสู่นอกประเทศด้วย คล้ายๆ งานของวงการบันเทิง เพราะเป็นงานที่ต้องสื่อสาร นำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์ ความคิดเห็นต่างๆ ของคนในสังคม
แต่ต่างกันชัดเจนตรงที่สื่อมวลชนต้องนำเสนอข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง ส่วนข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นดราม่าด้วยหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง
ดราม่าเหตุการณ์ข่าวที่ผู้คนพูดถึงมากตั้งแต่สัปดาห์ก่อนมาจนถึงสัปดาห์นี้เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นรัฐบาลกับนักข่าว
ตั้งแต่บิ๊กตู่ฉีดแอลกอฮอล์ใส่นักข่าว มาถึงบิ๊กป้อมตอบคำถามเรื่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคตนเองจบวิศวะ จุฬาฯ แล้วย้อนถามว่า นักข่าวจบราชภัฏหรือเปล่า
ทั้งสองเหตุการณ์นี้ สองบิ๊กต่างไม่ต้องการให้เป็นประเด็นดราม่า
บิ๊กตู่บอกว่าแค่หยอกนักข่าวเล่น เอาเป็นว่าขอโทษแล้วกัน ต่อไปนี้จะไม่หยอกล้ออีก ส่วนบิ๊กป้อมแก้ไขข้อความใหม่ว่า คนเราจบที่ไหนก็มีความสามารถด้วยกันทั้งนั้น
แน่นอนว่าหลังคำชี้แจงนี้ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตกค้างอยู่อีกพักหนึ่ง รวมถึงในแวดวงสื่อมวลชนเองที่ยังต้องทำงานกับรัฐบาลชุดนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะนักข่าวที่ประจำทำเนียบรัฐบาลที่อาจถูกเปรียบเทียบกับนักข่าวต่างประเทศ ในฐานะศูนย์กลางการบริหารประเทศที่เรื่องต่างๆ มีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก
กรณีนายกรัฐมนตรีฉีดแอลกอฮอล์ใส่นักข่าวทำเนียบและเป็นข่าวที่สื่อต่างประเทศนำไปรายงานต่ออย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะภาพวิดีโอที่เห็นอากัปกิริยาของคนเป็นผู้นำ
สื่อหลายสำนักจัดให้ข่าวนี้อยู่ในประเภทข่าวแปลก-Odd News หรือ Weird News เพราะแทบไม่เห็นว่าผู้นำประเทศคนอื่นๆ จะปฏิบัติ (หรือหยอกล้อ) ต่อนักข่าวแบบนี้
เทียบกับสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ แล้วมึนตึงปะทะวาจากับนักข่าวทำเนียบขาวหลายคนและหลายครั้ง แม้จะมีความเป็นดราม่า แต่ก็จัดอยู่ในข่าวการเมืองปกติ และมีเสียงวิจารณ์ตามมาอย่างกว้างขวาง
สำหรับสมาคมนักข่าวฯไทยไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ต่อข่าวนี้ที่ดังไปทั่วโลก มีเพียงการเผยแพร่ข้อมูลจากนักข่าวที่สรุปได้สั้นๆ ว่าฉีดสเปรย์ใส่นักข่าวเป็นเรื่องหยอกล้อแสดงความเป็นกันเอง และไม่มีใครได้รับผลกระทบจากสเปรย์
บทความดังกล่าวยังเผยเรื่องราวการทำหน้าที่ของนักข่าวประจำทำเนียบด้วยว่าต้องคอยจับอารมณ์ผู้นำด้วยว่าตอนนั้นวันนั้นเป็นอย่างไร ควรจะถามอะไรได้บ้าง
ปฏิกิริยาของคนอ่านบทความนี้มีทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจวัฒนธรรมที่ผู้น้อยต้องคอยปรับตัวและระดับความเกรงใจตามผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอำนาจสูงกว่า
แต่ประเด็นที่ดูจะคาใจที่สุดจากดราม่าที่ทำเนียบ ไม่ใช่เรื่องฉีดแอลกอฮอล์ แต่เป็นคำถามของผู้นำประเทศที่ย้อนถามนักข่าวว่าใครเอาข่าวนี้ไปเผยแพร่ (จนสื่อนอกเสนอกันครึกโครม)
คำถามนี้ไม่ใช่การหยอกล้อ แต่กำลังล้ำเส้นวิชาชีพสื่อซึ่งมีหน้าที่รายงานข่าวตามเหตุการณ์
สื่อไม่ได้มีหน้าที่เซฟผู้นำ ผู้นำต้องเซฟตัวเอง
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

