หน้าแรก คอลัมนิสต์ กลุ่มชาติพันธ...

กลุ่มชาติพันธุ์กับการวิกฤตในพม่า

19.03.21 | 13:05 น.
ภาพถนนหนทางในเมืองย่างกุ้งท่ามกลางการประกาศกฎอัยการศึก (ภาพจาก Tachileik News Channel)

นับถึงวันที่เขียนบทความนี้ (16 มีนาคม) มีประชาชนชาวพม่าที่ออกไปประท้วงต่อต้านรัฐประหารเสียชีวิตไปแล้วเกือบ 200 คน ผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นคนวัยหนุ่มสาว หลายคนเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย หลายคนกำลังจะเรียนจบ แต่ทุกคนล้วนมีความฝันร่วมกัน อยากเห็นสังคมพม่าที่เป็นประชาธิปไตย และเห็นการพัฒนาทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งล้วนมาจากรากฐานแบบประชาธิปไตย แม้จะเบ่งบานในช่วงสั้นๆ แต่คนพม่าก็ตอบรับกระแสประชาธิปไตยนี้อย่างดี และส่วนใหญ่มีฉันทามติว่าแม้ระบอบประชาธิปไตยแบบพม่าจะไม่เพอร์เฟกต์ แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการระบอบเผด็จการอีกต่อไปแล้ว แต่การต่อสู้กับเผด็จการทหารที่มีทั้งอำนาจและอาวุธครบมือไม่ใช่เรื่องง่าย การประท้วงและนัดหยุดงานภายใต้ขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement) หรือ “CDM” มีพลังมากกว่าที่เผด็จการคาด จึงได้ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วง และยังงัดกฎอัยการศึกมาใช้ในหลายพื้นที่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตถึง 63 รายที่ย่างกุ้งเพียงเมืองเดียว

สถานการณ์ที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ชี้ให้เห็นว่ากองทัพไม่ต้องการเจรจา และไม่ต้องการให้มีผู้ชุมนุมประท้วงเพื่อท้าทายอำนาจของตน เพราะต้องยอมรับว่าการประท้วงและขบวนการอารยะขัดขืน ที่รวมการนัดหยุดงานของข้าราชการ พนักงานบริษัท และผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ ทำให้กองทัพตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก พม่ากลายเป็น “รัฐล้มเหลว” (failed state) ไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย คำถามที่ตามมาคือความรุนแรงนี้จะจบลงได้อย่างไร กองทัพจะเข่นฆ่าประชาชนต่อไป? อาจจะมีมาตรการกดดันจากประชาคมโลกที่จะดำเนินคดีมิน อ่อง ลาย และพวกในฐานะอาชญากรสงคราม? หรือกลุ่มชาติพันธุ์จะส่งกองกำลังของตนมาช่วยรบกับกองทัพพม่า?

ปัจจุบันมีการพูดถึงบทบาทของประชาคมโลกที่อาจกดดันรัฐบาลทหารพม่าได้หลายทาง โดยเฉพาะหลักการความรับผิดชอบในการปกป้องประชาชน (Responsibility to Protect) หรือ R2P ที่สหประชาชาติได้เสนอมาตั้งแต่ปี 2005 อย่างไรก็ดี หลักการนี้ไม่ได้เน้นให้นานาชาติเข้าไปแทรกแซงในกิจการภายในของพม่า แต่เน้นที่การป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอาชญากรรมร้ายแรง 4 ประเภท ได้แก่ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์ เราเห็นความรุนแรงทั้ง 4 ประเภทในพม่าปัจจุบัน ผู้ที่มีอำนาจใช้หลักการ R2P ได้คือสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่โอกาสที่เราจะเห็นสหประชาชาตินำกองทัพของตนเข้าไปแทรกแซงเพื่อแก้ปัญหาในพม่าโดยตรงคงเป็นไปได้ยากมาก เมื่อหลักการ R2P ถูกนำมาปฏิบัติได้จริงยาก และประเทศในกลุ่มเสรีไม่สามารถช่วยประชาชนพม่าได้มากกว่าการประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจพม่าและขึ้นบัญชีดำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร แต่ในท้ายที่สุดผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งหมดก็จะตกอยู่กับประชาชนพม่า ไม่ใช่คนในกองทัพหรือชนชั้นสูงแต่อย่างใด

เมื่อการแทรกแซงจากภายนอกเป็นเรื่องยาก กองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Armed Organizations หรือ EAOs) จึงถูกพูดถึงมากขึ้น ในฐานะความหวังสุดท้าย กองกำลังเหล่านี้ต่อสู้กับกองทัพพม่ามาหลายสิบปี แม้จะไม่ได้มีอาวุธที่ทันสมัยที่สุด แต่มีทั้งอาวุธและทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม โดยเฉพาะ KNU ของกะเหรี่ยง และ NMSP ของมอญเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ออกแถลงการณ์ต่อต้านรัฐประหาร ประกาศจะยืนเคียงข้างประชาชน และสนับสนุนขบวนการอารยะขัดขืนอย่างเต็มที่ กลุ่มอื่นๆ ที่ออกมาแสดงพลังต่อต้านรัฐประหารยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศกับรัฐบาลพม่าภายใต้พรรค NLD มาตั้งแต่ปี 2015 ที่ออกแถลงการณ์ร่วมในนามคณะกรรมการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ (Peace Process Steering Team หรือ PPST) ท่าทีของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ยืนอยู่ข้างประชาชน แม้แต่กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนและไม่ได้ต้องการเข้าไปข้องเกี่ยวกับการเมืองภายในพม่าอย่างกลุ่ม KIO ของกะฉิ่น ก็ยังออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนสนับสนุนประชาชนที่ออกมาเดินขบวนประท้วง

ปรากฏการณ์ใหม่ที่เห็นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคือกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น KNU และ KNLA ออกมาอารักขาประชาชนในรัฐกะเหรี่ยงที่ออกมาชุมนุมต้านรัฐประหาร และยังเห็นทหารในกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ทำท่าชูสามนิ้ว และเข้าร่วมการชุมนุมด้วย ด้าน RCSS ซึ่งเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ของรัฐฉาน ภายใต้การนำของเจ้ายอดศึก ก็มีกองกำลังกองทัพรัฐฉาน-ใต้ อยู่ในมือ และมีกองกำลังหลายหมื่นนาย จริงอยู่ว่าเป้าหมายหลักของกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์คือการปกป้องพื้นที่และคนของตนเอง และที่ผ่านมาแทบไม่เคยเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในในพื้นที่ของชาวบะหม่า (พม่าแท้) หรือพูดง่ายๆ คือไม่เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกองทัพกับรัฐบาลพลเรือน นอกจากนี้ ธรรมชาติของกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่ายังไม่ไว้ใจการทำงานของรัฐบาล NLD ด้วย เพราะแท้จริงแล้ว บรรดาผู้นำพรรค NLD ก็คือชาวบะหม่า ที่ต้องการรักษาประโยชน์ของชาวบะหม่าไว้ให้มากที่สุด แต่ในปัจจุบัน กลุ่มชาติพันธุ์เล็งเห็นแล้วว่าศัตรูที่แท้จริงของประเทศไม่ใช่รัฐบาล NLD หากแต่เป็นกองทัพต่างหาก

Advertisement

อีกเหตุผลหนึ่งที่ผลักดันให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านรัฐประหารมากขึ้น เพราะตั้งแต่ปลายปี 2020 เกิดกรณีพิพาทระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายครั้ง โดยเฉพาะในรัฐกะเหรี่ยงตอนเหนือที่กองทัพเข้าไปสร้างถนนและขยายฐานที่มั่น จนทำให้ประชาชนกะเหรี่ยงในหลายหมู่บ้านต้องอพยพออกจากพื้นที่ กองกำลังกะเหรี่ยงมองว่านี่คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยของตน เกิดการปะทะกันหลายครั้ง และยังมีการปะทะในลักษณะเดียวกันในเขตของ KIO ในรัฐกะฉิ่นและรัฐฉานตอนเหนือด้วย แต่เดิมผู้เขียนไม่มั่นใจว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าจะรวมตัวกันเพื่อร่วมต่อต้านรัฐประหารและกองทัพพม่าได้สำเร็จ เพราะมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มย่อมต้องการรักษาฐานที่มั่นของตนเอง และยังมีความหวาดระแวงชาวบะหม่าเป็นทุนเดิม แต่มาถึงตอนนี้ ผู้เขียนเริ่มเชื่อว่าทางออกของวิกฤตในพม่ารอบนี้จะแก้ได้ก็ด้วยความร่วมมือของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น (ลืมเรื่องการเจรจา และลืมเรื่องบทบาทของอาเซียนไปได้เลย!)

หลายคนอาจจะมองข้ามไปถึงการเข้ามาของกองกำลังระหว่างประเทศ อย่างกองกำลังของนาโต้ ที่เคยเข้าไปปฏิบัติการในลิเบีย หลังได้รับไฟเขียวจากสหประชาชาติ และสนับสนุนกลุ่มกบฏที่ต่อต้านการปกครองของอดีตผู้นำ มูอัมมาร์ กัดดาฟี แต่เนื่องจากโลกตะวันตกมีผลประโยชน์ในพม่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับทรัพยากรในบ่อน้ำมันที่ลิเบีย ซึ่งเป็นบ่อน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา ดังนั้น การรอคอยให้สหประชาชาติและชาติมหาอำนาจให้นำกองกำลังเข้าไปแทรกแซงในพม่าจึงเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ วิกฤตในพม่ารอบนี้จะแก้ได้ด้วยการลุกฮือของประชาชนที่ต้องร่วมมือกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น

(อะเยด่อโบงอ่องย่ะหมี่ – การลุกฮือของประชาชนต้องชนะ!)

ลลิตา หาญวงษ์