หน้าแรก คอลัมนิสต์ โอ้ว่า อนิจจา...

โอ้ว่า อนิจจาข้าวไทย

19.03.21 | 13:15 น.

คงไม่ใช่การกล่าวเลยความจริงไปว่าข้าวและชาวนามีที่พิเศษอยู่ในใจของคนไทยทุกคน คนไทยภาคภูมิใจในข้าวไทย เราคิดว่าข้าวหอมมะลิของเราอร่อยที่สุดในโลก มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เราเป็นเจ้าโลกด้านการส่งออกข้าว

แต่ความเชื่อที่เคยเป็นความจริงนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว!

ในการประชุมระดมสมองเรื่อง อนาคตข้าวและชาวนาไทย เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสนับสนุนโดยแผนงานคนไทย 4.0 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่สนับสนุนทุนวิจัยให้

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิจัยกิตติคุณและอดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งท่านได้เปิดเผยความจริงที่น่ากังวลเกี่ยวกับอนาคตของข้าวและชาวนาไทยว่า ได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเวียดนามไปแล้ว

ดร.มีชัย เซี่ยงหลิว จาก สวทช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันเวียดนามได้ปลูกข้าวซึ่งมีความนุ่ม ผลผลิตสูง คุณภาพหุงต้มดี และยังสามารถขายได้ในราคาถูกกว่าไทย ซึ่งข้าวพันธุ์ใหม่ของเวียดนามนี้ เวียดนามเริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ.2553 และได้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จากเวอร์ชั่นที่ 1 ถึงเวอร์ชั่นที่ 25 แล้ว ข้าวพันธุ์ใหม่ของเวียดนามนี้เป็นการรวมจุดแข็งของข้าวญี่ปุ่น ข้าวบาสมาติ และข้าวหอมมะลิไว้ด้วยกัน ในขณะที่เรายังเดินหน้าขายข้าวหอมมะลิอยู่อย่างเดียว พูดแบบนักเลงพนันก็คือว่า ตอนนี้เราเล่นไพ่แค่ใบเดียว ถึงมีข้าวหอมปทุมมาเพิ่มก็สู้ข้าวหอมมะลิไม่ได้

Advertisement

คุณเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเปิดเผยว่า ประเทศไทยเคยส่งออกข้าวได้สูงสุดถึง 10 ล้านตัน หลังจากนั้น หากไม่นับการระบายข้าวเก่าจากโครงการประกันราคาข้าวซึ่งใช้เวลาระบายถึง 5 ปี จะเห็นได้ว่าใน 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ปริมาณส่งออกข้าวลดเหลือประมาณ 5 ล้านตันต่อปี และในปีนี้ก็ไม่น่าจะถึง 5 ล้านตันด้วยซ้ำ ทั้งนี้ จีนเข้ามาแย่งตลาดข้าวคุณภาพต่ำที่แอฟริกาไปแล้ว ส่วนเวียดนามก็มาแย่งตลาดข้าวนุ่มไปด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทยมาก

การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยไม่ได้เกิดจากการแข่งขันกับข้าวพันธุ์ใหม่ของเวียดนามเท่านั้น แต่เมื่อมองไปตลอดห่วงโซ่อุปทานของการผลิตข้าวไทยก็จะพบว่า ประเทศไทยมีต้นทุนแพงกว่าคู่แข่งที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่การสีข้าวซึ่งโรงสีของไทยมีกำลังการผลิตเกินกว่าปริมาณข้าวเปลือกทั้งประเทศจากนโยบายจำนำข้าวที่ทำให้รัฐบาลมีหนี้เป็นแสนล้าน เราเคยมีโรงสีขนาดเล็กที่ผลิตข้าวคุณภาพสูงสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche market) แต่เมื่อมีโครงการจำนำข้าว ชาวนาหันไปทำข้าวคุณภาพต่ำให้กับโรงสีใหญ่ โรงสีเล็กๆ เหล่านี้ก็เจ๊งไปหมด ในช่วงที่นโยบายจำนำข้าวดำเนินการอยู่นี้ ปรากฏว่าโรงสีใหญ่มีกำไรดีก็ขยายกำลังการผลิตกันยกใหญ่จนมีกำลังการผลิตสูงกว่า 3 เท่าของข้าวเปลือกที่ปลูกได้ในประเทศ มาในปัจจุบันเมื่อปริมาณข้าวเปลือกในแต่ละปีก็ยังลดลง ทำให้โรงสีใหญ่ทยอยปิดตัวลง ต้นทุนโรงสีไทยจึงสูงกว่าต้นทุนของเพื่อนบ้านโดยเปรียบเทียบซ้ำเติมลงไปอีก

ค่าขนส่งของการส่งออกของไทยก็มีราคาสูง เนื่องจากเราใช้การขนส่งทางถนนไม่ได้ใช้การขนส่งทางเรือหรือรถไฟที่มีต้นทุนต่ำกว่า ค่าบรรจุหีบห่อเราก็แพงกว่าเพื่อนบ้าน ตั้งแต่การแยกบรรจุถุงจากขนาด 50 กิโลกรัม มาเป็น 5 กิโลกรัม ก็สูงกว่าเวียดนามเกือบหนึ่งเท่า แถมเรายังต้องซื้อถุงจากเวียดนามและจีน แล้วก็ใส่ข้าวไทยไปแข่งกับประเทศเหล่านี้ สำหรับค่าขนส่งทางเรือไปต่างประเทศเราก็ไม่มีกองเรือและไม่มีคอนเทนเนอร์ของเราเอง ค่าเงินที่แข็งและไม่นิ่งก็เป็นอุปสรรคในการค้าขาย ทุกวันนี้ผู้ส่งออกไทยจะได้เงินจากการขายข้าวก็ต่อเมื่อ 45 วันผ่านไปแล้ว ปริมาณข้าวที่ลดลงก็ทำให้ต้นทุนในการส่งออกของพ่อค้าส่งออกแต่ละรายสูงขึ้น

คุณสุเทพ คงมาก อดีตนายกสมาคมชาวนาไทยเปิดเผยว่า งบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวมีแค่ปีละ 200 ล้านบาท ในขณะที่เรานำเงินงบประมาณจำนวน 2 แสนล้านบาท ไปใช้แจกกันแบบที่ไม่สร้างผลิตภาพการผลิต ในปัจจุบันไทยไม่สามารถทำข้าวอายุสั้นและใช้น้ำน้อยได้ พันธุ์ข้าวที่ได้รับรองแล้วสองปีก็ยังไม่มีเมล็ดพันธุ์มาแจกให้เกษตรกร กว่าข้าวพันธุ์ใหม่จะได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ได้จะใช้เวลาตั้ง 8 ปี ช่วง 8 ปีนั้นกฎระเบียบต่างๆ ก็มีมากมายทำให้ภาคเอกชนเข้าไม่ถึง ทำให้การพัฒนาพันธุ์ข้าวของเราช้ากว่าเวียดนาม

ที่เราปราชัยในโลกการค้าข้าวไม่ใช่เพราะชาวนาของเราไม่เก่ง ชาวนาไทยในปัจจุบันบางท่านก็สามารถผลิตข้าวได้ถึง 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ทั่วไปผลิตได้แค่ 3-500 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เราไม่ได้ใช้ชาวนาเหล่านี้มาเป็นผู้เผยแพร่เทคนิควิธี ในขณะที่หน่วยราชการก็ใช้วิธีฝึกอบรมโดยผู้มีข้อมูลแต่ไม่มีประสบการณ์ ความพ่ายแพ้ของเราเป็นการพ่ายแพ้ในเชิงยุทธศาสตร์ จากการนำที่ไปไม่ถูกทิศ การปฏิบัติไม่เหมาะสมกับพื้นที่ และใช้นโยบายอุดหนุนรายได้ที่ทำลายผลิตภาพการผลิตในระดับฐานราก ที่สำคัญก็คือ ข้าวและชาวนากลายเป็นสินค้าทางการเมืองเพื่อใช้เป็นหนทางเข้าสู่รัฐสภา และไปเป็นรัฐบาล สร้างระบบรัฐอุปถัมภ์ การลดแลกแจกแถมของรัฐแม้ว่าจะทำให้ชาวนาทั่วไปมีความสุขในระยะสั้น แต่มีผลต่อศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ทั้งนี้ ไม่ใช่ชาวนาไม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ความช่วยเหลือที่อยากได้นั้นเป็นความช่วยเหลือที่ทำให้ชาวนาไทยเก่งขึ้น มีความสามารถในการผลิตมากขึ้น มีกำไรมากขึ้น ปลดหนี้ได้ มีศักดิ์ศรี สามารถพึ่งตัวเองได้มากขึ้นไม่ใช่อาศัยรายได้อุดหนุนปีต่อปีจากรัฐ แต่ต้องเป็นรายได้ที่เกิดจากความมั่นคงในระบบผลิตที่เข้มแข็งและสามารถแข่งขันในระยะยาวได้ดีขึ้น

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติสรุปว่า “ผมคิดว่าอย่างไรก็ไม่เห็นอนาคต ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ยังไงก็แข่งไม่ได้” โครงการชาวนานิยม ทำให้พื้นที่ที่ไม่เคยทำก็หันมาทำนาเพราะมีรายได้แน่นอน แต่ไม่มีใครประกันได้ว่าระบบนี้จะยั่งยืนไปจนถึงเมื่อไหร่ เมื่อระบบนี้สิ้นสุดลงอนาคตของข้าวไทยก็ถึงกาลพินาศ

อนาคตของข้าวไทยขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างการผลิต แม้การค้าข้าวทั้งระบบตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ให้เตี้ย-สั้น-ดก-ดี อายุสั้น พื้นนุ่ม หลากสี การลดต้นทุนตลอดซัพพลายเชน ยกระดับมาตรฐานการผลิตของไทยให้เป็นสากล ปรับมายด์เซตที่มุ่งเน้นแต่การเพิ่มผลผลิต ซึ่งอาจจะทำให้ไทยติดลำดับโลก แล้วหันมามุ่งเน้นกำไรต่อหน่วยที่สูงขึ้น

ซึ่งหมายถึงอิสรภาพและความอยู่ดีกินดีของชาวนาไทย

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ