สถานการณ์วางเพลิง วางระเบิด ในพื้นที่ 17 จุด ของ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนอาจยังสร้างข้อคลางแคลงกังขา ว่าเป็นฝีมือใครและมีเป้าประสงค์อะไร
แต่ “คาร์บอมบ์” บริเวณหน้า “โรงแรม” มีความแจ่มชัด
แจ่มชัดว่า 1 เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านดอนรัก ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี แจ่มชัดว่า 1 เป็นระเบิดคาร์บอมบ์
ทั้งยังเป็น “คาร์บอมบ์” ที่มโฬหารที่สุดในรอบ 12 ปี
“แหล่งข่าว” จากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ระบุว่า คนร้ายประกอบระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังก๊าซขนาด 15 กิโลกรัม จำนวน 2 ถัง รวมน้ำหนักของวัตถุระเบิดทั้ง 2 ลูกไม่ต่ำกว่า 180 กิโลกรัม (โพสต์ทูเดย์, 25 สิงหาคม)
และยัง “ฟันธง” ด้วยว่า เป็นการประกอบระเบิดลักษณะเดียวกันกับที่เกิดขึ้นใน 7 จังหวัดก่อนหน้านี้ ต่างกันแค่ขนาดและความรุนแรง (กรุงเทพธุรกิจ, 25 สิงหาคม)
หาก 7 จังหวัดเป็น “สัญญาณ” ปัตตานีเท่ากับเป็น “คำตอบ”
มองผ่านกระบวนการในทาง “ยุทธวิธี” ก็พอจะมองเห็น “ลายเซ็น” ไม่ว่า 17 จุดใน 7 จังหวัด ไม่ว่าใน 4 จุดใน 1 จังหวัดคือ ปัตตานี
คำถามก็คือ “ยุทธวิธี” นี้เพื่อ “ยุทธศาสตร์” อะไร

ขอให้พิจารณาจากสถานการณ์อันเกิดขึ้นในตอนดึกของคืนวันที่ 23 สิงหาคม และต่อเนื่องมายังตอนเช้าของวันที่ 24 สิงหาคม
เริ่มต้น จากการระเบิดของห้องน้ำด้านนอกรั้วของผับเมื่อ 22.40 น.
จากนั้น ใน 23.15 น. ก็เป็นระเบิดประเภท “คาร์บอมบ์” ด้านหน้าของโรงแรม ใช้รถยนต์กระบะอีซูซุเป็นอุปกรณ์สำคัญ
ตามมาด้วยระเบิดที่ตลาดนัดบ่อทอง
จากการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ ลูกแรกเป็นเหมือนตัวล่อ เหมือนกับระเบิดลูกแรกที่บ่อทอง ตัวจริงของจริงอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงแรมมากกว่า
ความสลับซับซ้อนของ “ยุทธวิธี” คือ “รถยนต์”
หากฟังจากแถลงการณ์ไม่ว่าของโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่ว่าจากเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ รวมถึงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เป็นรถกระบะของโรงพยาบาลปะกาฮะรัง
“การที่นำรถพยาบาลมาก่อเหตุเพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ ถือว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายรับไม่ได้เพราะรถพยาบาลถือเป็นสัญลักษณ์การช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์กลับมาถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงนำมาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด”
เป็นการนำเอาทุก “รูปแบบ” ในทางยุทธวิถีเพื่อบรรลุ “ยุทธศาสตร์”
เมื่อนำเอาสถานการณ์ 17 จุด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนมาประสานและเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์คาร์บอมบ์ในปัตตานี
ถามว่ายังเป็นประเด็น “ประชามติ” อยู่หรือไม่
หรือว่าสถานการณ์ได้ผ่านเลยจากประชามติและจากร่างรัฐธรรมนูญไปแล้วโดยสมบูรณ์ หากแต่อยู่ที่การกดดันเพื่อแสดงสถานะมากกว่า
เป็นสถานะทาง “การทหาร” เพื่อเป้าหมายทาง “การเมือง”
คำตอบก็คือ ต้องการแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพอย่างเพียงพอที่จะก่อเหตุแห่งความไม่สงบ ไม่ว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
หรือพื้นที่อื่นๆ รูปธรรมก็คือ 7 จังหวัดตอนบน
ถามว่าปฏิบัติการสดๆ ร้อนๆ คาร์บอมบ์บริเวณโรงแรมเซาท์เทิร์น ปัตตานี เมื่อตอนดึกของวันที่ 23 ต่อเนื่องมายังเช้าวันที่ 24 สิงหาคม ยังอยู่ในกรอบแห่ง “โจรรับจ้าง” อยู่อีกหรือ
เป็นการก่อ “วินาศกรรม” ตามสำนวนของ “ทางการ” อย่างแน่นอน
แต่สามารถยอมรับได้หรือไม่ว่าเป็นการก่อวินาศกรรมอันอยู่ในพรมแดนแห่งกระบวนการ “ก่อการร้าย” อันมีเป้าหมายในทาง “การเมือง”
นั่นก็คือ รวมศูนย์ไปยัง “การเจรจา”
เท่ากับสะท้อนให้เห็นว่าภายในคู่แห่งการเจรจาหารือซึ่งกระทำมาระยะหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 นั้นไม่ได้มีอะไรคืบหน้า
ไม่ว่าใน “พื้นที่” ไม่ว่าใน “มาเลเซีย”
ประเด็นที่ พล.อ.อักษรา เกิดผล ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพจะต้องตระหนัก คือ “การยอมรับ”
1 การยอมรับสถานการณ์ตามความเป็นจริง และ 1 ซึ่งสำคัญก็คือ การยอมรับว่าคู่เจรจามิได้มีแต่คนที่งอก่องอขิง อะไรก็ได้ หากแต่ยังมีฝ่ายที่รุนแรง แข็งกร้าว และไม่ยอมพินอบพิเทา
กลุ่มหลังนี้ต่างหากที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ยิ่งขึ้น

