หน้าแรก คอลัมนิสต์ ชงลดรายจ่าย-ไ...

ชงลดรายจ่าย-ไม่เพิ่มหนี้ ปรับแผนจัดงบปี’65

23.03.21 | 13:00 น.

หมายเหตุ ความเห็นและข้อเสนอแนะของนักวิชาการ และฝ่ายการเมือง กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 จำนวน 3.1 ล้านล้านบาท ลดลงจากปี 2564 จำนวน 185,962.5 ล้านบาท หรือลดลง 5.66% โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กังวลว่าการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวที่งบการลงทุนน้อยกว่าเงินกู้จะทำให้ประเทศมีความเสี่ยง

เดชรัต สุขกำเนิด
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์

แนวทางการแก้ไขงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 รัฐบาลก็จะพยายามทำให้มีการลงทุนนอกงบประมาณ โดยใช้กองทุนต่างๆ ลงทุนแทน แต่จากเงื่อนไขที่กำหนดการทำแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้งบลงทุนต้องมากกว่างบขาดดุล เพราะการทำงบขาดทุนก็ต้องทำเพื่อนำไปลงทุน ไม่ใช่ขาดดุลเพื่อรายจ่ายประจำ เพราะฉะนั้นถ้าดูตามเงื่อนไขที่ทำได้คือการตัดงบรายจ่ายประจำลงมาอีก แต่คงจะเลี่ยงว่าตัดไม่ได้ เพราะต้องการกันเงินไว้จ่ายเป็นสวัสดิการหลายด้านให้กับประชาชน

แต่ในความเป็นจริงสวัสดิการที่จ่ายให้ประชาชนมีสัดส่วนน้อยกว่างบสวัสดิการของข้าราชการ และน้อยกว่าเงินเดือนหรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบราชการ ดังนั้น ตามหลักการก็คงต้องไปตัดรายจ่ายประจำลง เพราะการเพิ่มเงินลงทุนนอกงบประมาณก็ไม่อยู่ในงบ หรือถ้ายังอยู่ก็เป็นการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องอาจจะไม่คาดคิดมาก่อน เพียงแต่ว่ามีความเป็นไปได้ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอย แต่ภาครัฐไม่กล้าตัดสินใจตัดงบรายจ่ายประจำก็จะมีสภาวะนี้เช่นนี้เกิดขึ้น

Advertisement

ที่ผ่านมางบรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยรวมกับเงินบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ จะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ แต่พยายามจะพูดว่าจะไม่ลดสวัสดิการของประชาชน และในระยะยาวก็ควรแยกหมวดงบประมาณระหว่างงบที่เป็นค่าใช้จ่ายของข้าราชการกับงบที่จ่ายสวัสดิการที่จ่ายให้ประชาชน แต่ขณะนี้ยังเป็นงบก้อนเดียวกัน จึงไม่ทราบว่าตัวเลขงบของข้าราชการและสวัสดิการของประชาชนมีมากน้อยแค่ไหน

ขณะนี้ภาครัฐสามารถพิจารณาลดรายจ่ายประจำลงได้อีก เช่น การเกณฑ์ทหารอาจจะลดลงได้ เพราะในระยะ 2-3 ปี แน่นอนว่าคงไม่เกิดสงคราม และการเกณฑ์ทหารเข้ามายังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์โควิด-19 หรืองบการจัดซื้ออาวุธก็คงลดลงได้ รวมทั้งสวัสดิการของข้าราชการก็อาจจะชะลอไว้ก่อนบางส่วนแล้วสร้างหลักเกณฑ์ให้ไปรับเพิ่มได้ในอนาคต หากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว เพราะหากการทำงบประมาณรายปียังติดกับดักกับงบรายจ่ายประจำที่มีมากกว่างบลงทุนก็จะทำให้โอกาสในอนาคตจากการ
กระตุ้นเศรษฐกิจจะมีน้อยลง เพราะการตั้งหลักเกณฑ์นี้จากการทำงบขาดดุลก็ควรทำให้การใช้งบมีผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากงบลงทุน

สำหรับสาเหตุที่ภาครัฐไม่ได้พยายามลดรายจ่ายประจำลงมา เพราะยังไม่ได้เผยตัวเลขงบที่เจาะลงไปในรายละเอียดของแต่ละงบทั้งสวัสดิการข้าราชการ เพื่อให้ดูว่าจะตัด จะปรับลดตรงไหนได้บ้าง สำหรับผู้ที่แนะนำให้เร่งปรับลดก็พูดได้แต่เพียงหลักการ ส่วนหน่วยงานภาครัฐก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอแผนเพื่อปรับลดเม็ดเงินสวัสดิการของตัวเอง ขณะที่การปรับลดจำนวนข้าราชการหรือการปฏิรูประบบที่เคยมีเสียงเรียกร้องนานหลายปีก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จ

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล
คณะกรรมการการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.)
ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง
พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564

การจัดงบประมาณปี 2565 อย่างไรเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศนั้น การจัดงบประมาณในปี’65 เป็นการจัดงบประมาณแบบถดถอย จัดงบประมาณแบบขาดดุลไปเรื่อยๆ ทำให้งบประมาณจะถูกตัดจำนวนมาก มากจนหน่วยงานต่างๆ ทำงานได้ยาก ระบบต่างๆ ในการทำงานของประเทศเกือบเป็นอัมพาตเลยก็ว่าได้ เพราะเราจะไม่มีเงินทำงานเลย ดังนั้น โครงการต่างๆ ที่ตั้งไว้จะต้องถูกตัดจำนวนมาก นี่คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระบบงบประเทศไทย ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ รัฐบาลต้องตัดใจเอาโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกให้หมด แต่เท่าที่ดูแล้ว งบประมาณกระทรวงกลาโหมกลับมากเท่าเดิม และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่ควรจะจัดงบประมาณมากระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือเรื่องความเป็นอยู่ และปากท้องของพี่น้องประชาชนในประเทศ

ปี’65 จะเป็นปีที่มีความยากลำบากมากที่สุด เพราะงบประมาณของรัฐติดลบ ขณะที่ภาคเอกชนเองก็ไม่มีเงินลงทุนเนื่องจากพิษของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซ้ำร้ายไปอีกคือการที่รัฐบาลเองบริหารงบผิดพลาดจนต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น และแม้จะกู้เงินเพิ่มขึ้นจากเดิม 5 แสนล้านบาท เป็น 7 แสนล้านบาทอีก ก็ยังไม่พอทำให้งบประมาณติดลบไปอีก ทำให้เงินในระบบหายไปจำนวนมาก ทั้งนี้ ทางแก้ปัญหาคือ ต้องเปลี่ยนแนวทางการใช้จ่ายเงินของรัฐ ไม่ใช่เอาเงินมาแจกๆ แต่ต้องไปกระตุ้นที่ธุรกิจขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ภาคเกษตร และกระตุ้นการจ้างงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วันนี้ทุกคนจนลงเพราะการบริหารงานที่ไม่เป็นของรัฐบาล รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์ในการจัดงบประมาณเลย และตรงนี้ที่ทำให้เงินในประเทศไทยไม่พอใช้

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

จากกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มีข้อกังวลถึงการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2565 ของรัฐบาล ที่กำหนดงบลงทุนน้อยกว่าเงินกู้นั้น ถือว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ แต่เข้าใจได้ เพราะในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้รัฐจะต้องนำเงินมาบริหารเศรษฐกิจและเตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อน เนื่องจากตอนนี้ยังพบการแพร่ระบาดอีกหลายสายพันธุ์ที่ยังไม่เข้าไทย จึงต้องเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าก่อน อีกทั้งเรื่องการลงทุนยังสามารถบริหารได้อีกหลายปี ไม่จำเป็นว่าต้องลงทุนทีเดียวในปีนั้นๆ ซึ่งอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ต้องดูควบคู่กันไปคือผลตอบแทนด้านการลงทุน โครงการไหนที่ประเมินแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีรายได้สูงต้องดำเนินการโครงการนั้นก่อน เรื่องการลงทุนไม่ควรมองเป็นปีต่อปี ต้องมีการประเมินในระยะยาว แม้ตอนนี้ไทยยังขาดดุลอย่างต่อเนื่อง หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3-4% แต่ยังสามารถยืดหยุ่นได้และเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากตอนนี้หนี้สาธารณะของไทยยังไม่เกินเพดานหนี้ 60% ต่างจากประเทศอื่นที่มีการกู้เงินเกินเพดานหนี้ไปแล้ว อาทิ อิตาลี มีการกู้เงินสูงกว่าเพดานหนี้ 150% และญี่ปุ่น มีการ
กู้เงินสูงกว่าเพดานหนี้ 300% เป็นต้น

สถานการณ์ในปัจจุบันส่งผลให้งบประมาณในการลงทุนมีข้อจำกัดมาก ดังนั้น รัฐบาลต้องหันมาส่งเสริมในด้านอื่นๆ อาทิ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เรื่องนี้ไทยยังเป็นรองประเทศเพื่อนบ้านมาก หากรัฐบาลนำงบประมาณมาสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และประชาชนได้เห็นก็จะลดปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสของการใช้งบประมาณได้ มองว่าการก่อหนี้ควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การวางแผนที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากในภาวะเช่นนี้

สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ การป้องกันไม่ให้หนี้ขยายตัว บานปลาย หรือกระทบกับการขาดดุลของประเทศ และการเฝ้าระวังภาวะเงินเฟ้อที่ตอนนี้นักวิชาการหลายสำนักยังมองไปทิศทางเดียวกันว่ายังไม่ขึ้นถาวร แต่ต้องระวังดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น สิ่งที่ต้องพึงระวังคือต้องมีการโปร่งใสในการกู้และการบริหารงบประมาณ ที่สำคัญต้องหาเงินมาใช้คืนเงินที่กู้มาให้ได้ด้วย นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐต้องเร่งดำเนินการคือการส่งเสริมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน นำมาใช้ในการลงทุน รวมทั้งต้องกระตุ้นให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเป็นการจูงใจนักลงทุนเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ส่วนประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าหมายผลักดันตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ในปี 2564 เป็น 4% นั้น มองว่ามีความเป็นไปได้ แต่รัฐบาลต้องทำการบ้านหนักขึ้น เพราะมาตรการที่ออกมาตอนนี้ อาทิ โครงการคนละครึ่ง เราชนะ และเราเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น ล้วนแต่เป็นโครงการที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไม่มาก แต่เป็นมาตรการที่ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวมากขึ้นเท่านั้น แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเหล่านี้ออกมาอุดรูรั่วแต่หลังจากการเกิดการแพร่ระบาดของ
โควิด-19 ยิ่งทำให้เห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำมากขึ้น

หากรัฐบริหารไม่ดี นอกจากจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว อาจยิ่งเป็นตัวกระตุ้นทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้รัฐต้องระวังเป็นพิเศษ หรือแม้ว่าในปี 2564 จีดีพีไทยจะสามารถเติบโตได้ 4% แต่ก็ยังไม่พอ เพราะยังเติบโตต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนอยู่ดี เนื่องจากไทยปรับตัวกับสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ไม่ทัน การผลักดันเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐจะต้องเร่งดำเนินการต่อไป