หน้าแรก คอลัมนิสต์ การปรับปรุงคุ...

การปรับปรุงคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือช่วยเหลือกัน

23.03.21 | 13:35 น.

เราต้องยอมรับกันว่าคุณภาพการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของพลเมืองทุกคน โดยการลงทุนในมนุษย์ที่คุ้มค่าที่สุดคือ การลงทุนในระบบการศึกษา จากการติดตามข่าวสารจากสื่อมวลชนเมื่อต้นเดือนมกราคม 2564 มีคำถามว่าปฏิรูปการศึกษาไทยขับเคลื่อนไปถึงไหน? เนื้อข่าวมีว่า ประเดิมปีใหม่กับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อีกภาคส่วนหนึ่งที่ต้องติงหน่วยงานรัฐบาลที่ยังล่าช้าในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง คือภาคการศึกษา ตั้งแต่หลังรัฐประหารยกเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาขึ้นมา แต่ถึงวันนี้มีผลสัมฤทธิ์ก็ยังไม่เป็นอย่างที่ประกาศไว้ โดยเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา มีข้อมูลจากการสัมมนาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่เมื่องานวิจัยออกมารับรู้แล้วน่าตกใจมากว่า “การศึกษาไทยลงทุนมากแต่คุณภาพยังไม่ถึงเป้าหมาย” โดยระบุว่า “กว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณแผ่นดินถูกนำมาใช้ด้านการศึกษาสูงสุดมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีแผนปฏิรูปการศึกษา ปี 2542” แต่ผลลัพธ์ต่อผู้เรียนยังไม่น่าพอใจ เมื่อพิจารณาคะแนนโอเน็ตและโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ PISA พบว่าทักษะการอ่านและการคิดวิเคราะห์ของเด็กไทยต่ำกว่าระดับนานาชาติ รั้งท้ายต่อเนื่องและเห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทั้งด้านโอกาสและคุณภาพของผู้เรียน

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิเคราะห์ผลการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล คสช. โดยนักการศึกษาจากคณะที่มีชื่อเสียงสองท่าน และบุคคลภายนอกอีกสามท่าน มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่มีความก้าวหน้าเลย ให้คะแนนเพียง 3 จาก 10 เท่านั้น ปัญหาจริงในโรงเรียนเป็นอย่างไรและอยู่ตรงไหน พอประมวลได้เฉพาะรายการที่สำคัญ เช่น

1.ปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยตกต่ำมาก ตั้งแต่มีการยกเลิกการสอบ ม.6 หรือ ม.ศ.5เดิม โดยใช้ข้อสอบกลางของกระทรวงศึกษาธิการทั่วประเทศ (วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ) ซึ่งก่อนหน้านั้นแต่ละปีจะมีนักเรียนสอบได้ประมาณปีละ 60% เท่านั้น นักเรียนที่สอบไล่ได้ชั้น ม.6 สมัยนั้นจึงมีคุณภาพคับแก้ว ทำให้โรงเรียนต่างๆ ต้องเร่งพัฒนาการสอนของตนเองตลอดเวลา ที่สำคัญคือข้อสอบ ม.6 หรือ ม.ศ.5 ของกระทรวงในสมัยนั้นเป็นข้อสอบอัตนัยทั้งหมด เพราะฉะนั้นนักเรียนที่มีความรู้ไม่ดีพอและคิดวิเคราะห์ไม่เป็นจึงสอบไม่ผ่านเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเปลี่ยนมาให้โรงเรียนประเมินผลเอง ทำให้มีนักเรียนสอบได้ 100% โรงเรียนก็ไม่ต้องกระตือรือร้นพัฒนาการสอนแต่อย่างใด เพราะนักเรียนสอบได้ยกชั้นทุกปีอยู่แล้ว คุณภาพจึงตกต่ำ

2.นอกจากปล่อยให้โรงเรียนประเมินผลการเรียนเองแล้ว ยังมีการส่งเสริมให้โรงเรียนใช้ข้อสอบแบบเลือกคำตอบ (Multiple choices) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ข้อสอบปรนัย” ข้อสอบแบบนี้คือตัวทำลายคุณภาพการศึกษาไทยให้ตกต่ำอย่างถึงที่สุด เพราะนักเรียนสามารถทำข้อสอบด้วยการเดาตลอดเวลา ประกอบกับนโยบายแฝงที่ไม่ต้องการให้มีนักเรียนตกซ้ำชั้น โดยให้นักเรียนสอบแก้ตัวใหม่ หรือทำรายงานประกอบ ระยะแรกคุณครูก็ให้สอบแก้ตัวกันจริงๆ นักเรียนบางคนก็ต้องแก้ตัวกันหลายครั้งจนจบ ซึ่งช้ากว่าเพื่อนๆ บ้าง แต่ปัจจุบันทำพอเป็นพิธี สุดท้ายก็สอบผ่านโดยไม่ยาก จึงเกิดเป็นระบบการศึกษาแบบเป็ดไล่ทุ่ง คือครูก็ต้อนนักเรียนให้ผ่านทุ่งผ่านดอนไปเรื่อยๆ ส่วนนักเรียนจะมีความรู้ติดตัวไปมากน้อยแค่ไหนก็สุดแต่บุญนำกรรมแต่ง ผลจากการใช้ข้อสอบแบบเลือกตอบและการประเมินผลแบบผ่อนปรนนี้ ได้ปลูกฝังนิสัย
ไม่ดีให้นักเรียนส่วนใหญ่จนเกิดเป็นนิสัยประจำตัว ไม่เอาใจใส่ในการศึกษาเล่าเรียน ผู้ปกครองก็ไม่ต้องสนใจเพราะคิดว่าอย่างไรโรงเรียนก็ต้องให้สอบผ่านอยู่แล้ว จึงทำให้คุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำมาตลอด

3.การยกเลิกสอบอ่านไทย เขียนตามคำบอก เรียงความ ย่อความ และคิดเลขในใจ ทำให้โรงเรียนและคุณครูปล่อยปละละเลยจนนักเรียนอ่านเขียนไม่คล่อง คิดเลขไม่เป็นเพราะจำสูตรไม่ได้ แต่ก็เลื่อนชั้นไปได้ ตามระบบการประเมินผลในข้อ 2

Advertisement

4.การรับนักเรียนเข้าใหม่ โรงเรียนไม่ค่อยมีการทดสอบความรู้เดิมของนักเรียนอย่างจริงจัง ทำให้ไม่มีการจัดกลุ่มนักเรียนตามความรู้ที่ติดตัวมา และไม่ให้ความสำคัญการสอนปรับพื้นฐานให้นักเรียนที่เรียนอ่อนเท่าที่ควร โรงเรียนส่วนใหญ่จะคัดเฉพาะนักเรียนที่มีความรู้เดิมดีไว้เพียงหนึ่งหรือสองห้อง เป็นนักเรียนห้องคิง ห้องควีน นอกนั้นก็คละกันไปโดยไม่แยกความแตกต่างและไม่มีการแยกการสอน ซ่อม เสริม ให้นักเรียนที่เรียนอ่อนได้ทันเพื่อน
5.เรื่องครู มีปัญหาสำคัญที่คนเรียนเก่งไม่สนใจเรียนวิชาครู ประกอบกับมีสถาบันผลิตครูจำนวนมาก ทำให้นักเรียนสอบ ม.6 แต่เรียนไม่ค่อยเก่งส่วนมากจะมีโอกาสเข้าเรียนในสถาบันผลิตครู นักเรียนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถเรียนในสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ทำให้โรงเรียนขาดครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จนต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสาขาดังกล่าวแต่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูสามารถสมัครเป็นครูผู้ช่วยได้

และเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ที่โรงแรมทวินโลตัส นครศรีธรรมราช สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับมูลนิธิหนึ่ง จัดอบรมสัมมนาผู้บริหารโรงเรียน 107 แห่ง ภายใต้หัวข้อ “การเตรียมคนไทยเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน” โดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเป็นประธาน โดยกล่าวว่า ในยุคเปลี่ยนผ่านนี้รัฐบาลได้จัดทำแผนปฏิรูปประเทศที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มี 13 ด้าน โดยรัฐบาลได้ประกาศว่า การปฏิรูปที่สำคัญที่สุด หากทำไม่สำเร็จประเทศไทยล้มเหลวนั้นก็คือ การปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปตำรวจ สิ่งที่รัฐบาลเร่งรัดปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมๆ กัน 7 ด้านคือ 1.แก้ปัญหาที่เด็ก 2.แก้ปัญหาที่ครู 3.แก้ปัญหาที่ตัวโรงเรียน 4.แก้ปัญหาหลักสูตร 5.ตำราเรียน 6.แก้ปัญหาในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษา และ 7.แก้ปัญหาเรื่องการทดสอบและประเมินผล ที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษาล้มเหลว เพราะไม่ได้แก้ทั้ง 7 เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน จึงต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทำให้การศึกษาไทยอ่อนแอในทุกเรื่อง ทุกฝ่าย และทุกระดับ นอกจากนั้นความผิวเผินไม่เอาจริงเอาจังก็ยังครอบงำการศึกษาไทยอย่างมาก ไม่มีใครประเมินได้จริงจังว่าเด็กจบระดับนี้แล้วจะมีความรู้จริงแค่ไหน เด็กที่จบการศึกษาทำอะไรไม่เป็น หยิบโหย่ง เรียกร้องความสะดวกสบาย เรียกร้องในสิ่งที่ไม่ลงทุน ไม่สู้งาน ไม่อดทน ฯลฯ เป็นความไม่เอาไหนของการศึกษาไทยตามที่นักวิชาการด้านการศึกษาได้ระบุไว้

เพื่อเป็นการเน้นย้ำว่า การปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของไทยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือช่วยเหลือกันตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2553 ในมาตรา 8(2) หลักการจัดการศึกษา ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและมาตรา 9(6) การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลักการมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น เช่น ทหาร ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเป็นองค์กรวิชาชีพหนึ่งที่กฎหมายกำหนดให้มีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นในการจัดการศึกษาเพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษาไทยได้ ผู้เขียนมีความเป็นห่วงจึงได้ทำวิจัยเรื่อง “ทัศนคติของผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นนายทหารบกระดับกลาง ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาของไทย”

โดยใช้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม 92 คำถาม จากนายทหารนักเรียนหลักสูตรวิทยาลัยการทัพบก และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประจำปีการศึกษา 2562 จำนวน 400 คน ที่มีชั้นยศตั้งแต่พันตรีถึงพันเอก (พิเศษ) ที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนายทหารชั้นยศนี้เพราะว่า

1.นายทหารกลุ่มนี้เคยเป็นนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) ที่เรียนเก่งและประพฤติดี จึงสามารถสอบแข่งขันเข้าเรียนจากผู้สมัครทั่วประเทศหลายหมื่นคน รับเข้าศึกษาปีละประมาณ 350 คน จึงมีประสบการณ์ในการเรียนของตนเองตั้งแต่ขั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา สามารถสะท้อนปัญหาคุณภาพการศึกษาของไทยได้ ส่วนการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยของเหล่าทัพ ใช้ระบบสอบ ได้-ตก และการวัดผลใช้อัตนัยเป็นหลัก

2.นายทหารกลุ่มนี้ปัจจุบันเป็นผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน ญาติ ฯลฯ เข้าศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาต่างๆ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับอุดมศึกษา จึงคุ้นเคยและสัมผัสกับระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา

3.นายทหารกลุ่มนี้ปัจจุบันเป็นผู้บังคับบัญชาของกำลังพลที่เป็นพลทหาร พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ นักเรียนทหาร นายทหารชั้นประทวน และนายทหารชั้นสัญญาบัตรระดับต้น ซึ่งเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาไทย ซึ่งจบการศึกษามาจากหลากหลายสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพการศึกษาต่างๆ กันจำนวนมาก สามารถสะท้อนปัญหาผลผลิตที่เกิดจากสถาบันการศึกษาของรัฐในระดับต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

4.นายทหารทุกคนในกองทัพนอกจากจะเป็นผู้บังคับหน่วยทหาร ฝ่ายเสนาธิการหรือฝ่ายอำนวยการแล้ว ยังต้องเป็นครูทหาร ที่ต้องสั่งสอนอบรมทหารระดับต่างๆ ได้ การเป็นครูทหารกับข้าราชการครูของกระทรวงศึกษาธิการก็มีภาระงานในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อผลผลิต คือคุณภาพการศึกษาของผู้เข้ารับการศึกษาไม่แตกต่างกัน จึงสามารถสะท้อนปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาของไทยได้

โดยผู้เขียนได้ทบทวนวรรณกรรมจากตำรา บทความ ฯลฯ จากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษา พบว่ามีปัจจัยภายนอกสำคัญ 4 ประการ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาของไทย ได้แก่ 1.ระบบการประเมินผล โดยพิจารณาจากการสอบได้-ตก ซ้ำชั้น การจัดทำแฟ้มสะสม และการใช้แบบทดสอบด้วยอัตนัยเป็นหลัก 2.ระบบการปรับพฤติกรรม โดยพิจารณาจากการปรับโดยครู การปรับโดยสังคม และการใช้หลัก
ธรรมาภิบาล 3.ระบบการส่งเสริมการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากการจัดบทบาทของครู การจัดให้มีรางวัล การจัดบทบาทของผู้ปกครอง และการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 4.ระบบการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยพิจารณาจากการท่องสูตรคูณถึงแม่ 12 และการคิดเลขในใจ, การจัดกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด, การอ่านเอาเรื่อง, การให้ใช้ห้องสมุด การใช้ติวเตอร์สอนนอกเวลา และการทำการบ้าน

ปรากฏผลการวิจัยว่า ทุกองค์ประกอบมีค่าเฉลี่ยจัดอยู่ในระดับความสำคัญมาก เว้นการจัดบทบาทของผู้ปกครอง มีระดับความสำคัญมากที่สุด และการจัดทำแฟ้มสะสมงาน (ทำรายงานเพื่อให้ผ่านการประเมินผล) มีระดับความสำคัญปานกลาง ความหมายคือสมควรยกเลิกไป และจากผลการวิเคราะห์สมการโครงสร้างด้วยสถิติชั้นสูงจากโปรแกรมลิสเรล (Lisrel) ได้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาของไทยเรียงลำดับ ได้แก่ 1.ระบบการปรับพฤติกรรม 2.ระบบการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 3.ระบบการประเมินผล และ 4.ระบบส่งเสริมการเรียนรู้

โดยได้สรุปในบทคัดย่อเพื่อภาครัฐ (กระทรวงศึกษาธิการ) ต้องเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้ดีขึ้นอย่างได้ผล ด้วยการนำวิธีการเดิมในอดีตที่ใช้ได้ผลดีและยกเลิกไป หรือให้ความสำคัญน้อย ต้องนำกลับมาใช้อีก ที่สำคัญ เช่น การใช้หลักธรรมาภิบาลในทุกระบบ การสร้างวินัยและความรับผิดชอบ การสอบได้-ตก ซ้ำชั้น การใช้แบบทดสอบด้วยข้อสอบอัตนัยเป็นหลัก ยกเลิกการทำแฟ้มสะสมงาน การใช้ไม้เรียวเพื่อควบคุมความประพฤตินักเรียน (ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองผ่านระบบนี้มาทุกคน) การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ไอโฟน ไอแพด ฯลฯ ในห้องเรียนโดยเด็ดขาด การเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม การเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย ฯลฯ และการดำเนินการอื่นๆ ตามที่ปรากฏในผลวิจัยและดำเนินการอย่างจริงจังในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ได้ส่งผลงานวิจัยนี้ไปให้วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยการทัพบก และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ได้ใช้ประโยชน์ตามแต่จะพิจารณาเห็นสมควร และเผยแพร่ในวารสารสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย โดยได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้

1.ด้านระบบการปรับพฤติกรรม

1.1 การใช้หลักธรรมาภิบาลต้องนำเข้ามาใช้ในทุกสถาบันการศึกษา โดยเน้นตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงปริญญาตรี ทั้งของรัฐและเอกชนอย่างจริงจัง ให้มีหลักความรับผิดชอบของครู โรงเรียน ผู้ปกครอง และตัวนักเรียนไปด้วยกัน เพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นคนประพฤติดีและคนเก่ง นำระบบการฝึกวินัยที่เข้มงวดเข้ามาใช้ และออกกฎระเบียบใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย

1.2 การปรับโดยสังคม ต้องยกย่องนักเรียนที่มีผลการเรียนดีและประพฤติดีให้สังคมรับรู้ รัฐต้องกำหนดมาตรการบังคับที่เหมาะสมให้กับครู

1.3 การปรับโดยครู ต้องนำระบบการตีด้วยไม้เรียวนำกลับมาใช้อีกเพื่อให้นักเรียนเคารพและยำเกรงครู ให้ครูมีอิทธิพลเหนือตัวนักเรียน เป็นการสร้างวินัยและควบคุมความประพฤติของนักเรียนด้วย

2.ด้านระบบการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

2.1 กำหนดให้ทุกโรงเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษารื้อฟื้นการท่องสูตรคูณถึงแม่ 12 และการคิดเลขเร็วในใจ

2.2 กำหนดวิชาอ่านเอาเรื่อง การคัดไทย การเขียนตามคำบอก ในระดับประถมและมัธยมศึกษาขึ้นมาใช้ใหม่

2.3 การใช้ห้องสมุดต้องบังคับให้นักเรียนทุกคนเข้าห้องสมุดทุกวัน หรือสัปดาห์ละ 1-2 วัน และมีรายงานการใช้ห้องสมุดให้ครูตรวจ

2.4 การจัดกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด เพื่อสร้างวินัยและความรับผิดชอบ ต้องส่งเสริมสนับสนุนและเข้มงวด จริงจังในการฝึกสอนและรื้อฟื้นกิจกรรมลูกเสือชาวบ้านให้มีความเข้มแข็งด้วย

2.5 การทำการบ้านมีพอสมควร ไม่มากนัก ให้ใช้ระบบใบสั่งงาน งดเว้นการสั่งงานทางไลน์ และครูต้องตรวจการบ้านและมีมาตรการป้องกันการลอกการบ้านได้

2.6 การใช้ติวเตอร์ (ครูหรือนักเรียนที่เก่ง) ช่วยสอนนอกเวลา และผู้แทนศาสนาอบรมความประพฤติให้กับนักเรียนตามความเหมาะสมในทุกสัปดาห์

3.ด้านระบบการประเมินผล

3.1 ให้เปลี่ยนระบบการวัดผลมาใช้อัตนัยเป็นหลัก 70% ระบบปรนัย 30% จะทำให้ผลการศึกษาดีขึ้นอย่างแน่นอน

3.2 ให้นำระบบการสอบได้-ตก ซ้ำชั้น กลับมาใช้ใหม่โดยจัดให้มีการสอบซ่อมเพื่อแก้ตัวอย่างน้อย 1-2 ครั้ง จะทำให้ผลการศึกษาดีขึ้นอย่างแน่นอน

3.3 ยกเลิกการจัดทำแฟ้มสะสมงาน หรือทำรายงานเพื่อให้ผ่านการทดสอบ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลการศึกษาล่มสลายในอนาคต

4.ในด้านระบบส่งเสริมการเรียนรู้

4.1 การจัดบทบาทของผู้ปกครอง ต้องขอความร่วมมือกับผู้ปกครองให้สนใจการเรียนและความประพฤติของนักเรียน มิฉะนั้นจะสอบตก ไม่ได้เลื่อนชั้น เกิดความอับอายให้สังคมลงโทษ

4.2 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องห้ามเด็ดขาด ไม่ให้ใช้สมาร์ทโฟน ฯลฯ ในระหว่างการศึกษาในห้องเรียนด้วยการเก็บอุปกรณ์ดังกล่าว และเข้มงวดลงโทษอย่างจริงจังเหมือนประเทศฝรั่งเศส มิเช่นนั้นนักเรียนจะไม่มีสมาธิในการเรียน

4.3 การจัดให้มีรางวัล ต้องมีทุนการศึกษา ยกย่องนักเรียนที่เรียนดี ประพฤติดี ขอความร่วมมือกับสมาคมศิษย์เก่า และสร้างแรงจูงใจที่ดีให้กับนักเรียน

4.4 การจัดบทบาทของครู รัฐต้องยกย่องวิชาชีพครูและรายได้ให้ทัดเทียมวิชาชีพระดับสูงเช่นแพทย์ เพราะสอนคนให้เป็นคนเก่งและคนดี ให้ครูทำหน้าที่การสอนอย่างเดียว งานทางธุรการต้องจัดเจ้าหน้าที่อื่นมาทำแทน และการประเมินผลครู ต้องยกเลิกระบบการประเมินผลด้วยการทำเอกสารประกอบ บางส่วนทำในเวลาราชการและไม่ได้ทำด้วยตัวเอง โดยประเมินจากผลการเรียนของนักเรียนเป็นหลัก และออกกฎ ระเบียบให้ครูสามารถบังคับและลงโทษนักเรียนตามความผิดหนักเบาได้

มีข้อเสนอแนะเชิงวิชาการเพิ่ม ดังนี้ ในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาของไทยเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ และต้องแก้ปัญหาอย่างจริงจังในทุกระบบ เพื่อให้รัฐต้องได้คนดีและคนเก่งไปพร้อมกันในตัวของนักเรียน นักศึกษาทุกระดับ แม่พิมพ์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้น การคัดเลือกนักศึกษาครูต้องได้ผู้ที่มีความสมัครใจ และรักในอาชีพครูด้วยจิตวิญญาณ รัฐต้องสนับสนุนให้เป็นวิชาชีพสำคัญลำดับ 1 ของประเทศ คัดคนเก่ง ให้ผลตอบแทนสูง ยกย่องในวิชาชีพครู เพราะเป็นวิชาชีพสร้างคน ส่งเสริมวิชาชีพครูทั้งในสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนให้มีศักดิ์ศรีและรายได้ทัดเทียมกัน ไม่ให้ผู้ประกอบการสถานศึกษาเอกชนเอารัดเอาเปรียบครูในโรงเรียนของตน รัฐส่งเสริมครูทางวิชาการที่สอนสายคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และครูสายอาชีวะที่มีความจำเป็นต้องใช้ มากกว่าครูสายวิชาการทางด้านสังคมศึกษา

ทุกรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณลงไปในกระทรวงศึกษาธิการเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีผลตอบรับเชิงคุณภาพในการศึกษาของผู้เรียน คือเงินค่าวิทยฐานะ ครูได้เพิ่มวิทยฐานะสูงขึ้นแต่เด็กนักเรียนอ่านหนังสือยังไม่ออก อ่านไม่คล่อง อ่านจับใจความไม่ได้ คิดเลขในใจไม่เป็น ชอบรักสนุก หนักไม่เอา เบาไม่สู้ ไม่มีวินัย ไม่มีสัมมาคารวะ (หนังสือสมบัติผู้ดีต้องนำกลับมาใช้อีก) ติดเกม หยิบโหย่ง ฯลฯ ในระดับการศึกษาขั้นประถมและมัธยมต้องประเมินผลลัพธ์ที่ตัวเด็กนักเรียน จึงจะได้คำตอบว่าครูสอนดี อบรมเด็กได้ดี ปัญหาความล้มเหลว
ของการศึกษาไทยที่แท้จริงนั้น ครูและผู้บริหารโรงเรียนได้รู้ได้เห็นได้ประสบพบเจอมาตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับโรงเรียน จึงต้องให้รัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้นเป็นผู้แก้ไข โดยกำหนดนโยบายทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว

เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาลชุดปัจจุบันในยุทธศาสตร์ที่ 3: การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ จัดการเรื่องคุณภาพการศึกษาของไทยให้ได้คนดีและคนเก่ง เพื่อจะได้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศไทยในอนาคตต่อไปด้วย

พลโท ดร.ทวี แจ่มจำรัส
ข้าราชการบำนาญ