หน้าแรก คอลัมนิสต์ ขบวนการอารยะข...

ขบวนการอารยะขัดขืน ที่เป็นมากกว่า‘สันติวิธี’ของคนพม่า

26.03.21 | 13:00 น.
โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การประท้วงเงียบที่เผยแพร่ตามสื่อโซเชียลมีเดียในสัปดาห์นี้

เมื่อเรานึกถึงแนวทาง “สันติวิธี” เรามักนึกถึงแนวทางการต่อสู้ที่ปราศจากความรุนแรง โดยมากคือการต่อสู้ของคนธรรมดาๆ กับรัฐ ซึ่งมีทั้งอำนาจและอาวุธครบมือ แต่สันติวิธียังเป็นกระบวนการศึกษาและการหาทางออกของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ศาสนา หรือเพศ ที่นำไปสู่ความรุนแรง จนไปถึงสงครามขนาดใหญ่ขึ้น แต่ในปัจจุบันแนวทางสันติวิธีถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เพราะมองว่าสันติวิธีที่เป็นเพียงทฤษฎีและคำพูดที่ขับให้ผู้พูดดู “เท่” ไม่สามารถขับเคลื่อนเพื่อสร้างความสงบได้จริง ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในพม่าตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนในพม่าทำให้โลกเห็นความกล้าหาญของคนธรรมดา ไม่มีทั้งอำนาจ ไม่มีอาวุธ แต่ยืดหยัดขึ้นมาต่อสู้กับรัฐและกองทัพ ที่มีอาวุธครบมือ อีกทั้งยังมีทัศนคติแบบอำนาจนิยมสุดขั้ว ในปี 1988 เมื่อเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลนายพลเน วิน ครั้งใหญ่ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน นายพลเน วินเคยออกแถลงการณ์ทางวิทยุและโทรทัศน์ทั่วประเทศให้ประชาชนเลิกชุมนุม มิเช่นนั้นกองทัพจะไม่ได้ยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่เท่านั้น แต่จะ “ยิงเพื่อฆ่า” แนวคิดแบบเน วินยังติดอยู่ในวิธีคิดของผู้นำกองทัพพม่ามาจนปัจจุบัน แม้หลายคนจะตั้งข้อสังเกตว่ามรดกตกทอดจากยุคเน วิน อดีตเผด็จการผู้ล่วงลับ ที่ปกครองพม่ามา 26 ปีเต็ม ลางหายไปตามกาลเวลาแล้ว แท้จริงแล้ว ระบอบอำนาจนิยมและเผด็จการทหารนิยมยังไม่เลือนหายไปจากสังคมของอีลีทและกองทัพพม่าเลยแม้แต่น้อย

ประชาชนพม่ารวมพลังกันต่อต้านรัฐประหารมาเกือบ 2 เดือนแล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตใกล้แตะ 300 คน และยังมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องทุกวัน ในขบวนการอารยะขัดขืน หรือ “CDM” ที่ชาวพม่างัดมาใช้กับกองทัพ มีหลายวิธีที่น่าจดจำ และจะกลายเป็นต้นแบบการต่อสู้อย่างสันติของประชาชนทั่วโลกไปอีกนาน ไม่มีใครรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด และจะลงเอยด้วยชัยชนะของประชาชน หรือกองทัพจะเดินหน้าปราบปรามอย่างเด็ดขาด เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของพม่า แต่สิ่งที่ชาวโลกเห็นคือการประท้วงต่อต้านรัฐประหารของชาวพม่าไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลงไปเลย เรายังเห็นข้าราชการและพนักงานเอกชนนัดหยุดงาน จนทำให้ระบบราชการและระบบการเงินการธนาคารหยุดนิ่ง ยังเห็นประชาชนประท้วงโดยการไม่จ่ายภาษี และการบอยคอตสินค้าจากบริษัทที่กองทัพถือหุ้นใหญ่ หรือโครนี่นักธุรกิจที่สนับสนุนกองทัพ

เป็นเวลาร่วม 2 เดือนแล้วที่ข้าราชการจำนวนมากไม่ไปทำงาน ส่วนหนึ่งออกมาช่วยประชาชนประท้วงบนท้องถนน ครูบาอาจารย์ไม่ไปสอนหนังสือ พนักงานการรถไฟก็ออกมาประท้วง และได้รับคำขู่ว่าหากไม่กลับไปทำงาน พนักงานทุกคนก็ต้องย้ายออกจากบ้านพักพนักงานการรถไฟ ฉากที่เห็นตามมา แทนที่จะเห็นพนักงานการรถไฟสมยอมต่ออำนาจมืด กลับเห็นพวกเขายินยอมพร้อมใจกันขนของออกจากบ้านพักที่อยู่กันมานาน หรือตำรวจหลายนายที่ไม่ต้องการเข่นฆ่าประชาชนก็จำต้องหลบหนีผ่านรัฐฉิ่นเข้าไปในอินเดีย ในส่วนของประชาชน มาตรการหลายอย่างถูกนำมาใช้เพื่องัดข้อกับ “ตั๊ดมะด่อ” หรือกองทัพพม่า ผ่านแนวทางอารยะขัดขืน ไม่จ่ายภาษีให้กับรัฐบาลทหาร ทั้งภาษีเงินได้รายบุคคล ลามไปถึงร้านค้าทั่วประเทศที่ปฏิเสธไม่ยอมจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม และประชาชนยังพร้อมใจกันเลิกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อลดรายได้ของรัฐบาลทหาร และเพื่อปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐประหารด้วย

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลพลเรือนคู่ขนาน (Committee Representing the Pyithu Hluttaw หรือ CRPH) ที่นำโดย ดร.สะสะ (Dr Sasa) นักการเมืองชาวฉิ่นจากพรรคเอ็นแอลดี ก็แก้กฎหมายภาษีแห่งสหภาพ ประกาศหยุดเก็บภาษีและห้ามไม่ให้ข้าราชการจากทุกหน่วยงานเก็บภาษี แม้เสียงของ CRPH ดูจะไม่ดังมาก และอาจดูเป็น “รัฐบาลพลัดถิ่น” ที่ไม่สามารถมีบทบาทกดดันรัฐบาลทหารได้มาก แต่ก็สร้างความกังวลใจให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมศุลกากรพม่าได้ไม่น้อย จนต้องออกมาขู่ว่าแม้ธุรกิจห้างร้านจะปฏิเสธไม่จ่ายภาษีให้กับรัฐบาลทหาร แต่เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรก็จะมีมาตรการให้ประชาชนและธุรกิจในพม่าจ่ายภาษีได้อยู่ดี และยังท้าทายว่าการบอยคอตไม่จ่ายภาษีนั้นจะมีผลกระทบน้อยมากกว่ารัฐบาลทหาร นอกจากการไม่จ่ายภาษีแล้ว ชาวพม่ายังมีมาตรการตอบโต้รัฐประหารอื่นๆ ที่น่าสนใจ และที่สำคัญทำได้จริง เช่น การไม่จ่ายค่าน้ำค่าไฟ หรือล่าสุดในสัปดาห์นี้ ประชาชนพม่ามีแคมเปญใหม่คือการประท้วงแบบเงียบ (Silence Strike) คือการพร้อมใจกันนัดหยุดงาน ปิดร้าน และไม่ออกจากบ้าน เพราะต้องการให้ทั้งประเทศเป็นอัมพาต

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการประท้วงที่ร้อนระอุ และทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อรดี อินทร์คง นักศึกษาปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยา ผู้มีความสนใจด้านดนตรีและวัฒนธรรมของชาวฉาน โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่ออธิบายแคมเปญ CDM ล่าสุดนี้ เธอบอกว่าชาวพม่ากำลังถกเถียงกันอย่างหนักว่าควรนำการประท้วงเงียบนี้มาใช้หรือไม่ และจะทำอย่างไรเพื่อสื่อว่าการประท้วงเงียบนี้คือการรวมพลังและความสามัคคีของคนพม่าที่ไม่เอาเผด็จการ เป็นการต่อต้านมากกว่าการจำนนต่ออำนาจของกองทัพ การประท้วงเปรียบเหมือนกันพักเหนื่อย ด้วยประชาชนต่อสู้กับกองทัพติดๆ กันมายาวนาน และยังถือเป็นการพักเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต และพักเพื่อเติมพลังกาย-ใจเพื่อสู้ต่อ ความงดงามของการประท้วงแบบพม่าคือการไม่มีผู้นำชัดเจน แม้คนที่ออกมาสื่อสารกับประชาคมโลกส่วนมากจะเป็นเยาวชน Gen Z ที่สามารถเข้าถึง
โซเชียลมีเดียได้ และพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว แต่พวกเขาก็ไม่ลืมรวมคนรุ่นก่อนๆ ที่ยังมีผู้ที่ใช้โทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดียไม่เป็น ยังมีเยาวชนที่เดินเคาะประตูบ้านเพื่อแจกใบปลิว รณรงค์ให้ทุกคนเข้าร่วมการประท้วงเงียบในครั้งนี้

Advertisement

กลุ่มก่อนสำคัญที่ผู้เขียนพูดถึงอยู่บ่อยๆ คือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ปัจจุบันกลายเป็นกลุ่มที่มีพลังต่อรองกับรัฐบาลทหารมากที่สุด เพราะอย่างน้อยมีทั้งอาวุธและมีกำลังทหารบางส่วนอยู่ในมือ และกองกำลังเหล่านี้จะเข้าร่วมกับประชาชนพม่า และกลายเป็นกลุ่มกบฏกู้ชาติเปิดหน้ารบกับกองกำลังฝ่ายรัฐบาลพม่าอย่างจริงจังเพียงใดคงต้องประเมินเกมนี้กันยาวๆ แต่ในระหว่างนี้ ผู้เขียนมั่นใจว่าขบวนการ CDM ที่ยืดเยื้อ ทำให้รัฐบาลทหารตกอยู่ในที่นั่งลำบาก และรอบๆ พม่ามีเพียงรัฐบาลไทยเท่านั้นที่พร้อมจะช่วยเหลือรัฐบาลทหารพม่า ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนแสดงทีท่า “ไม่แฮปปี้” กับกองทัพพม่าอย่างชัดเจน ไม่ต้องพูดถึงนานาอารยประเทศอื่นๆ ที่พร้อมใจกันประณามพม่าอย่างต่อเนื่อง

ลลิตา หาญวงษ์