หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดวงตาเห็นญาณ ...

ดวงตาเห็นญาณ ปฏิจจสมุปบาท

26.03.21 | 13:00 น.
จิตรกรรมฝาผนังโบสถ์เก่าวัดตาลล้อม ชลบุรี พระอดีตพุทธเจ้าทรงประทานพร พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เห็นปฏิจจสมุปบาทแล้วตรัสรู้

หัวใจของพระพุทธศาสนาคือการเห็นเหตุปัจจัยของสรรพสิ่งแล้วปล่อยละตามความเป็นจริงที่ปรากฏขึ้นต่อจิต พระอัสสชิกล่าวสรุปคำสอนของพระตถาคตว่าสิ่งทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด พระพุทธองค์ทรงสอนความดับของเหตุและของสรรพสิ่งเหล่านั้น

ในยุคก่อนพุทธกาล การแสวงหาโมกขธรรมไม่มีแนวความคิดนี้เลย สำนักที่เชื่อเรื่องกรรมก็ไม่เชื่อเรื่องเหตุปัจจัยของกรรม กลับเชื่อแต่กรรมเก่า ไม่มองกรรมเก่าและกรรมใหม่สัมพันธ์กันไป

เมื่อครั้งพระองค์ทรงเห็นความทุกข์จากความเจ็บป่วย ความเสื่อมชรา ความตายและบรรพชิตผู้สงบวิเวกขณะเสด็จประพาสนอกกรุงกบิลพัสดุ์ก็ทรงมีคำถามถึงทางออกจากปัญหานี้ เมื่อทรงออกผนวชและกระทำทั้งจิตตภาวนาและกายภาวนาก็ทรงประเมินพบว่ามิใช่ทางออก กายภาวนากลับยิ่งสร้างกิเลสและไม่มีประโยชน์ ทรงเริ่มต้นใหม่จึงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ

ในการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ กายและจิตมีความสัมพันธ์กันอย่างละเอียดยิ่ง ความสัมพันธ์ต่างๆ เป็นไปอย่างมีเหตุปัจจัย มิใช่โดยบังเอิญหรือมีผู้ลิขิตให้ การเกิดของสิ่งทั้งหลายมีเหตุ เมื่อเหตุผันแปร สิ่งนั้นก็จะผันแปรไปด้วย

การอาศัยกันของเหตุและผลดังกล่าวทั้งหมดเรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท”

Advertisement

การเห็นปฏิจจสมุปบาทเป็นการเห็นอริยสัจที่ครบ เรียกว่า “ดวงตาเห็นญาณ”

กองทุกข์ถูกผูกรัดด้วยอุปาทาน อุปาทานมาจากตัณหาและอวิชชา ดวงตาเห็นญาณเป็นการเห็นอาสวักขยญาณซึ่งถ่ายถอนเหตุแห่งทุกข์จนลึกถึงตัณหาอวิชชาหรือลึกถึงอาสวะทั้งหมด

จิตรกรรมฝาผนังศาลาพระศรีอาริยเมตไตรย์ วัดตองปุ ลพบุรี
เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นนิมิตทั้งสี่
อะไรคือเหตุของชรามรณะ สมณมณฑลจะเป็นมรรคาให้สิ้นไปหรือไม่

ในสัปดาห์แรกที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขภายหลังการตรัสรู้ได้ทรงทบทวนปฏิจจสมุปบาทและทรงพระอุทานว่าเป็นธรรมที่ทำให้เห็นเหตุ เห็นการสิ้นไปของเหตุและทำให้หลุดพ้นได้

ภายหลังเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์สุดท้ายทรงรำพึงว่าปฏิจจสมุปบาทและนิพพานมีความลึกซึ้งและยากอย่างยิ่งต่อสัตว์โลกที่จะเห็นตามหรือเข้าถึง

ตามบันทึกที่เป็นพระสูตรพระพุทธองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทหลายครั้ง ในมหานิทานสูตรทรงแสดงที่กุรุชนบท ในอเจลกัสสปสูตรทรงแสดงที่เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ ส่วนที่เหลือได้แก่ปฏิจจสมุปบาทสูตร มหาตัณหาสังขยสูตร มหาปทานสูตร ปัจจยสูตรและวิภังคสูตรเป็นต้น เกือบทั้งหมดบันทึกไว้เมื่อครั้งทรงแสดงที่พระเชตวันอาราม นครสาวัตถี

ในพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทส่วนใหญ่เป็นการแสดงโปรดภิกษุทั้งหลายซึ่งหมายถึงหมู่พระภิกษุและผู้ปฏิบัติธรรมที่อาจมิใช่พระภิกษุด้วย มีบ้างที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโปรดภิกษุเฉพาะรูปรวมทั้งปริพาชกเฉพาะราย ส่วนพระสูตรที่เป็นบทสนทนาธรรมของพุทธสาวกก็มี ได้แก่นฬกลาปิยสูตรและโกสัมพีสูตรเป็นต้น พระสูตรทั้งสองมีนัยว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนปฏิจจสมุปบาทเต็มบทตั้งแต่พรรษาต้นๆ

หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุและอาจารย์เสถียร โพธินันทะให้ความสำคัญกับปฏิจจสมุปบาทมากและได้เผยแผ่ธรรมหัวข้อนี้ให้เป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวาง

ปฏิจจสมุปบาทมีการแสดงการเกิดขึ้นของทุกข์ (สมุทยวารหรือสายเกิด) ซึ่งโดยหลักมาจากกรรมและกิเลส นับได้ 12 อาการ ส่วนการดับไปของทุกข์ (นิโรธวารหรือสายดับ) มาจากการดับไปของกรรมและกิเลส หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุเรียกปัจจยาการสายดับนี้ว่าปฏิจจนิโรธ

1.อวิชชา เป็นยอดของวัฏฏะ เป็นความหลงของจิตหรือความไม่รู้ไม่เข้าใจในอริยสัจ

2.อวิชชาปัจจยาสังขารา อวิชชาเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสังขารการปรุงแต่ง สังขารเป็นสภาวะของการปรุงแต่งทางกาย วาจาและใจ เป็นการปรุงแต่งให้ฟุ้งไปสู่อายตนะต่างๆ ในจิตนอกสำนึก

3.สังขาราปัจจยาวิญญาณัง สังขารเป็นปัจจัยต่อการรับรู้ของจิต วิญญาณการรับรู้ทำงานแยกตามอายตนะและมิใช่ดวงวิญญาณ โดยอาศัยการปรุงแต่งที่ถูกครอบงำโดยอวิชชา

4.วิญญาณะปัจจยานามรูปัง การรับรู้ของจิตทำให้เกิดการรู้จักรูปและนาม รู้จักรูปอันได้แก่มหาภูตรูปและอุปาทยรูป รู้จักนามซึ่งเป็นอาการของจิตอันได้แก่เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะและมนสิการหรือการทำในใจ แต่ยังไม่ใช่รูปนามที่ปกติบุคคลเห็นได้ในปัจจุบันขณะ

5.นามรูปะปัจจยาสฬายตนัง เพราะรูปและนามจึงมีการทำงานของอายตนะภายในทั้งหกอันได้แก่ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ

6.สฬายตนะปัจจยาผัสโส การทำงานที่อายตนะทำให้เกิดการกระทบกับอายตนะภายนอก

7.ผัสสะปัจจยาเวทนา เพราะมีการกระทบและการรับรู้ของจิตที่อายตนะจึงมีเวทนาความรู้สึกที่เกิดจากการกระทบตามช่องทางอายตนะนั้นๆ

8.เวทนาปัจจยาตัณหา เพราะเวทนาจึงเกิดตัณหาซึ่งเป็นความทะยานอยากในรูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัสและธรรมารมณ์ บางพระสูตรใช้คำว่านันทิความติดใจเพลิดเพลินแทนตัณหา

9.ตัณหาปัจจยาอุปาทานัง เพราะความทะยานอยากจึงมีความยึดมั่นถือมั่น

10.อุปาทานะปัจจยาภโว ความยึดมั่นถือมั่นเป็นปัจจัยแห่งภพหรือความมีความเป็นซึ่งก็คืออัตตานั่นเอง

11.ภวะปัจจยาชาติ เพราะภพจึงทำให้เกิดความเกิดขึ้นมา

12.ชาตะปัจจยาชรามรณัง ความเกิดเป็นปัจจัยของความเสื่อมและสิ้นไป

ความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับข้องแค้นใจจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลย่อมเกิดขึ้น

จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
พระพุทธเจ้าทรงปราบความหลงขององคุลิมาล พุทธพรรษาที่ 19
หยุดอวิชชาเป็นการหยุดวัฏสงสาร จึงเป็นการหยุดอย่างแท้จริง

ในหลายพระสูตร พระพุทธองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทไว้ย่อกว่านี้ มหานิทานสูตรและมหาปทานสูตรเป็นต้นมีการเว้นปัจจัยที่ว่าด้วยอวิชชาและสังขาร โดยตรัสเริ่มตั้งแต่วิญญาณและนามรูปไปถึงกองทุกข์ กล่าวคือพระพุทธองค์ตรัสว่านามรูปและวิญญาณเป็นปัจจัยต่อกัน เพราะนามรูปเป็นปัจจัยวิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามรูปจึงมี จากนั้นจึงตรัสว่าเพราะนามรูปเป็นปัจจัยผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัยเวทนาจึงมี ฯลฯ

นฬกลาปิยสูตรซึ่งเป็นบทสนทนาธรรมระหว่างพระสารีบุตรและพระมหาโกฏฐิตะที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันก็มีปฏิจจสมุปบาทแบบ 10 อาการเช่นกัน ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรมีถึงคำว่าวิภวตัณหาแต่ไม่ปรากฏคำว่าอวิชชา ส่วนในอนัตตลักขณสูตรมีคำว่าอาสวะแล้ว

วิภวตัณหาเป็นความอยากหลุดพ้นและแสดงถึงความหลงเพราะอวิชชา ส่วนอาสวะเป็นภวตัณหา วิภวตัณหาและอวิชชาที่หมักหมมในจิต อวิชชาเป็นส่วนหนึ่งของอาสวะ พระสารีบุตรกล่าวว่าอวิชชาและอาสวะเป็นปัจจัยต่อกันโดยปริยาย (ไม่โดยตรงหรือไม่ถึงขั้นเต็มร้อย)

มหาสติปัฏฐานสูตรส่วนที่ว่าด้วยอริยสัจ 4 มีอรรถาธิบายที่เน้นในรายละเอียดสำหรับปัจจยาการที่สืบต่อจากเวทนาไปที่ตัณหา เมื่อเกิดเวทนา จิตจะมีสัญญาที่ตีความว่าความรู้สึกนั้นๆ เป็นความรู้สึกสุขหรือทุกข์หรือว่าไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญาที่ทำหน้าที่ตีความจะแยกแยะให้จิตอยากหรือไม่อยากหรือเฉยๆ

เมื่อเกิดความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบก็จะมีการปรุงแต่งอีกซึ่งเป็นสังขารที่ทำการขยายความชอบและไม่ชอบนั้นนั่นเอง สังขารนี้คือเจตนาที่เกิดกับรูป (หรือนาม) ที่ผ่านผัสสะแล้ว เป็นเจตนาที่จะกระทำต่อไป จึงเป็นสังขารที่แตกต่างจากสังขารที่เริ่มมาจากอวิชชา ส่วนเจตนาก็แตกต่างจากเจตนาที่เคยกล่าวไว้ในขั้นของนามรูปที่เป็นอาการก่อนหน้าอายตนสัมผัส

เจตนานี้จะส่งผลต่อตัณหา เกิดเป็นวิตกและวิจารหรือความคิดซึ่งทำให้ตัณหาตั้งอยู่ ตัณหาที่เกิดขึ้นเป็นกิเลสที่จิตรับเอาผัสสะเข้ามาปรุงแต่งหรือขยายออกไป ทำให้จิตเพ่งไปที่ความอยากและวนเวียนซ้ำซากกับความอยากนั้น

จากตัณหาก็จะนำไปสู่อุปาทานและภพจนกระทั่งถึงการกระทำทางกายวาจาและบาปอกุศล

กิเลสเป็นปัจจัยที่ทำให้จิตเศร้าหมองและเป็นทุกข์ การวนเวียนของกิเลส กรรมและวิบากเป็นวัฏจักรของอารมณ์และชีวิตที่บุคคลแยกแยะไม่ออกและแกะไม่หลุด

ปัจจัยทั้งหมดในปฏิจจสมุปบาทเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่ง กิเลสก็เป็นกิเลสที่ละเอียดยิ่งหรืออนุสัยกิเลส ในคำสอนมักแปลอนุสัยว่าเป็นกิเลสที่นอนเนื่องในสันดานเพราะมีลักษณะที่ทำงานต่อเนื่องกันแต่ยากต่อการรับรู้ด้วยเพราะอยู่ลึกในจิต กิเลสอันละเอียดเมื่อไหลขึ้นมาสู่พื้นผิวของจิตหรือใกล้ๆ พื้นผิวของจิตจะมีความละเอียดลดลงให้รับรู้ตามกำลังของสติและสมาธิได้ กิเลสเหล่านี้ก็คืออาสวะ

อนุสัยกิเลสในวงจรปฏิจจสมุปบาทได้แก่อุปาทาน ตัณหาและอวิชชา ทั้งหมดล้วนมีลักษณะของการผูกติดให้อยู่กับวัฏฏะซึ่งเรียกว่าโยคะ

หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ เปรียบกิเลสเหมือนยางเหนียว ตัณหาทำให้ติด อุปาทานทำให้แข็งและขยี้ไม่ออก

การหลุดพ้นเป็นการคลายออก พระพุทธองค์สมัยตรัสรู้ทรงเปรียบการหลุดพ้นเป็นการขจัดนายช่างผู้ก่อเรือนและเป็นการรื้อเรือนและยอดเรือนได้จนหมดสิ้น

หลวงปู่หลุย จันทสาโรเคยกล่าวกับหลวงพ่อทิวา อาภากโรว่าอุปาทานคือนายช่างผู้สร้างเรือนอันเป็นตัวการสำคัญที่ผูกยึดความเป็นตัวตนเอาไว้อย่างแน่นหนา มีตัณหาเป็นตัวเรือนและอวิชชาเป็นหลังคา

ท่านได้เขียนบันทึกถึงการปฏิบัติที่ต้องเป็นการเดินมรรคไว้ว่า “ผลไม้แต่งไม่ได้ แต่งได้แต่ลำต้นและปุ๋ยเท่านั้น ศีล สมาธิและปัญญาเป็นเหตุ เราควรบำรุงแต่เหตุเท่านั้น”

ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์