หน้าแรก คอลัมนิสต์ เดินหน้าแก้ไข...

เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

27.03.21 | 15:00 น.

ดูเหมือนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาถึงทางตัน เมื่อรัฐสภาไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่สาม ผมมีภาพฝันว่าจะเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน รัฐธรรมนูญเช่นนั้นจะได้ร่างขึ้นโดยผู้ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ร่างเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ผู้ร่างยึดประโยชน์เพื่อประชาชนเป็นสำคัญ เมื่อร่างแล้วประชาชนให้ความเห็นชอบโดยตรงผ่านการลงประชามติ ประชาชนจะหวงแหนรัฐธรรมนูญเช่นนี้เพราะรู้สึกเป็นเจ้าของ นั่นคือ เป็นรัฐธรรมนูญโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชนนั่นเอง

หลังการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่สาม ผมรู้สึกว่าจิตตก รู้สึกว่าฝันสลายอยู่หลายวัน แล้วก็มาปรับสำนึกใหม่ ว่าสิ่งใดจะเกิดเราควรพร้อมยอมรับและเผชิญกับมัน สิ่งใดที่พึงปรารถนาแต่ยังไม่เกิดขึ้นก็ต้องพยายามต่อไป ต้องเดินไปตามเส้นทางสู่สิ่งนั้น เข้าใกล้เป้าหมายได้เท่าไรก็เท่านั้น ถ้าไม่สำเร็จก็ส่งไม้ต่อให้คนรุ่นต่อไป คนรุ่นหนึ่งอาจกรุยทาง ถมเป็นทางให้คนอื่นเดิน แต่อุดมคติย่อมไม่สูญเปล่า

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังมีอุปสรรคขวากหนามอยู่เบื้องหน้า ยังมีความไม่สุจริตใจ เจตนาซ่อนเร้น และเล่ห์เหลี่ยมแบบศรีธนนชัยรอคอยอยู่ อะไรก็ช่า

เราจะกังวลมากเกินไปไปทำไม อุปสรรคเหล่านี้ย่อมมีอยู่แล้ว ที่สำคัญคือ จะสื่อสารกับสังคม จะอธิบายความสำคัญของรัฐธรรมนูญให้เป็นที่เข้าใจในวงกว้างได้อย่างไร เราควรมองหาเส้นทางหลายทาง เมื่อเส้นทางหนึ่งถูกปิดกั้น เราจะหลบเลี่ยงและก้าวพ้นสิ่งปิดกั้นนั้นแล้วเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่งได้อย่างไร ที่สำคัญคือ จะประสานความเข้าใจและขอความร่วมมือกับผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญให้เปิดทางเดินที่เขาเองก็รู้สึกปลอดภัยได้อย่างไร ที่กล่าวมานี้ เป็นนามธรรม ต่อไปนี้จะขอพิจารณาอุปสรรคและทางเลือกดูบ้าง

สิ่งที่เป็นอุปสรรคพอมองเห็นอยู่ข้างหน้าคือร่าง พ.ร.บ. ประชามติที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2564 รัฐสภาได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวในวาระที่สองมาถึง มาตรา 9 ก็เกิดการพลิกล็อก คือรัฐสภาซึ่งโดยปกติจะลงคะแนนตามความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมาก กลับให้ความเห็นชอบตามความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งมีนายชูศักดิ์ ศิรินิลเป็นผู้เสนอขอแก้ไขมาตรา 9 เพื่อเปิดเส้นทางที่นำไปสู่การลงประชามติให้กว้างขึ้นเป็น 5 เส้นทาง คือให้สามารถออกเสียงประชามติได้ในกรณีต่อไปนี้ (1) กรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 256 (2) เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร (3) กรณีมีกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการออกเสียงประชามติ (4) กรณีที่รัฐสภามีมติว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะให้มีการออกเสียงประชามติและได้ชี้แจงเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการ และ (5) กรณีมีประชาชนเข้าชื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่ห้ามมิให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้

Advertisement

อย่างไรก็ดี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) บางคนมีความห่วงกังวลว่าการเปิดกว้างให้รัฐสภาก็ดี ประชาชนเข้าชื่อกันก็ดี สามารถเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้มีการออกเสียงประชามติ จะเป็นการมัดมือคณะรัฐมนตรีมากเกินไป จึงอาจมีข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการ อาทิ ให้ชะลอการบังคับใช้มาตรา 9 เพราะเห็นว่าขัดกับหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ และ ส.ว. บางคนเสนอให้ขอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า มาตรา 9 ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 ที่บัญญัติให้ทำประชามติเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นสมควรหรือไม่ ขณะเดียวกัน นายชูศักดิ์ออกมายืนยันว่ามาตรา 9 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อเปิดช่องทางให้รัฐสภาและประชาชนริเริ่มได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ยังต้องเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าเห็นสมควรหรือไม่ อีกทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 166 มีบทบัญญัติว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งหมายความมีกฎหมายเช่นกฎหมายประชามติบัญญัติได้อยู่แล้ว

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ และทำไม ส.ว. บางคนถึงออกโรงอีกแล้ว ผมคิดว่าสำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องจากการตีความคำวินิจฉัยว่า ในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบเสียก่อน ซึ่งเป็นที่มาของการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านวาระที่สาม มาถึงตอนนี้ ต้องคิดหาช่องทางให้มีการลงประชามติดังกล่าว ซึ่งอาจมีการเกี่ยงกันระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภาว่าใครจะเขี่ยลูกก่อน ถ้าร่าง พ.ร.บ. ประชามติพร้อมมาตรา 9 ผ่านออกมาเป็นกฎหมาย ก็จะมีความชัดเจนว่ารัฐสภาสามารถเขี่ยลูกได้ แต่ทางที่ดี ทั้งรัฐบาลและรัฐสภาควรร่วมมือกับเดินหน้าให้มีการออกเสียงประชามติ แต่ถ้ารัฐสภาไม่ผ่าน พ.ร.บ. ประชามติพร้อมมาตรา 9 ดังกล่าว ก็เป็นอุปสรรคต่อการมีรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ต้องหาทางก้าวพ้นต่อไป

ในเรื่องแนวทางการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมได้จัดให้มีการประชุมภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม และมีข้อเสนอดังนี้

1) ภาคีฯมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และขอให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาลและรัฐสภาร่วมมือกันเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้โดยเร็ว

2) ขอให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะรัฐบาลและรัฐสภา ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติถามประชาชนในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

3) คำถามที่จะให้ประชาชนให้ความเห็นชอบในการลงประชามติอาจเป็นดังนี้ “ท่านประสงค์จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือไม่”

4) การที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มองค์กรประชาชนจะดำเนินการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเพื่อให้ระบบการเมืองมีดุลภาพ มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ก็ย่อมสามารถทำได้ และพึงได้รับการสนับสนุนจากพลังประชาธิปไตยในสังคม โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและเกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจ อาทิ แก้ไขมาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจของ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี

ทางเดินไปข้างหน้าจึงเป็นทางคู่ขนาน ประกอบด้วยการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่จะแก้มาตราไหนบ้าง ในเรื่องนี้ นายนิกร จำนงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 19 มีนาคมว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้คุยกับ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยบ้างแล้วว่า จะเริ่มที่การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้ต่อไปสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น เมื่อวันที่ 18 มีนาคม นายไพบูลย์ นิติตะวันเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า เตรียมเสนอให้พรรค พปชร. สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มสิทธิเสรีภาพของประชาชน และแก้ไขระบบเลือกตั้งให้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ เป็นต้น

พรรคฝ่ายค้านเคยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลดบทบาทของ ส.ว. ในการพิจารณากฎหมายปฏิรูป และตัดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนองค์กร iLaw ได้รวบรวมลายมือชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมแสนชื่อ เพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ที่สำคัญคือให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง และนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. แต่รัฐสภาได้ลงมติไม่รับหลักการข้อเสนอของพรรคฝ่ายค้านและของ iLaw มาแล้ว ดังนั้น ถ้ายื่นเสนอขอแก้ไขมาตราเหล่านี้ใหม่ ควรมีเวลารณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจและให้การสนับสนุนการแก้ไขให้มากยิ่งขึ้น

มีการเคลื่อนไหวใหม่ โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่จะรณรงค์แก้ไขรายมาตราใน 3 ประเด็นคือ 1) ยกเลิกวุฒิสถา ให้รัฐสภาไทยเป็นสภาเดี่ยว 2) ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทั้งที่มา องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ 3) ยกเลิกการบังคับใช้ยุทธศาสตร์ชาติ แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ยาก และต้องเดินทางไกล แต่คนหนุ่มกลุ่มนี้คงพร้อมที่จะเดินทางไกลและไปให้ถึง อย่างน้อยในเบื้องต้น พวกเขาคงช่วยชี้แจงความไม่เหมาะสมหลายประการของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งมีประเด็นต้องแก้ไขมากมาย จนจะแก้ไม่หวัดไม่ไหว จึงต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชน แม้ผู้มีอำนาจยังจะกอดรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ถ้าพวกเขาไม่ฟังเสียงประชาชน ก็อยากชวนให้คิดถึงเวลาที่จะลงจากอำนาจ

โคทม อารียา