ในรอบหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลทุกยุคให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์และสังคมเป็นอย่างมาก และด้วยความสำคัญดังกล่าวกระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ได้รับงบประมาณประจำปีสูงในลำดับต้นๆ มาอย่างต่อเนื่อง
แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบปัญหาการศึกษาบ้านเราจึงยังทับถมและต่อยอดให้สังคมต้องถกเถียงกันอยู่เนืองๆ จากปรากฏการณ์ของโจทย์หรือคำถามในประเด็นนี้เชื่อว่ากูรูทางการศึกษาหรือผู้รู้ลึกรู้จริงต่างทราบถึงต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างดี ยิ่งข้าราชการประจำที่มีบทบาทรับผิดชอบในตำแหน่งบริหารขององค์กรหลักในกระทรวงศึกษาธิการด้วยแล้วเขาเหล่านั้นย่อมทราบถึงตื้นลึกหนาบางเพราะเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการกำหนดและนำนโยบายสู่การปฏิบัติ
รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่ยุคของ คสช.จวบจนเปลี่ยนผ่านมาสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยบ้านเราก็เป็นหนึ่งในรัฐบาลที่ใช้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปลืองไม่ต่างกับรัฐบาลบางยุคที่ผ่านมา
จากปรากฏการณ์ของจากการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการในกระทรวงนี้บ่อยครั้งเมื่อไปคลี่ดูผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการศึกษาชาติพบว่าหนึ่งในมิติที่สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับสภาพการณ์ปัญหาหรือมูลเหตุคือการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือจอมทัพที่จะเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ร่วมกับข้าราชการประจำอยู่บ่อยๆ
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นผลการศึกษาของหน่วยงานต่างๆ เมื่อเจาะลึกต่อกรณีนี้ต่างฟันธงว่าผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการบางยุคบางคนขาดซึ่งวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำด้านการศึกษาอย่างแท้จริงรวมทั้งเมื่อเข้ามาแล้วมักจะไม่สานงานต่อแต่กลับไปก่องานใหม่ด้วยการปรับรื้อแนวนโยบายเดิมแถมยังกำหนดวิธีคิดหรือแนวทางที่ไม่ตอบโจทย์กับบริบทของสังคมไทยและสังคมโลกจนส่งผลให้การศึกษาของชาติต้องเผชิญกับกรงกรรมและเวียนว่ายตายเกิดหรือประสบกับสภาวะหลุมดำมาจนถึงวันนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงการเดินหน้าสำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการในระยะเวลาที่ผ่านมาคำว่า “การปฏิรูปการศึกษา” ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวลียอดฮิตที่มีการถ่ายทอดมาสู่สังคมและวงการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกันการปฏิรูปดังว่ายังไปไม่ถึงฝั่งฝันและเป็นชิ้นเป็นอันที่จับต้องได้ผลที่ตามมารัฐต้องสูญเสียงบประมาณที่มาจากภาษีอากรของประชาชนรวมทั้งทรัพยากรต่างๆ ที่ทุ่มเทลงไปอย่างมหาศาล
พร้อมกันนั้นหากเจาะลึกลงไปในประเด็นที่เกี่ยวกับตัวบุคคลที่เข้ามากำหนดนโยบายการศึกษาของประเทศยังพบอีกว่าในหลายครั้งที่ผ่านมาผู้ซึ่งเข้ามานั่งในตำแหน่งเสมา 1 หรือ รมว.ศธ.จะมาจากหลากหลายอาชีพไม่ว่าจะเป็นนักการศึกษา แพทย์ ทหาร นักธุรกิจตลอดจนนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งหรือลากตั้งมาก็ตามกลุ่มคนเหล่านี้หากจะพูดถึงกระบวนทัศน์หรือกลยุทธ์ในการบริหารจัดการจะพบว่ายังไม่สามารถขับเคลื่อนการศึกษาชาติให้ก้าวไปข้างหน้าและเท่าเทียมกับนานาประเทศที่พัฒนาแล้วได้
ต่อกรณีนี้หากกล่าวถึงการยอมรับหรือความเชื่อมั่นตลอดจนความต้องการของสังคมที่มีต่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเสมา 1 หรือ รมว.ศธ.ทุกครั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลหรือตำแหน่งว่างลงหากมีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปตลอดจนครูหรือบุคลากรทางการศึกษาในภาพรวมส่วนใหญ่เมื่อร่อนตะแกรงแล้วจะต้องการหรือเจาะไปที่นักการศึกษามืออาชีพมากกว่าวิชาชีพอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากพิจารณาด้วยความเป็นธรรมใช่ว่านักการเมืองจะไม่มีคุณค่าในทางกลับกันจะเห็นได้ว่าในอดีตที่ผ่านมานักการเมืองบางคนบางพรรคซึ่งมีความรู้ความสามารถและรู้ลึกรู้จริงได้รังสรรค์ผลงานจนได้รับการกล่าวขานและชื่นชมจากสังคมก็มีไม่น้อยไปกว่านักวิชาการหรือนักการศึกษาเช่นกัน
ด้วยสภาพการณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อการศึกษาของชาติดังที่กล่าวมาดังนั้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของหนึ่งในมิติแห่งปัญหาที่ยังเกาะเกี่ยวและเกิดกับบ้านนี้เมืองนี้ซึ่งถือได้ว่าอาจจะเป็นตัวถ่วงอันเนื่องมาจากแนวนโยบายของผู้นำการศึกษาบางยุคบางสมัยนั้นในประเด็นนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ สกว.เรื่องการสังเคราะห์งานวิจัยว่าด้วยปัญหาและข้อเสนอแนะในกระบวนการจัดการศึกษาไทย:ประเด็นปัญหาคุณภาพการศึกษา (2558) โดย ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน และคณะ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาใหญ่ของระบบการศึกษาไทยคือ “ปัญหาบริหารการศึกษา”
งานวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาหลักๆ ได้แก่ การกระจายอำนาจบริหารการศึกษาไปยังสถานศึกษาตามพื้นที่ต่างๆ ไม่เพียงพอ และที่น่าสนใจงานวิจัยดังกล่าวยังได้อธิบายแยกย่อยปัญหาในมิติต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับนโยบายโดยเฉพาะรัฐมนตรีและทีมงานชุดใหม่ที่จะเข้ามากุมบังเหียนการศึกษาของประเทศชาติพึงที่จะนำมาสังเคราะห์และต่อยอดไปสู่การปฏิบัติก็จะเป็นคุณแก่สังคมและประเทศชาติได้ไม่มากก็น้อย
จากมิติหรือบริบทแห่งปัญหาที่นำมากระชับวงล้อมปันความคิดในที่นี้อาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของหลุมดำที่เกาะเกี่ยวหรือเป็นพันธนาการกับวงการศึกษาที่ยังไม่มีรัฐบาลใดผลักดันให้ก้าวผ่านไปมากนัก แต่ที่น่าสนใจจากนี้ไปคงจะต้องจับตาไปที่เสมา 1 คนใหม่ ภายหลังที่รัฐบาลเสนอเพื่อโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งพบว่าเป็นสตรีที่มาจากนักการเมืองภายใต้การผลักดันของพรรคพลังประชารัฐ
เมื่อกล่าวถึงผู้นำหรือ รมว.ศธ.คนใหม่ ภายหลังสื่อมวลชนได้นำเสนอรายชื่อและแพร่กระจายผ่านสู่สังคมกลับพบว่ามีเสียงสะท้อนหรือข้อกังขาจากสื่อมวลชนที่เกาะติดงานด้านนี้รวมทั้งผู้คนบางกลุ่มที่ได้ติดตามข่าวสารมีการตั้งโจทย์หรือส่งการบ้านเพื่อหาคำตอบว่ารัฐมนตรีที่มาใหม่มีภูมิรู้และภูมิหลังที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามากน้อยแค่ไหน
ซึ่งประเด็นนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาลและเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้เป็นผู้ให้ความกระจ่างเพื่อคลายข้อกังขาต่อสังคมผ่านผู้สื่อข่าวความตอนหนึ่งว่า
“การทำงานมีหลายระดับ ระดับนโยบายคือนายกฯ อย่าลืมว่ารัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบาย วันนี้นโยบายที่ออกไปจะให้แนวทางวางแผนไปดำเนินการ มีกรอบยุทธศาสตร์ กรอบปฏิรูปการศึกษา มี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติและมีแผนงานหลายอย่างรัฐมนตรีที่ผ่านมาดำเนินการไว้แล้วใครจะมาเป็นอะไรต้องปฏิบัติตามนี้ตนให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษอยู่แล้ว อย่ามาบอกว่าตนไม่รู้รู้แต่ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติเป็นผู้กำหนดนโยบายและติดตามสั่งการปฏิบัติ” (ไทยรัฐ 25 มีนาคม 2564 หน้า 6)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีจะสื่อสารเพื่อคลายข้อกังขาและความกังวลของสังคมสำหรับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่ง รมว.ศธ.ไปบ้างแล้วก็ตาม แต่ในส่วนของนักวิชาการหรือนักการศึกษาที่เกาะติดและสัมผัสกับแนวนโยบายการบริหารการศึกษาของรัฐมนตรีมาอย่างต่อเนื่องยังไม่ค่อยจะมีความมั่นใจต่อเสมา 1 คนใหม่มากนักต่อกรณีนี้สอดคล้องกับมุมมองของ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อดีตอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กล่าวไว้ตอนหนึ่งความว่า
“เป็นการเข้ามารับตำแหน่งแบบแทรกคิวโดยที่รัฐบาลไม่สนใจข้อเรียกร้องของบุคคลที่เกี่ยวข้องเมื่อดูจากผลงานของ น.ส.ตรีนุชถือว่าไม่เด่นชัดนอกจากเป็น ส.ส.5 สมัย และการมีความสนิทกับกลุ่ม 3 ป.ทำให้ที่มาของ น.ส.ตรีนุชค่อนข้างขัดกับสิ่งที่คนในแวดวงการศึกษาต้องการค่อนข้างมาก แต่เป็นการแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อขัดตาทัพไว้ก่อน จึงไม่มั่นใจว่าผลลัพธ์จะดีขึ้นมากน้อยเพียงใด”
พร้อมกันนั้นนักวิชาการฝีปากกล้ารายนี้ยังสะท้อนมุมมองเพิ่มเติมว่า “แต่หากมองในแง่บวกการเป็นผู้หญิงของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ถือว่าเป็นประโยชน์ตรงที่มีความละเอียดอ่อนเข้าใจปัญหาการศึกษารวมถึงเข้าใจเรื่องเด็กและผู้หญิง แต่จะต้องปรับทัศนคติให้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น ฯลฯ และเสนอให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและสานต่อการดำเนินงานใน 6 ประเด็น (มติชน 26 มีนาคม 2564 หน้า 7)
วันนี้เมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีจอมทัพคนใหม่เข้ามาบริหารจัดการงานการศึกษาของประเทศแล้วก็ตาม แต่ถ้าหากย้อนกลับไปพูดในประเด็นที่เกี่ยวกับโจทย์หรือการบ้านที่อาจนำมาซึ่งความท้าทายที่มีต่อการบริหารจัดการคงจะมีหลากหลายมิติ แต่อย่างไรก็ตามในโอกาสนี้ใคร่ฝากให้รัฐมนตรีป้ายแดงโปรดฟังเสียงประชาชนและฟังความรอบด้านเพื่อนำมาประยุกต์สำหรับการเดินหน้าพัฒนาการศึกษาของประเทศ
ต่อกรณีความต้องการหรือเสียงสะท้อนจากประชาชนสอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “รัฐมนตรีศึกษาในมุมมองของประชาชน” ซึ่งดำเนินการโดยศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าความคาดหวังที่มีต่อรัฐมนตรีคนใหม่ อันดับแรกกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คาดหวังให้มีการยกระดับการศึกษาสู่มาตรฐานสากล ตามด้วยปฏิรูปการศึกษาครบวงจร แก้ปัญหาและลดความเหลื่อมล้ำ นำนโยบายและแผนพัฒนาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เป็นต้น
และในการสำรวจดังกล่าวเมื่อถามถึงปัญหาที่ควรเร่งดำเนินการแก้ไข ส่วนใหญ่ต้องการให้มีการแก้ไขคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานของสถานศึกษาเป็นลำดับแรก ตามด้วยปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาการลงโทษและล่วงละเมิดนักเรียนในสถานศึกษา ปัญหากฎระเบียบที่ล้าหลังไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง และหนี้สินครู (มติชนออนไลน์ 4 มีนาคม 2564)
วันนี้เมื่อกระทรวงศึกษาธิการซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่มีความสำคัญของประเทศโดยเฉพาะการบ่มเพาะศักยภาพของทุนมนุษย์ให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมมีความสมบูรณ์ในองค์รวมสามารถเป็นกำลังสำคัญสำหรับการสืบสานและต่อยอดให้ประเทศเจริญก้าวหน้าแห่งอนาคตสืบไป
โจทย์หรือการบ้านและความท้าทายในการที่จะขจัดหลุมดำทางการศึกษา จึงตกอยู่กับรัฐมนตรีหรือเสมา 1 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคำกล่าวที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ก็น่าจะเป็นหนึ่งในมิติที่สังคมต้องเฝ้ารอ
รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร

