หน้าแรก คอลัมนิสต์ ชำเลืองดูสังค...

ชำเลืองดูสังคมไทย : สุขรัฐจริงเหรอ?

7.04.21 | 10:17 น.
ชำเลืองดูสังคมไทย : สุขรัฐจริงเหรอ?

ชำเลืองดูสังคมไทย : สุขรัฐจริงเหรอ?

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสังคมไทยมีความทุกข์ แต่เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วสังคมถูกสะท้อนออกมาในวาทกรรม “รอยยิ้มสยาม” ซึ่งวาทกรรมนี้ทำให้ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติคิดว่า สังคมไทยมีความสุขอย่างแท้จริง รอยยิ้มของผู้คนชาวไทยบางครั้งมิได้ยิ้มในใบหน้าที่ปีติสุข เพราะยังมีความรันทดในหลายประเด็น และในหลายสถานการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

รัฐและการชำเลืองมอง

1 ด้านการศึกษา หากเราชำเลืองมองแบบเพ่งพินิจดูอย่างถี่ถ้วนความสุขทางการศึกษาที่เกิดขึ้นนั้นยังถือว่าไม่มีสภาวะเป็นปกติสุขเท่าที่ควรทุกระดับ จะเห็นได้ว่าในระดับผู้บริหารกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของรัฐชาติยังมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจของการบริหารจัดการอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้น การผลิตตำราประเภทวิชาการประยุกต์และวิชาชีพประยุกต์ เช่น วิชาทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิชาเกษตรกรรมแนวใหม่ วิชาพาณิชยกรรมการลงทุนระหว่างประเทศ ไม่ได้มาจากความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ อย่างแท้จริง จึงทำให้ตำรา หรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตออกมาขาดคุณภาพทั้งในประเด็นของความถูกต้องด้านเนื้อหา และการประยุกต์ใช้ของผู้เรียน ยิ่งไปกว่านั้นหากชำเลืองมองด้วยใจที่เป็นกลางจะเห็นว่ารัฐไม่มีประเพณีที่จะลงทุนสร้างภูมิปัญญาของชาติให้ไปมากกว่ารถไฟฟ้า ถนน หรือทางด่วน ทางออกเพื่อการสร้างรัฐชาติที่เป็นสุขทางด้านการศึกษานี้ ผู้เขียนขอเสนอเป็นทางลัดประการหนึ่งคือ รัฐต้องลงทุนซื้อลิขสิทธิ์หนังสือจากต่างประเทศเข้ามาแล้วมีหน่วยงานกลางทางการศึกษาทำหน้าที่แปล และจัดจำหน่ายในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป หากพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบการที่ผู้เรียนได้อ่านตำราหรือหนังสือจากต่างประเทศโดยผ่านการแปลอย่างถูกต้องจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนมีโลกทัศน์ที่กว้างไกลได้

2 ด้านการเมืองการปกครอง สถานการณ์การเมืองของรัฐชาติถึงแม้จะดูว่ามีความเรียบร้อย แต่ภาพจริงที่เกิดขึ้นภายใต้การเรียกร้องของประชาชนที่อยากให้รัฐบาลทบทวนการทำงานนั้นยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ หากชำเลืองมองอย่างผิวเผินอาจดูเหมือนว่า ผู้ที่เรียกร้องไม่เคารพกฎกติกาแต่อย่างใด แต่ถ้าหากชำเลืองมองด้วยใจ และเปิดตากว้างมากขึ้นจะพบว่ามีความบกพร่องการทำงานของรัฐบาลหลายๆ ประเด็น เช่น นโยบายการพัฒนาประเทศที่ยังอิงแอบกับกลุ่มผลประโยชน์ นักการเมืองทั้งระดับ
ท้องถิ่น และระดับชาติยังฝังแน่นกับระบบเครือญาติ (Kinship) รวมทั้งยังมีนักการเมืองจำนวนมากที่ขาดมารยาททางการเมือง และไม่มีความรู้บนฐานคติของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง อนึ่ง หากมองย้อนกลับถึงบทบาทของนักการเมืองพบว่า นักการเมืองบางคนไม่ใช่นักพัฒนา (Developer) หากแต่เป็น “นักหลอกลวงประชาชน” นโยบายที่เคยให้ไว้กับประชาชนกลายเป็นเพียงลมที่ออกจากช่องปากเท่านั้น หาใช่จริตในตัวตนของคำว่า “ผู้แทนของประชาชน” แต่อย่างใด ดังนั้นนักการเมืองที่ดีควรรับฟังความรู้สึกนึกคิดของประชาชน และมีจริตในการพัฒนาสังคมก็จะทำให้เป็นนักการเมืองที่ดี และมีคุณภาพ

Advertisement

3 ด้านสังคมและวัฒนธรรม การไหลของวัฒนธรรมโลกเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งสังคมไทยมีลักษณะ “เห่อ” วัฒนธรรมอื่นเป็นทุนเดิม จึงทำให้วัฒนธรรมของตนเองผุกร่อนลงไปทุกที หากชำเลืองมองจะพบว่ายังมีวัฒนธรรมหลายอย่างที่สังคมไทยต้องได้รับการพยุง และค้ำจุนให้กลับมาเป็นความภาคภูมิใจของรัฐชาติเหมือนเดิม วัฒนธรรมที่ควรได้รับการพัฒนา เช่น วัฒนธรรมการตรงต่อเวลา เห็นได้จากการประชุมระดับชาติที่ท่านประธานมาเปิดงานค่อนข้างล่าช้าสุดท้ายเกิดวัฒนธรรมการรอ “ผู้ใหญ่” ที่ขาดการให้ความสำคัญต่อเวลา วัฒนธรรมการยอมรับ และเคารพฐานคิดของบุคคลอื่นที่มีความอาวุโสน้อยกว่า หรืออำนาจน้อยกว่า การแสวงหาผลประโยชน์ทางด้านวัยวุฒิที่สูงกว่า จึงปรากฏให้เห็นเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังมีวัฒนธรรมพวกพ้องแบบทั่วไประบบเส้นสาย (Patronage) ซึ่งพบทั้งองค์กรของรัฐและองค์กรของเอกชน จึงทำให้ขาดการพิจารณาถึงความสามารถในการทำงาน สุดท้ายส่งผลทำให้องค์กรขาดประสิทธิภาพ และถือว่าเป็นการสร้างความผุกร่อนให้แก่สังคมโดยไม่รู้ตัว

การสร้างสุขรัฐ

1 ด้านการศึกษา โดยเฉพาะความรู้ทั่วไปทางการศึกษา (General Education) ที่ผู้เรียนจะต้องได้รับก่อนที่มีการเรียนสาขาวิชาเฉพาะต่อไป ความรู้ทั่วไปทางการศึกษาควรประกอบด้วยขอบข่ายเนื้อหา (Areas) ดังนี้ 1) Digital/Technology/Information Literacy ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลก 2) Basic Science/Health Science ผู้เรียนทั้งที่ศึกษาในระบบโรงเรียน หรือนอกโรงเรียนต้องมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานจะทำให้มีมุมมองที่เป็นเหตุผล และเมื่อเจริญเติบโตขึ้นจะเป็นคนที่ตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิของเหตุผล สิ่งตามมาคือการเป็นผู้ใหญ่ที่มีความดีงามติดตัว และมีคุณภาพ นอกจากนี้ ผู้เรียนจะต้องได้รับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเพราะอัตราของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนนั้น พบว่าส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและการดูแลตนเองเบื้องต้นทำให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพตามมา 3) Social Literacy คือทักษะทางด้านสังคม ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทักษะทางด้านนี้ ได้แก่ ทักษะการทำงานร่วมกัน ทักษะการแบ่งปัน ทักษะเหล่านี้จะนำพาทำให้ผู้เรียนเป็นคน “ใจกว้าง” ต่อไปในอนาคต และมีความสุขในการใช้ชีวิต 4) Aesthetics Literacy ผู้เขียนมีความเชื่อประการหนึ่งว่า มนุษย์ ถ้าขาดสุนทรียศาสตร์ในตนเอง คงไม่แตกต่างไปจากก้อนหิน สุนทรียศาสตร์เป็นศาสตร์ที่รวมความงามของศิลปะและศีลธรรมเข้าด้วยกัน ฉะนั้นสุขรัฐที่แท้จริงคือ การที่ผู้เรียนมีความซาบซึ้งในศิลปะของบรรพบุรุษที่ได้สั่งสม ส่วนในประเด็นศีลธรรมนั้นการศึกษาต้องไม่เพิกเฉย Moral education เป็นเด็ดขาด 4) National/Global Literacy ทักษะในความเป็นชาติ และความเป็นสังคมโลก ซึ่งความหมายรวมถึงความภาคภูมิใจในชาติ การนำตนเองให้อยู่อย่างพอเพียง การสร้างความรักสามัคคี

2 ด้านการเมืองการปกครอง สุขรัฐที่แท้จริงคือ วิถีประชาธิปไตย ซึ่งรัฐชาติจะต้องมีบทบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญที่สามารถนำมาใช้ และปฏิบัติได้กับประชาชนทั่วไป และที่สำคัญสามารถอ่านและเข้าใจได้อย่างถ่องแท้เพราะที่ผ่านมาปรากฏว่าตัวบท และบางข้อความที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญยากต่อการตีความ จึงทำให้รัฐธรรมนูญถูกมองว่า “ครึ่งใบ” นอกจากนี้ ต้องมีการสร้างจิตสำนึก และการรับรู้ประชาธิปไตยให้กับประชาชนอย่างถูกต้อง เพราะการรับรู้ของประชาชนส่วนมากคือ การออกไปใช้สิทธิการเลือกตั้งใน “เทศกาล” ต่างๆ เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติต้องรักษามาตรฐานทางด้านอาชีพของตนเองไว้ได้อย่างดี มาตรฐานทางด้านอาชีพหมายถึงขอบข่ายหน้าที่ของการทำงาน การรักษาผลประโยชน์ของรัฐชาติ มิใช่การกอบโกย หรือการแสวงหาประโยชน์ในหน้าที่แต่อย่างใด เพราะภาพที่เห็นยังมีลักษณะ “กอดคอกัน” ออกมาหลังจากประชุมเสร็จ แต่ตอนประชุมกลับมาสร้างภาพการถกแถลง การอภิปรายอย่างเคร่งเครียด ลักษณะแบบนี้คงเรียกได้ว่า “ผีหลอก” อย่างแน่นอน

3 ด้านสังคมและวัฒนธรรม ปริบทและปริมณฑลของสุขรัฐในมิตินี้ คือ การผูกรัดระหว่างวัฒนธรรมของรัฐชาติ และวัฒนธรรมของสังคมโลกเข้ากันได้เป็นอย่างดี สังคมต้องเป็นสังคมอยู่ดีมีสุขอย่างชัดเจน อยู่ดีมิได้หมายถึงสภาวะการกินดี การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือการสาธารณสุขที่ดีเท่านั้น หากยังต้องปราศจากความขัดแย้งด้วยประการทั้งปวง มีสุขคือ ผู้คนในรัฐชาติไม่มีความรู้สึกหวาดผวา หรือหวาดระแวงกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น เหตุการณ์ทางการเมือง เหตุการณ์จากโรคภัยที่รุนแรง ทั้งนี้ การสร้างสุขรัฐนั้นผู้คนต้องรักษาความเป็นเอกราชทางวัฒนธรรมของตนเองให้ได้ และวัฒนธรรมของตนเอง ต้องไม่มีลักษณะลอกเลียนแบบ (Copied culture) วัฒนธรรมอื่นที่ปราศจากการผสมผสาน หรือการบูรณาการ

4 ทางด้านเศรษฐกิจ การสร้างสุขรัฐในระดับชาตินั้นไม่ได้หมายความว่า “การแจกเงิน” แล้วผู้คนจะเกิดสุข หากพิจารณาอย่างกัลยาณมิตรคงไม่ผิดอะไรที่หนี้สินของรัฐชาติจะตกเป็นมรดกสืบทอดไปยังอนุชนรุ่นหลัง ความสุขในวันนี้มิใช่การใช้สอยเพื่อ “ผ่อนคลาย” หากต้องเป็นการใช้สอยที่มาจากฐานเศรษฐกิจที่มั่งคั่งในอดีต การสร้างสุขที่แท้จริงทางด้านเศรษฐกิจนั้น รัฐต้องลดสภาวะการพึ่งพิง (Dependency) ให้น้อยลง มีการพึ่งตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รัฐต้องตระหนัก และวางยุทธศาสตร์แห่งชาติ และมีกลยุทธ์ให้รัฐชาติกลายเป็น World class Agricultural Country ให้ได้ สิ่งนี้ไม่ใช่เพ้อฝันแต่อย่างใด เพราะรัฐชาติมีความอุดมสมบูรณ์ที่เรียกว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ในอ่าวมีปิโตรเลียมเป็นทุนที่ดีอยู่แล้ว อนึ่ง หากลองคิดแบบธรรมดาว่า ถ้าประเทศสามารถผลิตข้าวได้เมล็ดเท่าหัวแม่มือ อะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจรัฐไทย

สะกิดให้คิดกัน

การสร้างสุขรัฐนั้น ไม่ใช่การกระทำของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพลังความร่วมมือของผู้คนทั้งรัฐชาติ ผู้มีอำนาจต้องใช้อำนาจในทางที่ถูกต้อง และเหมาะสม ผู้ปฏิบัติก็ต้องรู้จักการปฏิบัติที่เกิดมรรคผลต่อตนเอง รวมทั้งประยุกต์ใช้กับชีวิตได้อย่างดี และที่สำคัญอย่าสมยอมกับอำนาจแฝงแต่ประการใด สุขรัฐไม่ใช่วาทกรรมเชิงการพัฒนาในอุดมคติ แต่สุขรัฐนั้นแสดงถึง “มวลรวมระหว่างรัฐกับประชาชน” และที่ต้องตระหนักทั้งรัฐ และประชาชน คือ “เรียนเพื่อรู้ ดูเพื่อทำ นำเพื่อเป็นต้นแบบ” สุขรัฐจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ธงชัย สมบูรณ์