สังคมที่ปกครองกันด้วยกฎหมายนั้นเป็นสังคมปกติ ส่วนสังคมปกครองกันด้วย ปืน หรือลวงล่อด้วยเล่ห์เพทุบายนั้นเป็นสังคมวิปริต
การก่อรัฐประหารที่ใช้กำลังรบและกำลังอาวุธเข้าปล้นชิง อำนาจรัฐ นั้นเป็นความวิปริต ไม่ใช่อุดมการณ์ แต่ทุกครั้งก็ต้องหาคำมาอวดอ้างความชอบธรรม
จากนั้นก็ไม่ต้องมีฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ต้องใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษร
ไม่ต้องอาศัย ตุลาการ ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาตัดสิน
รัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ก็เช่นกัน เพียงมี ปืน ก็สามารถสถาปนาความเป็นใหญ่
คำพูดผู้ก่อการกลายเป็น กฎหมาย คำสั่งเป็น คำพิพากษา
การใช้ ม.44 ของ หัวหน้า คสช. คือความชะล่าใจ
เพียงแค่กล่าวหาว่ามีการทุจริตหรือเกิดความรั่วไหลในโครงการรับจำนำข้าว ก็ลากเอาผู้เป็น นายกรัฐมนตรี มาปู้ยี่ปู้ยำถึงกับว่า ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและไม่ระงับยับยั้งความเสียหาย นายกรัฐมนตรีจะต้องชดใช้เป็นเงินกว่า 35,717 ล้านบาท
มีนักการเมืองคนไหนที่รับสภาพแบบนี้ได้บ้าง
และโดยไม่รอช้า เมื่อมีคำสั่งจาก ผู้มีอำนาจ เจ้าพนักงานก็อ้างว่า ปฏิบัติตามหน้าที่ ก็เข้า ยึด-อายัด เงินฝากในบัญชี เงินลงทุน หน่วยลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์ กองทุนต่างๆ ที่ดิน ห้องชุด สิ่งปลูกสร้าง บ้านพักอาศัย ของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทันท่วงที
ที่น่าตะลึงไปกว่านั้นคือการนำทรัพย์สินนางสาวยิ่งลักษณ์ออกทยอย ขายทอดตลาด ทั้งๆ ที่ศาลยังไม่ตัดสิน
ในสถานการณ์ที่ปืนอยู่เหนือกฎหมายนั้นไม่มีใครยั้งคิด ยั้งมือ !
แต่เมื่อ นิติธรรม หวนกลับมา ศาลปกครอง ให้เพิกถอนคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของนางสาว
ยิ่งลักษณ์ คำถามที่ตามมาก็คือ ทรัพย์สินที่ได้มาจากการทำมาหาเลี้ยงชีพซึ่งถูกรัฐนำเอาไปขายทอดตลาดแล้วบางส่วนนั้นจะทำอย่างไร
นายวิษณุ เครืองาม เป็นนักฎหมายระดับ เกจิ เคยเป็นอาจารย์ เป็นวิทยากรบรรยายมากมายหลายหลักสูตรชั้นนำในประเทศ เมื่อพูดอะไรออกมาก็จะมีผู้คนตั้งใจฟังว่า มีหลักคิด มีหลักการอย่างไร
วิษณุ ตอบกรณีที่มีการอายัดและยึดทรัพย์สินนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า ต้องหยุดเอาไว้ก่อน ส่วนที่ขายทอดตลาดไปแล้วจะให้คืนไปก็คงไม่ได้
ไม่น่าเชื่อว่าใน รัฐ ที่ประกาศตัวว่าใช้กฎหมายเป็น กติกา จะให้คำตอบ
แบบนี้กับพลเมือง!?!!

