หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : สุโขทัย เมืองแล้งน้ำในหน้าแล้ง เมืองน้ำล้นในหน้าฝน

29.08.16 | 22:12 น.
สระน้ำ (หรือตระพัง) ประจำวัด เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในกลางเมืองสุโขทัย

สุโขทัย เป็นเมืองแล้งน้ำ ต้องทำระบบน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในเมือง แล้วขุดสระน้ำเรียกตระพัง ไว้เก็บน้ำใช้ในวัดและวัง (ไม่ได้ขุดไว้ลอยกระทง)

“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เป็นวาทกรรมคำโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างใหม่สมัยหลัง จึงไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เป็นจริงทั้งหมดของยุคสุโขทัยมีชีวิต

เมืองสุโขทัย ตั้งบนที่ดอนลาดเอียงลงทางทิศตะวันออก แล้วมีภูมิประเทศแวดล้อม ดังนี้

ทิศเหนือ เป็นที่ราบเชิงเขาลุ่มน้ำยม มีน้ำหลากรุนแรง

ทิศตะวันออก เป็นที่ราบลุ่มน้ำยม มีน้ำท่วม ตัวเมืองสุโขทัยอยู่ห่างจากแม่น้ำยม มากกว่า 10 กิโลเมตร

Advertisement

ทิศตะวันตก เป็นที่ราบสูง

ทิศใต้ เป็นเทือกเขา

ฤดูฝนมีฝนตกหนัก แล้วมีน้ำป่าไหลหลากท่วมพื้นที่ด้านทิศเหนือ กับทิศตะวันออก เหมือน “ทะเลหลวง”

ฤดูร้อนเป็นหน้าแล้ง ไม่มีน้ำ จนถึงขาดแคลนหนัก

แผนผังเมืองสุโขทัย แสดงการจัดการน้ำ แต่ไม่ถูกมาตรส่วนและไม่สมบูรณ์ เพราะเอาจากของเก่าทำไว้เกือบ 30 ปีมาแล้ว จากหนังสือแคว้นสุโขทัย “รัฐในอุดมคติ” พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2531 หน้า 92
แผนผังเมืองสุโขทัย แสดงการจัดการน้ำ แต่ไม่ถูกมาตรส่วนและไม่สมบูรณ์ เพราะเอาจากของเก่าทำไว้เกือบ 30 ปีมาแล้ว จากหนังสือแคว้นสุโขทัย “รัฐในอุดมคติ” พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2531 หน้า 92

สุโขทัยได้ต้นแบบจากอีสาน แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

ระบบกักเก็บน้ำของสุโขทัย ได้ต้นแบบจากชุมชนดั้งเดิมในอีสาน ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าเมืองสุโขทัยนับพันปี

อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ศึกษาและสำรวจไว้ก่อนมีอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แล้วเขียนบอกไว้ในเอกสารวิชาการหลายเล่ม เช่น พื้นที่แห้งแล้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมุมมองทางโบราณคดี (เป็นภาษาอังกฤษ  เสนอต่อที่ประชุมวิชาการในญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 1996 แล้วพิมพ์ในญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ. 1999 ต่อมาแปลเป็นไทย รวมพิมพ์ในหนังสือ ทุ่งกุลา อาณาจักรเกลือ 2,500 ปี โดยสำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2546 หน้า 13-27)

การสร้างเมืองสุโขทัยต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมากมี 2 อย่าง ได้แก่ น้ำแล้งในฤดูร้อน กับน้ำท่วมในฤดูฝน

วิธีแก้ปัญหาทำโดยได้ต้นแบบจากอีสาน ดังนี้

  1. สร้างคันดินกั้นน้ำ และเบี่ยงเบนน้ำ รู้จักกันสมัยหลังในชื่อ “ทำนบพระร่วง” หรือ “ถนนพระร่วง”

พบมากทางด้านทิศเหนือ, ทิศตะวันตก และทิศใต้ของเมืองสุโขทัย ซึ่งมีน้ำป่าหลากรุนแรงในฤดูฝน

  1. ขุดสระน้ำ (เรียกตระพัง) เก็บน้ำไว้ใช้ในวัดศักดิ์สิทธิ์ และในวัง

พบมากในเมือง โดยเฉพาะอยู่กับวัดสำคัญๆ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง น้ำเหล่านี้ถูกกรองตามธรรมชาติเข้ามาจากคูน้ำ หรือคูเมือง ซึ่งอยู่คู่กับกำแพงเมือง โดยชักน้ำจากเทือกเขาด้านทิศใต้กับทิศตะวันตก

  1. ขุดบ่อน้ำขนาดเล็กๆ กลมๆ กรุด้วยอิฐจำนวนมาก บริเวณชุมชนขุนนางข้าราชการในกำแพงเมือง และนอกเมืองบางแห่ง

คนอีสานโบราณ มีส่วนสถาปนาสุโขทัย

คนอีสานโบราณมีส่วนสถาปนารัฐสุโขทัย เพราะเคลื่อนย้ายจากที่ราบสูงลุ่มน้ำโขง ชี มูล ลงที่ราบลุ่มน้ำน่าน-ยม ตั้งแต่ราว 2,500 ปีมาแล้ว

ผ่านทาง จ. เลย เข้าสู่ อ. ชาติตระการ กับ อ. นครไทย จ. พิษณุโลก แล้วเดินบกตามลำน้ำแควน้อย ลงแม่น้ำน่านทางอุตรดิตถ์-พิษณุโลก

พบหลักฐานโบราณคดีเป็นระยะๆ เช่น ลวดลายขีดข่วนบนผนังถ้ำ, ภาพเขียนสี, รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ร่วมสมัยวัฒนธรรมบ้านเชียง (อุดรธานี) ทำด้วยโลหะสำริดและเหล็ก

เหล่านี้เป็นหลักฐานว่าช่างยุคสุโขทัยได้ต้นแบบจากอีสาน โดยเฉพาะวัฒนธรรมบ้านเชียง จึงมีความชำนาญทางเทคโนโลยีถลุงและหล่อสำริด เป็นเทวรูปกับพระพุทธรูป

ต่อมาพบวัฒนธรรมทวารวดีแบบอีสาน ตามเส้นทางจากอีสานเหนือ ลงลุ่มน้ำน่าน

หลังจากนั้นยังพบหลักฐานการเคลื่อนย้ายจากที่ราบสูงโคราชบริเวณลุ่มน้ำมูล ผ่านเมืองพิมาย (อ. พิมาย) กับเมืองเสมา (อ. สูงเนิน) จ. นครราชสีมา ลงทางลุ่มน้ำป่าสัก             จ. ลพบุรี, จ. เพชรบูรณ์ ขึ้นไปเมืองพิษณุโลก และเมืองสุโขทัย

พบหลักฐานปราสาทขอม ที่ เอนก สีหามาตย์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร บอกไว้ใน          มติชน

สุโขทัยแล้ง อยุธยาล้น

เมืองสุโขทัยแล้งน้ำ ต้องขังน้ำไว้ใช้ แต่เมืองอยุธยาน้ำล้น ต้องไล่น้ำมิให้ท่วมบ้านเรือน ความแตกต่างนี้ดูจากการจัดการน้ำ

ขณะที่เมืองสุโขทัยพัฒนาระบบกักเก็บน้ำ ได้แก่ สร้างคันดินกั้นน้ำและเบี่ยงเบนน้ำ, ขุดสระน้ำ, ขุดบ่อน้ำ ฯลฯ

แต่อยุธยาพัฒนาระบบระบายน้ำ ขุดคลองในเกาะเมืองไขว้ไปมาเหมือนตาตารางบนกระดานหมากรุก เพื่อให้น้ำไหลลงเร็วๆ ออกอ่าวไทย จะได้ไม่ท่วมเมือง เพราะน้ำมากล้นเกินไป

ธรรมชาติอย่างนี้เองของอยุธยาเมืองลุ่ม ทำให้มีประเพณีขอขมาน้ำและดิน โดยลดชุด ลอยโคม ลงน้ำ แล้วเป็นลอยกระทง (ยุคกรุงรัตนโกสินทร์) ไม่ใช่กรุงสุโขทัย

ทะเลหลวง

เมืองสุโขทัย ที่ได้รับยกย่องอย่างพิสดารว่า “ราชธานีแห่งแรกของไทย” ตั้งอยู่บนที่ดอนลาดเอียงลงทางทิศตะวันออก ห่างจากแม่น้ำยมมากกว่า 10 กิโลเมตร

พื้นที่ระหว่างตัวเมืองสุโขทัยกับแม่น้ำยม เป็นที่ราบลุ่มต่ำ รองรับน้ำหลาก (เสมือนแก้มลิง) จากทางเหนือในฤดูฝนท้นท่วมราว “ทะเลหลวง” (มีบอกในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง)

ด้วยเหตุนี้เอง พ่อขุนศรีนาวนำถุมที่สร้างเมืองสุโขทัย ราว พ.ศ. 1700 (คู่กับเมืองศรีสัชนาลัย อยู่ทางทิศเหนือขึ้นไปห่าง 60 กิโลเมตร) จึงไม่สร้างอยู่ใกล้ฝั่งน้ำยม เพราะน้ำท่วมมาก แต่ขยับหนีน้ำท่วมไปสร้างบนที่ดอน ออกห่างไปราว 10 กิโลเมตร

ฟื้นฟูทะเลหลวง

ตัวจังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน เรียกกันทั่วไปว่า “ธานี” อยู่สองฝั่งแม่น้ำยม ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มต่ำ ต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมตามธรรมชาติทุกปี

นักวิชการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา เขียนบทความบอกไว้ราว 40 ปีมาแล้ว ตั้งแต่เริ่มโครงการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ว่าภูมิประเทศเป็นอย่างนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์ แล้วแนะนำว่าต้องปรับปรุงถนนสายธานีกับเมืองเก่าไม่เป็นคันทดน้ำที่หลากจากเหนือลงมา ขณะเดียวกันไม่ควรสร้างชุมชนใหม่บริเวณทะเลหลวง เพราะน้ำท่วมมาก

แต่รัฐราชการสมัยโน้นจนสมัยนี้ไม่ฟังอีร้าค้าอีรม พากันถมที่ลุ่มทะเลหลวงสร้างชุมชนใหม่ เมืองใหม่ เท่ากับแย่งพื้นที่รับน้ำหลากจากทิศเหนือ

เมื่อท้องถิ่นสุโขทัย ร่วมกันบรรเทาและแก้ปัญหาโดยฟื้นทะเลหลวงเป็นที่รับน้ำหลากเสมือน “แก้มลิง” (ตามที่อ่านพบในข้อเขียนเรื่องสุโขทัยจัดการน้ำ โดย นฤตย์ เสกธีระ ในมติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2559 หน้า 13)

จึงควรสนับสนุนยกย่องอย่างยิ่ง และควรบริหารจัดการเชื่อมโยงทั้งระบบการหลากไหลของน้ำป่าทั้งจากทางเหนือและทางตะวันตก

ขณะเดียวกันก็ต้องแบ่งปันเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำครั้งกรุงสุโขทัยพร้อมไปด้วย เท่ากับเพิ่มเสน่ห์ให้การท่องเที่ยวสุโขทัย