ศูนย์ข่าวอิศราแจ้งว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 20/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 6 ความว่า “โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายซึ่งเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบขององค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย มูลกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ แม้ผลการตรวจสอบหรือการสอบข้อเท็จจริงในขณะนี้ยังไม่อาจสรุปความผิดได้ แต่ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญอยู่ในความสนใจของประชาชน และมีการดําเนินการไปแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเคยมีคําสั่งให้ใช้มาตรการชั่วคราวในลักษณะเดียวกันเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจง พิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างโปร่งใส ไม่เป็นที่ครหา และเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและประชาชน ตลอดจนเพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้ (ข้อ1) ให้หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในกรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราวโดยยังไม่พ้นจากตําแหน่ง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคําสั่ง
ประเด็นแรกที่น่าจะนำมาพิจารณาก็คือ การใช้มาตรา 44 นี้ดูจะเป็นการใช้อย่างกว้างขวาง ซึ่งผมจะขอละเว้นไม่ก้าวล่วงว่า ?ควรใช้? หรือไม่ แต่จะขอตั้งคำถามว่า หากเรากลับสู่ภาวะการเมืองปกติ อย่างน้อยในรัฐธรรมนูญใหม่ที่เพิ่งผ่านการลงประชามติรับร่างไปนั้น เราจะใช้กลไกอะไรในการจัดการการบริหารในลักษณะเหล่านี้ที่ไม่ใช่กลไกของระบอบเผด็จการดังที่เป็นอยู่
หมายถึงว่า หากมองในมุมที่พยายามทำความเข้าใจการบริหารของคณะรัฐประหารแล้ว การใช้อำนาจที่กว้างขวางครอบคลุมอย่างมาตรา 44 นี้ หากไม่ได้สะท้อนว่าระบอบเผด็จการมีปัญหาในการใช้อำนาจตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ดังที่มีการวิจารณ์ผ่านแนวทางของผู้นิยมประชาธิปไตยมาโดยตลอด ก็คงต้องถามคำถามว่า ระบบการบริหารที่เป็นอยู่มันมีปัญหาอะไรถึงขนาดที่ต้องทำให้มีการใช้มาตรา 44 ซึ่งมักจะถูกนำเสนอในแง่ของการใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้คนอย่างฉับพลันทันทีนั่นแหละครับ
ในกรณีของอาจารย์สุขุมพันธุ์นั้น กระแสสังคมส่วนหนึ่งอาจจะรู้สึกโล่งใจในทำนองว่า ?ในที่สุด? คณะรัฏฐาธิปัตย์ก็ได้ตัดสินใจใช้มาตรา 44 พักงานอาจารย์สุขุมพันธุ์ (ย้ำว่าเป็นการพักงาน เพื่อรอเคลียร์ตัวเองจากคดี ไม่ใช่ไล่ออก) เสียที หลังจากที่หลายคนอาจจะรอมานาน ทั้งนี้ เพราะเกิดจากความไม่พอใจกับการบริหารงานของอาจารย์สุขุมพันธุ์ในฐานะผู้ว่าราชการ กทม. และก็พูดตรงๆ ว่า รู้สึกทำอะไรไม่ได้ในแง่ของการตรวจสอบและปรับเปลี่ยนการบริหารที่เป็นอยู่ ถึงขนาดที่พรรคต้นสังกัดของอาจารย์สุขุมพันธุ์นั้นก็ยังมีปัญหากับอาจารย์สุขุมพันธุ์เองดังที่เป็นข่าวว่าไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับอาจารย์สุขุมพันธุ์ และไม่สามารถรับผิดชอบกับการบริหาร กทม.ร่วมกับอาจารย์สุขุมพันธุ์ได้
คําถามที่สำคัญก็คือ นอกเหนือจากความไม่พอใจที่เราอาจจะมีต่อท่าทีและผลงานการบริหารของอาจารย์สุขุมพันธุ์ที่ผ่านมาแล้ว เราอาจจะต้องลองจินตนาการดูว่า หากให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มานั่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานครด้วยเงื่อนไขและโครงสร้างทางการบริหารที่เป็นอยู่ พลเอกประยุทธ์จะทำได้ดีกว่าหรือแย่กว่าอาจารย์สุขุมพันธุ์ (โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจพิเศษนอกเหนือไปจากอำนาจในฐานะผู้ว่าราชการ กทม.) ?
การตั้งคำถามเช่นนี้ไม่ได้มีเจตนาจะท้าทายอำนาจของคณะรัฐประหาร แต่ต้องการกระตุ้นให้สังคมได้คิดว่า จริงหรือไม่ที่เราเชื่อกันมาว่า กทม.นั้นเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นอันพึงปรารถนา ในความหมายที่ว่า มีโครงสร้างการบริหารที่มีอิสระและทรงประสิทธิภาพมากกว่าการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะโดยเงื่อนไขของการมีพื้นที่บริหารเต็มพื้นที่จังหวัด (ต่างจากเทศบาล) และไม่มีการต้องขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกส่งมาจากส่วนกลางในนามของการปกครองแบบภูมิภาคเหมือนจังหวัดอื่นๆ อีกทั้งยังมีงบประมาณที่เพียงพอในการบริหารพื้นที่ของตัวเอง ถ้าดูจากเม็ดเงินและโครงการขนาดใหญ่
ผมเสนอว่า หากเราตัดปัจจัยเรื่องตัวบุคคลออกแล้ว (พูดง่ายๆ ว่า ต่อให้อาจารย์สุขุมพันธุ์ไม่ได้เป็นผู้ว่าฯแล้ว) การบริหารราชการ กทม.นั้นก็ยังมีประเด็นท้าทายอีกไม่น้อย
ประการแรก กทม. (หรือที่เราเข้าใจกันก็คือหน่วยการบริหารที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ) นั้นมีอำนาจหน้าที่มากมายก็จริง แต่มีอยู่ไม่กี่อย่างที่ประชาชนสนใจจริงๆ ว่าถ้าไม่ทำแล้วจะต้องถูกด่า หรือพูดอีกอย่างก็คือ ในพระราชบัญญัติ กทม.นั้น กทม.มีอำนาจมากมาย แต่ก็มีหน่วยอื่นที่ทำเช่นเดียวกัน แต่ที่สังคมรับรู้และไล่บี้ กทม.โดยเฉพาะผู้ว่าฯจริงๆ แล้วคงจะมีสองเรื่องคือเรื่องของน้ำท่วม และความสะอาด โดยเฉพาะเรื่องขยะ
พูดง่ายๆ ว่า อย่างน้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง รถเมล์ไม่มาตามเวลา หน่วยงานอื่นที่ทำงานใน กทม.โดยที่ กทม.ไม่ได้รับผิดชอบ
หรือกรณีที่ว่า รถติดเนี่ย กทม.ก็ไม่ได้ถูกกดดันให้แก้ปัญหา แต่ กทม.ก็พยายามจะเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นการทำถนนบางเส้น หรือเข้ามาลงทุน หรือเปิดให้เอกชนลงทุนในเรื่องของรถไฟฟ้า เป็นต้น
ผมยกประเด็นนี้มาพูดเพื่อให้ร่วมกันคิดว่า ในระยะยาวนั้น เมื่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.มาถึงอีกครั้ง เราต้องเริ่มคิดก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่ กทม.ต้องทำ ไม่ใช่นั่งรอฟังผู้สมัครขายฝันเป็นโครงการๆ ไป แต่ไม่เคยมีการประเมินกันอย่างจริงจังว่าอะไรคือปัญหาที่เกิดขึ้นของ กทม. และในการแก้ปัญหานั้น อะไรคือสิ่งที่ กทม.แก้ได้เอง และอะไรคือสิ่งที่ กทม.แก้ไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการประสานงานกับหน่วยงานอื่น
รวมทั้งอะไรคือสิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือกันเองของประชาชนในพื้นที่ ในแต่ละบ้าน หรือในละแวกบ้านของตัวเอง
เรื่องที่ผมพยายามชวนให้คิดนี้ใหญ่กว่าอุตสาหกรรมการทำแผนพัฒนา กทม.เอง เพราะแผนพัฒนาเป็นการทำที่ กทม.เป็นเจ้าภาพ เขาย่อมจะต้องคิดและทำโดยเอาโครงสร้างการบริหารราชการของ กทม.เป็นตัวตั้ง แต่ถ้าเราลองคิดในมุมของเราเองในฐานะที่เป็นพลเมือง (citizen) ซึ่งมีความหมายมากกว่าผู้รอรับโครงการ หรือผู้ไปเลือกคนมาทำงานแทนเรา แต่มองในฐานะผู้ที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของชุมชน (ทาง ?การเมือง?) ของเราเอง เราจะต้องตั้งหลักโดยมองถึงกระบวนการกลายเป็นเมือง (urbanization) ของพื้นที่ของเราก่อน แล้วพิจารณาไปพร้อมกันว่า กทม.จะทำอะไรได้ และถ้าทำไม่ได้ จะต้องปรับปรุงแก้ไข กทม.อย่างไร
ส่วนในทางวิชาการเองก็คงจะต้องค้นคว้าศึกษากันต่อไปว่า เหตุใดการจัดการขยะและการจัดการระบายน้ำจึงได้กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนยอมไม่ได้ในแง่ของการจับตาและเฝ้าตรวจสอบ กทม. ทั้งที่ กทม.ก็มีหน้าที่อื่นๆ อีกร้อยแปด หรือมองอีกด้านหนึ่งก็คือ ทำไมการจัดการปัญหาอย่างน้ำท่วมเองนี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลกลางดูเหมือนจะไม่ถูกกดดันให้รับผิดชอบมากเท่ารัฐบาล กทม. ขณะที่หากน้ำท่วมเกิดนอกเขต กทม. รัฐบาลกลางก็จะถูกกดดันอย่างหนักให้ต้องรับผิดชอบดังที่เราเคยผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มาด้วยกัน
ประการที่สอง ที่ต้องคิดกันก็คือ จริงหรือไม่ที่โครงสร้างการบริหาร กทม.ดังที่เป็นอยู่นั้นดีแล้ว แต่ขาดแค่คนดีและคนเก่งมาบริหารเท่านั้นเอง? ผมขอเสนอคำตอบว่า การบริหาร กทม.นั้นมีประเด็นที่ท้าทายอย่างมาก และคนดีอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ
ขอยกตัวอย่างที่สำคัญก็คือ เราเองไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปกครองในระดับเขต และในระดับการตรวจสอบผู้ว่าราชการ กทม.ในระดับสภา กทม.อย่างเป็นระบบ จนทำให้เราไม่สามารถสร้างแรงกดดันไปที่สภา กทม.ให้ตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าราชการ กทม.ได้ ซึ่งแตกต่างกับการที่เราสนใจการเมืองในระดับประเทศที่เราเห็นการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้นของตัวแทนประชาชนทั้งในและนอกสภา
ถามง่ายๆ ว่า ในฐานะพลเมืองของ กทม. ท่านรู้จักสมาชิกสภา กทม.ในเขตของท่านไหม ท่านรู้ไหมว่าเขาทำงานอะไรให้กับท่านบ้าง (แต่คนที่อยู่ในชุมชนแออัดอาจจะเห็นหน้าบ่อยกว่า) และท่านรู้ไหมว่าในการประชุมสภา กทม.นั้นใครมีบทบาทอะไร มีสิ่งที่เรียกว่า ?ฝ่ายค้าน? หรือไม่?
ในอีกมิติหนึ่ง เราไม่ได้ให้ความสนใจกับการบริหาร กทม.ในระดับเขต ซึ่งจะว่าไปแล้ว การบริหารในระดับเขตนั้นมีลักษณะที่ไร้ประสิทธิภาพและล้าหลังกว่าการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบอื่นๆ ด้วยซ้ำ หากจะลองเทียบการปกครองในระดับเขตกับเทศบาลตำบลหรือเทศบาลเมือง ซึ่่งอยู่ในระดับเดียวกัน ในแง่บุคลากร และงบประมาณ รวมทั้งพื้นที่ปัญหาของเมือง
ถามว่าผู้อำนวยการเขตซึ่งถูกแต่งตั้งจากข้าราชการ กทม. โดยผู้ว่ากทม.นั้นมาจากบุคลากรที่มากพอให้เราเลือกไหม ถ้าลองเทียบกับการที่ประชาชนในแต่ละเทศบาลนั้นได้มีโอกาสเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของพวกเขาเอง? ขณะที่เครื่องไม้เครื่องมือของแต่ละเขตนั้นอาจจะมีมากกว่าเทศบาลในระดับเดียวกันด้วยซ้ำ (ในแง่ของพื้นที่และงบประมาณ)
สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เขตนั้นไม่ได้มีความโดดเด่นในการจัดทำแผนตัวเองเมื่อเทียบกับการบริหารจัดการเทศบาล ที่เราอาจจะมองว่าเป็น ?เมืองนอก กทม.? ทั้งหลาย อยากให้ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่า เขตต่างๆ มีผลงานการบริหารที่โดดเด่นเท่ากับการบริหารที่โดดเด่นของเทศบาลที่ได้รับรางวัลหรือไม่ (หรือเราเคยมีส่วนในการตัดสินประเมินและให้รางวัลกับการบริหารในระดับเขตบ้างไหม รวมทั้งเรามีโอกาสได้ประเมินการทำงานของผู้อำนวยการเขตของเราไหม)
เรื่องการบริหารในระดับเขตยังรวมไปถึงเรื่องของบทบาทที่ไม่มีความโดดเด่นของสภาเขต ที่ไม่สามารถกดดันตรวจสอบผู้อำนวยการเขตได้มากนัก เมื่อเทียบกับโครงสร้างการทำงานของสภาเทศบาลในหลายๆ ที่ และการไม่มีความโดดเด่นของแผนพัฒนาเขตที่ขาดทั้งมุมมองและการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่
ที่ผมนำเสนอเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาจะวิจารณ์ให้เสียหาย แต่ต้องการชี้ให้พลเมืองชาว กทม.ได้ตระหนักว่าเรามีปัญหาในระดับโครงสร้างการบริหารของ กทม. ซึ่งผมคิดว่า อาจเป็นไปได้ว่าโครงสร้างในปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกับปัญหาของเมืองที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่ในอดีตนั้น กทม.อาจจะไม่ได้มีความเป็นเมืองที่ซับซ้อนขนาดนี้ ดังนั้นโครงสร้างที่ผู้ว่าฯ กทม.มาจากการเลือกตั้งและสามารถสั่งการหน่วยการบริหารในระดับเขตทั้งหมดได้โดยตรงก็ดูจะมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อเมืองนั้นมีปัญหาที่มากขึ้นคือ แต่ละเขตนั้นมีความเป็นเมืองของตัวเองมากขึ้น เราคงต้องถามคำถามว่า กทม.ซึ่งดูแลพื้นที่โดยรวมจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับเมืองย่อยๆ ของเขา
ประเด็นนี้ยังรวมไปถึงการส่งเสริมให้ประชาชนนั้นสามารถรวมกลุ่มกันในการแก้ปัญหาพื้นฐานของพวกเขามากขึ้น อย่างในอดีตเราเคยมีการกำหนดให้มีคณะกรรมการหมู่บ้าน (จัดสรร) และคณะกรรมการอาคารชุด แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ถูกนับรวมเข้ามาในโครงสร้างการบริหารงานในแต่ละเขต
ในประการสุดท้าย แม้เราทราบกันว่าอาจารย์สุขุมพันธุ์ท่านจะถูกพักงานเนื่องจากกรณีของการจัดจ้างการแสดงไฟซึ่งยังต้องรอการตัดสินความบริสุทธิ์ของท่าน แต่สิ่งที่เราไม่พอใจอาจารย์สุขุมพันธุ์กันเสมอก็คือเรื่องของการจัดการน้ำท่วม โดยเฉพาะบางทีอาจจะเป็นปัญหาเรื่องท่าทีของท่านในการสื่อสารมากกว่าการ บริหารจริงๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะน้ำก็ท่วมมาทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหาร กทม.นั่นแหละครับ แต่ถ้าลองคิดอย่างจริงจังแล้วแอบจินตนาการไปว่า แทนที่จะใช้มาตรา 44 ในการจัดการผู้บริหาร กทม. แต่ใช้มาตรา 44 ในการจัดการการจัดการผังเมือง กทม. จริงๆ ว่า มีพื้นที่บริเวณไหนที่ทำผิดระเบียบกีดขวางทางน้ำ หรือใช้/ไม่ใช้มาตรา 44 แต่ตั้งคำถามกับการต้องจัดรูปที่ดินใหม่ให้เราอยู่กับน้ำได้ โดยการเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำในเมืองที่มีลักษณะยืดหยุ่นและใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่มองแต่ว่าจะกันน้ำเข้าเมืองและสูบออกไปยังพื้นที่อื่น หรือในการปลูกสร้างต่างๆ เจ้าของที่ดินจะต้องร่วมรับผิดชอบในการรับน้ำและจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองด้วย ไม่ใช่คิดแต่เรื่องเว้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัยและมีพื้นที่สีเขียว แต่อาจต้องลองพูดถึงการมีพื้นที่สีฟ้าด้วยของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ผลักภาระมาให้กับส่วนรวมเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้คงพอจะทำให้เราเห็นได้บ้างว่ายังมีอะไรที่มากกว่าการพักงานผู้ว่าฯ กทม.ในการจะทำให้การบริหาร กทม.นั้นมันน่าอยู่สำหรับทุกคนทั้งภายในและภายนอก กทม.เองครับ

