อุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา โดย วสิษฐ เดชกุญชร

แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 22 เดือนนี้ (สิงหาคม 2559) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงชื่อในคำสั่งกำหนดมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย เหตุผลของการออกคำสั่งดังกล่าวก็คือ มีผู้นำความแตกต่างอันเป็นปกติของสังคมไทยซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมไปขยายความหรือบิดเบือนให้กลายเป็นความขัดแย้งในหมู่ศาสนิกชน

หัวหน้า คสช.ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานของรัฐที่จะดำเนินการให้มีการอุปถัมภ์และคุ้มครองทุกศาสนาอันเป็นที่ยอมรับของทางราชการและประชาชนชาวไทย และส่งเสริมศาสนิกชนทั้งหลายให้มีบทบาทในการพัฒนาประเทศ สร้างความสามัคคีปรองดองและปฏิรูปประเทศ โดยไม่ขัดต่อกฎหมายและหลักธรรมคำสอนทางศาสนา

โดยเฉพาะสำหรับพระพุทธศาสนานั้น โดยที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทมาช้านาน หัวหน้า คสช.จึงได้สั่งให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา และการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา โดยสอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาตามแบบเถรวาท โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

ส่วนของการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแบบมหายานไม่ว่าจะเป็นจีนนิกาย อนัมนิกายหรือนิกายอื่นใด ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์คุ้มครองจากรัฐตลอดมา ก็ให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าว เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญาสอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาตามแบบนั้นๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

สำหรับศาสนาอื่นๆ คือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และรัฐได้อุปถัมภ์คุ้มครองตลอดมา ก็ให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามแนวทางของแต่ละศาสนา เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา โดยสอดคล้องกับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนานั้นๆ โดยไม่ขัดต่อกฎหมายเช่นเดียวกัน

หัวหน้า คสช.ได้กำหนดให้สำนักเลขาธิการ คสช. กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันการศึกษาด้านศาสนา องค์กรปกครองคณะสงฆ์ องค์กรทางศาสนาต่างๆ ที่ทางราชการรับรอง ร่วมกันกำหนดมาตรการ

และกลไกในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ของศาสนิกชนของทุกศาสนา การนำหลักธรรมคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปประเทศ เช่น การใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การมีธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริต ความสามัคคีปรองดอง การสร้างสังคมสันติสุข และกำหนดมาตรการและกลไกป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ตลอดจนการสร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ชาวต่างชาติเกี่ยวกับข้อพึงปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติในเรื่องทางศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีภายในสามเดือน และให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนารายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการตามคำสั่ง พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนแนวทางแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีทราบทุกสามเดือน

เป็นที่น่ายินดีที่หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งนี้ในขณะที่พระพุทธศาสนากำลังถูกบิดเบือนและย่ำยีโดยลัทธิธรรมกาย และโดยพระภิกษุสงฆ์บางรูป เช่นพระคึกฤทธิ์ โสตถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง แต่ก็น่าเป็นห่วงที่การแก้ปัญหาตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.นี้คงจะไม่สัมฤทธิผลเร็วนัก ประการหนึ่งเพราะภารกิจตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.นั้นกว้างขวางและหลากหลาย ครอบคลุมหลายศาสนา ทั้งยังมีหน่วยงานของรัฐและเอกชนต้องร่วมกันแก้ปัญหาตามคำสั่งนี้เป็นจำนวนมาก อาจเกิดปัญหาเรื่องเอกภาพในการดำเนินการ และอีกประการหนึ่ง โดยเฉพาะในการเผยแพร่พระธรรมคำสอนในศาสนาพุทธให้ถูกต้องนั้น จำเป็นที่จะต้องได้ผู้มีความรู้จริงๆ ทั้งทางปริยัติและปฏิบัติร่วมกันพิจารณาและดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม คำสั่งของหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ต้องถือว่าเป็นก้าวสำคัญก้าวแรกในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม ซึ่งเรื้อรังและกำลังต้องการการแก้ไขโดยเร่งด่วน และจะเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมการศาสนาด้วยว่าจะสามารถปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.ได้เพียงใด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้จี้’ดีเอสไอ’เร่งเอาผิด8บริษัทแชร์ลูกโซ่ หลอกตุ๋นเหยื่อนับหมื่น เสียหายกว่า 10,000 ล้าน
บทความถัดไปไขข้อสงสัย ทำไมเพลงป๊อปยุคใหม่ถึงเหมือนกันราวกับถอดเมโลดี้กันมา!