อาหารโลกพุ่งโอกาสสินค้าเกษตรปศุสัตว์ไทย
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานดัชนีราคาอาหาร (The FAO Food Price Index : FFPI) เดือนมีนาคม 2564 เฉลี่ย 118.5 จุด สูงกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2.4 จุด หรือสูงขึ้น 2.1% เป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 สู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปีนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2557 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวนำโดยดัชนีย่อยน้ำมันพืช เนื้อสัตว์ และนม ที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่ธัญพืชและน้ำตาลดัชนีราคาลดลง
ดัชนีราคาเนื้อสัตว์ของ FAO ในเดือนมีนาคม ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 98.9 จุด เพิ่มขึ้น 2.2 จุด จากเดือนกุมภาพันธ์ หรือเพิ่มขึ้น 2.3% ซึ่งเป็นแนวโน้มราคาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน โดยเฉพาะราคาสัตว์ปีก และเนื้อสุกร ที่เพิ่มขึ้นได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการนำเข้าของประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน ขณะเดียวกันในฝั่งยุโรป ราคาเนื้อสุกรภายในประเทศเพิ่มขึ้น จากการเฉลิมฉลองในเทศกาลอีสเตอร์ที่ผ่านมา
ภูมิภาคเอเชีย และอาเซียน ราคาเนื้อสุกรแทบทุกประเทศดีดตัวขึ้นไปหลายเท่าตัว จากการที่ต้องเผชิญปัญหา โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ส่งผลให้ผลผลิตสุกรเสียหายอย่างมาก ทำให้ปริมาณสุกรไม่เพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น สุกรมีชีวิตของประเทศจีน ราคาสูงถึง 132 บาทต่อกิโลกรัม เวียดนาม ราคา 103 บาทต่อกิโลกรัม กัมพูชา ราคา 108 บาทต่อกิโลกรัม และเมียนมา ราคา 88 บาทต่อกิโลกรัม
ไทยยังคงสถานะ “สุกรราคาถูกที่สุดในอาเซียน” ด้วยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม 79-80 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งๆ ที่ไทยนั้นถือว่ามียุทธศาสตร์การป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ASF ที่เข้มแข็งที่สุด กระทั่งกลายเป็น “ประเทศเดียวที่ปลอดจาก ASF” ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นับจากพบโรคครั้งแรกในประเทศจีน ความโดดเด่นดังกล่าวนี้ ทำให้ทุกประเทศข้างต้น ต้องการนำเข้าสุกรมีชีวิตรวมถึงเนื้อสุกร และผลิตภัณฑ์จากไทย เพื่อไปทดแทนความต้องการของประชาชน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศต่างๆ เชื่อมั่นในคุณภาพสุกรไทย และมั่นใจว่าไทยปลอด ASF คือการที่ยังสามารถผลิตสุกรได้เพียงพอกับการบริโภคทำให้คนไทยไม่เคยขาดแคลน และยังสามารถส่งออกสุกรนำเงินตราเข้าประเทศได้ โดยปี 2563 ที่ผ่านมาส่งออกสุกรไปถึง 2 ล้านตัว สร้างมูลค่าสูงกว่า 13,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นถึง 344.30% ยังมีผลิตภัณฑ์จากสุกรอีกกว่า 43,000 ล้านตัน มีมูลค่าถึง 5,100 ล้านบาท ไทยจึงเป็นที่ยอมรับว่าปลอดจากโรคร้ายในสุกร และเป็นแถวหน้าที่สามารถเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคได้อย่างแท้จริง
ความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาเนื้อสัตว์ของโลกดีดตัวขึ้น ไทยก็ไม่ต่างกัน ปริมาณความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เกษตรกรยังต้องคงราคาขายสุกรหน้าฟาร์มไม่เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อดูแลค่าครองชีพคนไทย
แม้ว่าเกษตรกรจะต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นเกินกว่า 77.49 บาทต่อกิโลกรัม ตามที่ สศก.ได้ประมาณการไว้ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดส่งผลกระทบกับการเลี้ยงสุกร ทำให้อัตราเสียหายฝูงสัตว์เพิ่มขึ้น ขณะที่ภัยแล้งเริ่มลุกลาม เกษตรกรหลายพื้นที่กำลังขาดแคลนน้ำ จนต้องซื้อน้ำมาใช้กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ยังไม่นับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับขึ้น ทั้งราคากากถั่วเหลือง มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และรำข้าว รวมทั้งปัญหาโรคที่มากับหน้าร้อนอย่าง PRRS
วันนี้สิ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงควรได้รับคือ การปล่อยให้ราคาสุกรสอดคล้องกับดัชนีราคาอาหารโลก เพื่อต่อลมหายใจให้กับพวกเขา และสถานการณ์เช่นนี้ควรจะเป็นโอกาสของสินค้าเกษตรปศุสัตว์ไทย

