ผมหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง มีความหนาประมาณ 1,200 หน้า นี่เป็นเล่มที่สองที่นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้นี้เขียน เล่มแรกชื่อ Capital เล่มที่สองขยายความเพิ่มเติมจากเล่มแรกและให้ชื่อว่า Capital et Idologie ทั้งสองเล่มพยายามศึกษาระบอบความเหลื่อมล้ำที่มีมาแต่ไหนแต่ไร โดยใช้ตัวเลขสถิติเท่าที่หาได้จากเอกสารประวัติศาสตร์ย้อนไปหลายศตวรรษจนถึงปัจจุบัน ทั้งในยุโรป ในสหรัฐอเมริกา ในจีน ในอินเดีย และในประเทศอื่น ๆ จนถือว่าเป็นตัวเลขสถิติทางเศรษฐศาสตร์ของโลกก็ว่าได้ เขาชื่อ Thomas Piketty (มีงานของเขาแปลเป็นภาษาไทย 2 เล่มโดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ เล่มแรก Captial in the Twenty First Century/ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 แปลเมื่อปี 2017 และอีกเล่มแปลเมื่อปี 2019 Why Save the Banker?/ทำไมต้องช่วยนายธนาคาร?) น่าสังเกตว่าเขาเป็นที่นิยมมากในสหรัฐอเมริกา ต่อมาจึงมีชื่อเสียงมากขึ้นในประเทศฝรั่งเศสของเขาเอง ผมได้อ่านเล่มแรกแต่ไม่จบ ส่วนเล่มที่สองเพียงแค่พลิก ๆ อ่าน อย่างไรก็ตาม ขอนำเกร็ดที่พอจับความได้มาเล่าให้ฟังบ้างในที่นี้
ประเทศไทยติดหล่มทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมานานแล้ว เศรษฐกิจแม้มีการเติบโตแต่ก็มีความเหลื่อมล้ำมาก การศึกษาดีขึ้นมากในเชิงปริมาณ ทำให้เกิดโอกาสการเลื่อนชั้นทางสังคม แต่ก็เป็นแหล่งปลูกฝังอุดมการณ์เสียมาก การแบ่งเป็นชนชั้นสูงและชาวบ้านจึงดำรงอยู่ไม่มากก็น้อย ส่วนการเมืองก็ล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 อำนาจเก่า อำนาจแฝง อิทธิพลยังแพร่หลาย บางทียังมีมากกว่าอำนาจของนิติรัฐด้วยซ้ำไป แล้วหนังสือของ Piketty จะช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเราได้ละหรือ ผมคิดว่าคงช่วยได้บ้าง โดยเฉพาะข้อเสนอหลักที่เขาเสนอต่อนักสังคมศาสตร์ทั้งหลายว่า อย่าเชื่อว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยากเกินไป จนต้องคล้อยตาม ผู้เชี่ยวชาญ ทางเศรษฐศาสตร์ไปเสียหมด ทุกศาสตร์ย่อมสัมพันธ์กันและต้องช่วยเสริมกันเพื่อจะได้เห็นทางไปข้างหน้าได้บ้าง
Piketty มองว่า ประวัติศาสตร์แต่เดิมมาไม่ใช่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางชนชั้น ในความเห็นของเขา ประวัติศาสตร์ของสังคมทุกแห่งหนเป็นเพียงประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางอุดมการณ์และการแสวงหาความยุติธรรม สังคมเหลื่อมล้ำดั้งเดิมเป็นสังคมไตรภาค ประกอบด้วยสามภาคีคือ นักบวช ชนชั้นสูงและสามัญชน นักบวชหมายรวมถึงผู้รู้ ผู้มีปัญญา นักบวชมีอำนาจทางธรรม ทำหน้าที่กำหนดแนวทางของจิตวิญญาณ ระบบคุณค่า และการให้ความรู้แก่ชุมชน ชนชั้นสูงได้แก่ผู้มีอำนาจทางโลก เป็นนักรบ เป็นผู้มีอาวุธ ทำหน้าที่ด้านความมั่นคง การคุ้มครองและทำให้ชุมชนมีเสถียรภาพ ส่วนที่เหลือเป็นสามัญชนที่มีสถานะด้อยกว่า ได้แก่ชาวไร่ชาวนา ช่างฝีมือและพ่อค้าแม่ขาย ทำหน้าที่อำนวยให้ผู้คนในชุมชนมีอาหาร เครื่องนุ่งห่มและสืบเผ่าพันธุ์ สังคมไตรภาคดั้งเดิมให้ความชอบธรรมแก่ความเหลื่อมล้ำโดยจัดลำดับความสำคัญแก่หน้าที่ที่แต่ละภาคีมีต่อชุมชน อย่างไรก็ดี สังคมไตรภาคมักมีขนาดเล็ก อยู่ห่าง ๆ กัน โดยเฉพาะห่างจากอำนาจกษัตริย์ที่อยู่ไกล ซึ่งแผ่อำนาจมาได้น้อยเพราะเดินทางไปมาลำบาก พวกนักบวชและนักรบเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ในท้องที่ ได้แก่ที่ดิน ประสาท วัดวาอาราม ฯลฯ และมีฐานะทางเศรษฐกิจและการเมืองเหนือกว่าสามัญชน แม้จะถูกอำนาจส่วนกลางแบ่งทรัพย์สมบัติไปบ้างก็ตาม
ต่อมาชุมชนไตรภาคได้พัฒนาเป็นรัฐรวมศูนย์ ที่มีอุดมการณ์การครอบครองทรัพย์สินที่ต่างไปจากเดิม เช่น เอกชนมีทรัพย์สินส่วนตัวได้ เจ้าอาณานิคมมีสิทธิยึดครองทรัพย์สินของชนพื้นเมือง หรือทรัพย์สินถือเป็นของส่วนรวม เช่น นารวม เป็นต้น สำหรับดินแดนที่มีพื้นที่กว้างขวาง หน้าที่ด้านความมั่นคงจะพึ่งชนชั้นสูงที่เป็นนักรบเหมือนเดิมคงไม่พอ รัฐต้องจัดตั้งและบริหารจัดการให้มีนักรบสมัยใหม่ที่มีการฝึกฝนและเป็นมืออาชีพ ประกอบด้วยทหาร ตำรวจ และนักปกครอง ฯลฯ ขณะเดียวกัน หน้าที่การให้ความรู้ถูกโอนย้ายจากนักบวชไปสู่สถาบันพลเรือน สู่โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ฯลฯ ในบางแห่ง ทรัพย์สินส่วนหนึ่งกลายเป็นของรัฐ ผ่านการปฏิวัติก็ดี หรือการขยายอาณาจักรไปยึดครองอาณานิคมก็ดี การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความชอบธรรมของอุดมการณ์แบบไตรภาค
อย่างไรก็ดี เส้นทางจากสังคมไตรภาคสู่รัฐสมัยใหม่นั้นคดเคี้ยว อุดมการณ์ดั้งเดิมตลอดจนองค์กรและสถาบันเดิมยังสืบทอดหรือตกค้างหรือหวนกลับมาได้ไม่มากก็น้อย ภาคีของไตรภาคเดิมยังแปลงโฉมมาปรากฏในรัฐสมัยใหม่ นักบวชยังเป็นหลักในอุดมการณ์ศาสนา หลายประเทศคงความเป็นราชอาณาจักรซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นตัวแทนชนชั้นสูงและอยู่ในตำแหน่งสูงสุด ส่วนสามัญชนเปลี่ยนเป็นพลเมือง ขณะเดียวกัน มีเรื่องใหม่ เช่น อุดมการณ์ชาตินิยมที่มาพร้อมกับการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ และการมีพรมแดนและดินแดนที่ต้องรักษาหวงแหนไว้
การล่มสลายของสหภาพโซเวียตทำให้อุดมการณ์สังคมประชาธิปไตย (social democracy) อ่อนแรงลง การลดความเหลื่อมล้ำโดยใช้นโยบายรัฐสวัสดิการก็ชะลอตัวไปด้วยตั้งแต่เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน อันที่จริง การที่ประเทศในยุโรปหลายประเทศมีการปะทะสังสรรค์เชิงอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย-ฝ่ายขวาถือได้ว่ามีผลดีต่อความก้าวหน้าในเรื่องความเสมอภาค เพราะมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เช่น ถ้านโยบายใดที่ฝ่ายซ้ายเสนอนั้นมีประสิทธิผล ฝ่ายขวาก็ไม่รื้อทิ้งเสียทีเดียว และในทางกลับกัน นโยบายของฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้านใดมีผลเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้การคลังลงตัว เมื่อฝ่ายซ้ายกลับมามีอำนาจก็ไม่รื้อทิ้งเช่นกัน โดยฝ่ายซ้ายคิดว่านโยบายนั้นมีส่วนช่วยสร้างอำนาจซื้อแก่ผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น แต่ระยะหลังนี้ จะเห็นว่าหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จะชูนโยบายฝ่ายขวาคือ นโยบายชาตินิยมและกีดกันผู้อพยพจนเกินขอบเขตของอุดมการณ์เสรีนิยม แม้จะประสบวิกฤตการเงินในปี ค.ศ. 2008 ก็ไม่คิดป้องกันไม่ให้วิกฤตเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
ในด้านความเหลื่อมล้ำของรายได้ สัดส่วนของรายได้ของคนที่อยู่ในระดับสูงสุด 10% เทียบกับรายได้ทั้งหมดของคนในชาติ อยู่ระหว่าง 26 ถึง 34% ในปี ค.ศ. 1980 สัดส่วนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นระหว่าง 34% (กรณียุโรป) ถึง 56 % (กรณีอินเดีย) ในปี ค.ศ. 2018 โดยที่สัดส่วนนี้อยู่ที่ 41%, 45%, และ 47% ในกรณีจีน, รัสเซีย, และสหรัฐอเมริกาตามลำดับ นี่เป็นแนวโน้มที่น่าวิตกและเกิดแก่ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด (สหรัฐอเมริกา) และที่ยากจน (อินดีย) แนวโน้มนี้สวนทางกับทิศทางของประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสังคมที่เป็นธรรม แต่ผู้มีอำนาจก็ยังอยู่ได้ อยู่ได้อย่างสบาย โดยมีวาทกรรมและอุดมการณ์ที่ให้ความชอบธรรมแก่การปกครองของตน มิหนำซ้ำยังสามารถจูงใจผู้คนที่ทนทุกข์กับความเหลื่อมล้ำให้ความเห็นชอบแก่การปกครองเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะยังคล้อยตามอุดมการณ์ของสังคมไตรภาคที่ตกค้างมา (ยังเชื่อพวกนักบวชที่สอนจริยธรรม เชื่อนักรบว่าให้ความมั่นคง เป็นต้น) แสดงว่าการต่อสู้เพื่อระบอบที่เท่าเทียมนั้นไม่ได้ดีขึ้น ทั้งยังแย่ลง
เพื่อหาทางลดความเหลื่อมล้ำ Piketty มีข้อเสนอที่มีรายละเอียดเขียนไว้ถึง 80 หน้าในบทที่ 17 ที่มีชื่อบทว่า องค์ประกอบสำหรับสังคมนิยมแบบมีส่วนร่วมในคริสตศตวรรษที่ 21 ในที่นี้ ขอยกหัวข้อเชิงนโยบายของเขามาเสนอเป็นตัวอย่าง เช่น (1) ความยุติธรรมในฐานะการมีส่วนร่วมและการถกแถลง (deliberation) (2) การก้าวพ้นทุนนิยมและทรัพย์สินส่วนบุคคล (3) การแบ่งปันอำนาจในวิสาหกิจ (4) การเก็บภาษีทรัพย์สิน มรดก รายได้ และภาษีการหมุนเวียนของทุนแบบก้าวหน้า และการบัญญัติภาษีก้าวหน้าเหล่านี้ไว้ในรัฐธรรมนูญในฐานะความยุติธรรมเชิงภาษี (5) การปฏิรูปที่ดินอย่างต่อเนื่อง (6) ค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรม (7) การเก็บภาษีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (7) การศึกษาที่โปร่งใสไม่ลวงหลอก เป็นต้น นโยบายดังกล่าวนี้มุ่งสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและความเท่าเทียมกัน
ย้อนกลับมายังปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของเราบ้าง การต่อสู้ทางอุดมการณ์ยังเป็นหัวข้อสำคัญของการต่อสู้กับระบอบที่ไม่เท่าเทียม อุดมการณ์ของสังคมไตรภาคยังมีชีวิตชีวาอยู่ในอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่ซ่อนสามัญชนไว้เบื้องหลัง เพียงแต่ต้องคิดแบบ Piketty ว่า แม้จะมีข้อเสนอที่ชัดเจน แต่ก็รู้ดีว่านี่คือการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ความเท่าเทียม เพื่อทรัพย์สินทางสังคม การศึกษา และการแบ่งปันความรู้และอำนาจ ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยปัญญา ด้วยการถกแถลงที่รับฟังซึ่งกันและกัน และการมีส่วนร่วม โดยไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทั้งหมดนี้ต้องการมุมมองเชิงประวัติศาสตร์ระยะยาว ความหยุ่นตัว (resilience) และความมุ่งมั่นนั่นเอง
โคทม อารียา

