CPF ป้องเชื้อดื้อยา…เพื่อสุขภาพหนึ่งเดียว
ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 มาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดถูกยกระดับให้มากขึ้นอีกครั้งหลังจากที่รัฐเริ่มผ่อนคลายลงเมื่อไม่นานมานี้…. ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโควิด-19 หรือเชื้อโรคใดๆ หากได้รับการรักษาก็สามารถหายป่วย กลับมาแข็งแรงดังเดิมได้ เว้นเสียแต่ผู้ป่วยนั้นติด “เชื้อดื้อยา” แทรกซ้อน
ปกติแล้วปัญหาเชื้อดื้อยามีสาเหตุหลักมาจาก พฤติกรรมของคนเราที่หาซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หรือรับประทานยาไม่ครบโดส เมื่ออาการดีขึ้นก็หยุดกิน ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขต่างช่วยกันรณรงค์มาโดยตลอด ส่วนภาคการเกษตรอย่างกรมปศุสัตว์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมมือป้องกันเชื้อดื้อยาในสัตว์ ที่อาจติดต่อสู่มนุษย์ได้ ด้วยการสนับสนุนให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ลดการใช้ยาเพื่อลดการเกิดและการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา รวมถึงควบคุมการใช้ยาในสัตว์โดยสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มียาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อสัตว์ ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันขับเคลื่อน “แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560 -2564” โดยบูรณาการความร่วมมือภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) เป็นฉบับแรกของไทย มีเป้าหมายลดการใช้ยาและควบคุมป้องกันเชื้อดื้อยาทั้งในคนและในสัตว์
แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว มีการกําหนดวิสัยทัศน์คือ ลดการป่วย การตาย และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากเชื้อดื้อยาลง โดยกําหนดเป้าหมายที่ต้องการบรรลุภายในปี 2564 ไว้ 5 ประการ คือ การป่วยจากเชื้อดื้อยาในคนลดลงร้อยละ 50 การใช้ยาต้านจุลชีพสําหรับมนุษย์และสัตว์ลดลงร้อยละ 20 และ 30 ตามลําดับ ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยา และตระหนักในการใช้ยาอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และประเทศไทยมีระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล
ตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมามียาปฏิชีวนะตัวหนึ่งที่ชื่อ “โคลิสติน” นิยมใช้รักษาอาการท้องเสียในสัตว์ที่ให้ผลดีมากเสมือนเป็น “ยาผีบอก” แทบทุกฟาร์มต้องมีไว้ใช้ ต่อมาในปี 2559 กรมปศุสัตว์ได้ออกบันทึกขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ให้ลดการใช้ยานี้ จากรายงานของต่างประเทศที่ว่า “ยาโคลิสตินสามารถก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้หากใช้อย่างไม่ถูกต้อง” ประกอบกับข้อมูลทางห้องแล็บก็พบว่าเชื้อที่เคยใช้ยานี้แล้วได้ผลดีนั้นก็มีอัตราการดื้อยาสูงขึ้นและยาโคลิสติน ก็เป็นยาทางเลือกตัวสุดท้ายที่ใช้ในคน กรณีที่ใช้ยาอื่นๆ รักษาแล้วไม่ได้ผล
ยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูง เป็นยากลุ่ม share-class antimicrobials ที่ใช้ได้กับทั้งคนและสัตว์ ดังนั้น ควรที่จะกันยาชนิดนี้ไว้ใช้กับคน ส่วนในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ควรเน้นวิธี “ป้องกัน” มากกว่า “รักษา” ซึ่งจะช่วยทั้งสัตว์และคนไปพร้อมกัน
องค์กรที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลักและมุ่งมั่นจะเป็นครัวของโลกอย่างซีพีเอฟ ซึ่งต้องการที่จะเป็นผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยต่อการบริโภค ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศ จึงกำหนดนโยบายยกเลิกการใช้ยาโคลิสติน มาตั้งแต่กลางปี 2559 และไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่บริษัทได้จัดการยกรายชื่อยาโคลิสตินออกจากระบบการสั่งซื้อของบริษัทด้วย ซึ่งหมายความว่าไม่สามารถสั่งยาชนิดนี้ได้อีกต่อไป
ทั้งนี้ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของซีพีเอฟจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มอย่างใกล้ชิด มีการบริหารจัดการให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิต และตามระเบียบของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าซีพีเอฟไม่มีการใช้ยาโคลิสติน และไม่มีการใช้ยาเถื่อนแน่นอน
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของภาคธุรกิจด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ที่เดินหน้าร่วมมือตามแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่างจริงจังในการจัดการ เพื่อลดปัญหาเชื้อดื้อยา นอกเหนือไปจากกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย (Food safety) ที่ซีพีเอฟปฏิบัติอยู่เป็นปกติ นั่นคือ คำนึงถึงความปลอดภัยในอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต มีมาตรฐานสากลกำกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงชำแหละ โรงแปรรูป กระทั่งจุดจำหน่าย ซึ่งสามารถติดตามตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงที่มา ล่าสุด ซีพีเอฟยังเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการปรับเลื่อนชั้นมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์-Animal Welfare ขึ้นจาก Tier 4 สู่ Tier 3 ในรายงานเกณฑ์มาตรฐานทางธุรกิจตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ปี 2020 (The Business Benchmark on Farm Animal Welfare Report : BBFAW)
การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อทุกบริษัทในภาคปศุสัตว์ให้ความร่วมมือและร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาเชื้อดื้อยา ด้วยการลดการใช้ยาในสัตว์ไปพร้อมกัน ก็จะเป็นเหมือนวัคซีนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความร้ายแรงของเชื้อที่มองไม่เห็น ช่วยให้มนุษยชาติมีความปลอดภัย ท่ามกลางโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นมาอีกเมื่อใดก็ไม่รู้
นสพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์

