ผลการออกเสียงประชามติฝ่ายเสียงข้างมากที่ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามเพิ่มเติมที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นจากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ 50,071,589 คน ที่มีผู้ให้ความเห็นชอบ 16,518,037 คน คิดเป็นร้อยละ 61.35 ไม่ให้ความเห็นชอบ 10,518,037 คน คิดเป็นร้อยละ 38.65 ส่วนประเด็นคำถามเพิ่มเติมจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีผู้ให้ความเห็นชอบ 15,132,050 คน คิดเป็นร้อยละ 38.65 ไม่ให้ความเห็นชอบ 10,926,648 คน คิดเป็นร้อยละ 41.93 และทุกภาคทุกจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานครมีผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเกินร้อยละ 50 ทั้งๆ ที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าเป็นหน้าที่ แต่ถือว่าเป็นสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงไม่ได้เสียสิทธิทางการเมืองแต่ประการใด จึงถือเป็นนิมิตหมายทางการเมืองที่ดีสำหรับประเทศไทย ที่ประชาชนตระหนักมองเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมือง
การไปออกเสียงประชามติเป็นประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) แม้จะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับคณะผู้ร่าง แต่มีส่วนร่วมทางอ้อมด้วยการแสดงความคิดเห็นในหลายรูปแบบ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านความเห็นชอบและประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ประชามติจึงเป็นมากกว่าหน้าที่ เพราะผลของการจัดทำประชามติคือเป็นข้อยุติที่ทุกฝ่ายจะต้องให้การยอมรับตามแนวทางประชาธิปไตยที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ผลของประชามติถือเป็นเจตจำนงหรือฉันทานุมัติ (consensus)
ในทางการเมืองเป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ของอำนาจระหว่างรัฐผู้ควบคุมกลไกทางการเมืองกับเจ้าของอำนาจผู้เป็นที่มาของอำนาจคือประชาชน และเป็นความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะนำไปเป็นหลักยึดหรือแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน
ระยะต่อจากนี้ไปก่อนจะถึงปี 2560 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย
กล่าวคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะนำร่างรัฐธรรมนูญไปปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับคำถามเพิ่มเติมแล้วส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา หากศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เป็นขั้นตอนสุดท้ายและประกาศใช้ต่อไปเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 20 โฉมหน้าทางการเมืองไทยจะเปลี่ยนไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ยากที่จะคาดเดาเพราะระบบเลือกตั้ง
การได้มาซึ่ง ส.ว.แบบกลุ่มอาชีพ ที่มาของนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนไป ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ส.ว. 250 คนที่เป็นกลุ่มก้อนทางการเมืองที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้คัดเลือก
สำหรับพรรคการเมืองอาจจะไม่มีพรรคไหนที่ครองเสียงข้างมากจนสามารถจัดตั้งเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ความชัดเจนจะเกิดขึ้นในเร็ววันหลังจากที่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, ว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ว่าด้วยพรรคการเมือง และว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง การจัดทำประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559
นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วถือเป็นมิติใหม่ทางการเมืองที่ผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงส่วนมากเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ประกาศชัดเจนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้จากพรรคเพื่อไทยถึงกับออกแถลงการณ์หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์เสร็จเพียง 1 วัน ไม่นับรวมมวลชนและบุคคลสำคัญของพรรคพร้อมใจกันประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญผ่านสื่อออนไลน์ หรือแม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แถลงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก่อนการลงประชามติเพียงไม่กี่วันด้วยเหตุผลหลายประการซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ เพราะเป็นพรรคเก่าแก่ก่อตั้งมานานตั้งแต่ปี 2489 มีความเป็นสถาบัน มีอุดมการณ์ชัดเจน 1 ในนั้นคือ ไม่สนับสนุนระบบและวิธีการแห่งเผด็จการไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ
ถึงที่สุดแล้ว ระหว่างอุดมการณ์ของพรรคกับการดำเนินงานทางการเมืองจะเป็นอย่างไร อาจจะมีคำตอบอยู่ในตัวจากการให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศก็พร้อมที่จะสนับสนุน คสช. คล้ายๆ กับเจ้าของบ้านไม้หลังเก่าเมื่อ 70 ปีที่แล้ว เมื่อคนในบ้านเข้านอนจึงปิดประตูกันขโมยแต่ลืมลั่นดาลประตู นอกจากนี้แล้วยังมีอีกหลากหลายทรรศนะแตกต่างกันออกไป
แต่มีปัจจัยสำคัญที่น่าจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรมคือ
ประการที่หนึ่ง เมื่อผลการประชามติออกมาแล้วฝ่ายเสียงข้างน้อยไม่เห็นชอบยังมีน้ำใจเป็นนักกีฬาที่ยอมรับผลการตัดสินใจของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ความเห็นที่แตกต่างถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย แต่จะต้องแยกให้ออกกับการกระทำที่ผิดกฎประชามติ และกฎหมายอื่นเพื่อเป็นการผดุงความยุติธรรมให้กับสังคมโดยเคร่งครัด เพราะบ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป หาไม่แล้วก็สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นรัฐที่ล้มเหลว
อีกประการหนึ่ง ผลการออกเสียงประชามติที่ผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบทั้ง 2 คำถามเป็นไปในทิศทางด้วยกันและตรงกันข้ามกับความเห็นของนักการเมือง พรรคการเมืองบางพรรคที่ออกแถลงการณ์และแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญย่อมสะท้อนให้เห็นอารมณ์และทิศทาง ทางการเมืองได้อย่างชัดเจน สะท้อนภาคนิยมทางการเมืองในอดีตที่ถูกมองว่าเป็นของพรรคการเมือง ผลการออกเสียงประชามติในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะไปใช้สิทธิออกเสียงเกิน 50% แล้ว แม้ฝ่ายที่ไม่เห็นชอบจะมากกว่าฝ่ายที่เห็นชอบแต่มีสัดส่วนใกล้เคียงกันมาก และมีแนวโน้มที่จะให้ความเห็นชอบมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในหลายจังหวัดฝ่ายที่ให้ความเห็นชอบมีมากกว่า การมี 2 คำถาม และผู้ตอบคำถามเทไปในทิศทางเดียวกันเป็นการเจาะจงไปที่นักการเมืองและพรรคการเมือง จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับการเมืองในอนาคต
ประการสุดท้าย ในส่วนของรัฐบาลที่ได้ให้สัญญากับประชาชนมาโดยตลอด เมื่อประชาส่วนใหญ่เปิดโอกาสให้แล้วจะต้องใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด รีบตัดสินใจ ความหวังของประชาชนคือการปฏิรูปประเทศในหมวดที่ 16 โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเมือง เพราะถือว่าการเมืองเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดที่จะนำมาซึ่งการพัฒนาในด้านอื่นๆ
ครับ…การจัดทำประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 เป็นก้าวสำเร็จที่จะนำประเทศออกจากหล่มการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยสากล จงเปิดกว้างในบรรยากาศประชาธิปไตย เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ปลุกให้ทุกคนตื่นและสื่อสารทางการเมืองให้เป็นวาระต่อเนื่องเหมือนก่อนจะลงประชามติ เพื่อให้ทุกคนได้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในทุกระดับเพื่อให้เกิดความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของประเทศ

