ผลจากการหารือของอาเซียนเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยาก ประชาคมโลกมีความหวังว่าอาเซียนจะเป็นกลไกสำคัญเพื่อจัดการวิกฤตการณ์ทางการเมืองในพม่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลที่เกิดจากการหารือในการประชุมสุดยอดอาเซียนไม่สามารถกดดันให้กองทัพพม่า ที่นำโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ที่เดินทางไปประชุมที่จาการ์ตาด้วยตัวเอง คืนอำนาจกลับไปให้รัฐบาลพลเรือน หรือมีมาตรการลงโทษพม่า หลังกองทัพสังหารประชาชนไปมากกว่า 700 คน นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์
ที่ประชุมเห็นชอบใน “ฉันทามติ 5 ข้อ” ซึ่งมีเนื้อหาโดยรวมว่าพม่าจะต้องยุติความรุนแรงผ่านการเจรจา โดยอาเซียนจะเป็นตัวกลางให้กับกระบวนการเจรจา ตลอดจนให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้มีผู้อพยพหลายพันคนที่หลบหนีเข้ามาในเขตชายแดนไทย-พม่า และคณะผู้แทนของอาเซียนจะไปเยือนพม่าเพื่อเจรจาหาทางออกกับคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย อย่างไรก็ดี ที่ประชุมอ้างแนวทางทางการทูต หรือพูดง่ายๆ คืออาเซียนไม่ต้องการให้บัวช้ำน้ำขุ่น แต่แท้จริงแล้วอาเซียนยังมีหลักปฏิบัติที่ว่าด้วยการไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติสมาชิก ซึ่งทำให้ท่าทีของอาเซียนที่มีต่อพม่าดูอ่อนปวกเปียก ไม่มีการประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพม่าอย่างเปิดเผย
ท่าทีของมิน อ่อง ลาย ในการประชุมสุดยอดอาเซียนก็เป็นไปใน “เชิงบวก” เพราะเขาดูจะรับฟังและเข้าใจความเป็นห่วงเป็นใยของอาเซียนได้เป็นอย่างดี เห็นได้ตั้งแต่การตอบรับคำเชิญให้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้แล้ว อย่างที่รู้กันว่ากองทัพพม่าไม่ได้ให้ความสัมพันธ์กับการสานสัมพันธ์กับนานาประเทศนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ต้องการให้ต่างชาติเข้าไปแทรกแซงเรื่องภายในของพม่า และอีกส่วนหนึ่งคือพม่ามีพันธมิตรที่ไว้ใจได้เพียงไม่กี่ชาติ แต่การไปเยือนจาการ์ตาครั้งนี้มีความสำคัญกับตัวมิน อ่อง ลาย และคณะรัฐประหารเป็นอย่างมาก เพราะเขาเดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียนในฐานะตัวแทนของพม่า แม้อาเซียนจะไม่อนุญาตให้รถ
ของมิน อ่อง หล่าย ประดับธงชาติพม่าก็ตาม และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากคือผู้นำทหารพม่าต้องการเล่าสถานการณ์ในพม่าให้นานาชาติได้ฟังจากมุมมองของตัวเอง เพราะเขายังเชื่อว่าทั้งรัฐประหารและการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงนั้นเป็นสิ่งที่พึงทำได้เพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
หากจะให้คาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป อาเซียนก็จะเป็นแกนนำการเจรจาต่อไป อาเซียนพยายามรักษาน้ำใจพม่าอย่างเต็มที่ แม้แต่ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่เหมือนจะเป็นแกนนำเจรจากับพม่ากลายๆ (บรูไนที่เป็นประธานอาเซียนในปีนี้มีบทบาทที่เกี่ยวกับพม่าน้อยมาก) ยังกล่าวถึงท่าทีของมิน อ่อง ลาย ว่า “ให้ความร่วมมือดี” เมื่อพิจารณาแถลงการณ์อาเซียนหลังการประชุมสุดยอดอาเซียน มีประเด็นที่ภาคประชาสังคมในพม่ายิ่งไม่ไว้ใจอาเซียน และมองว่าอาเซียนไม่สามารถเป็นกลไกเพื่อแก้ไขวิกฤตในพม่าได้ ประเด็นแรกคือแถลงการณ์เรียกร้องให้ “ยุติความรุนแรงทันที” โดยให้ “ทุกฝ่าย” ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด แถลงการณ์ข้อนี้มีปัญหาอย่างมาก เพราะชี้ให้เห็นว่าอาเซียนมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในพม่าเป็นปัญหาของทุกฝ่าย ทั้งๆ ที่ผู้ก่อการและใช้ความรุนแรงคือกองทัพพม่า ความเข้าใจผิดๆ ของอาเซียนคล้ายกับวิธีคิดของทั้งจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของกองทัพพม่า ที่มองว่าวิกฤตการเมืองในพม่ารอบนี้คือ “ข้อพิพาท” ที่มีผู้เล่นหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น
กองทัพ พรรคเอ็นแอลดี กองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือแม้แต่ประชาชนที่ออกมาเดินขบวนประท้วงเอง
ปัญหาต่อมาคือผู้นำอาเซียนต้องการเห็นแค่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ไม่รู้ว่าจะเดินไปที่ปลายอุโมงค์ได้อย่างไร มูห์ยิดดิน ยัสซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวไว้ว่า “เราไม่สนใจว่าใครเป็นคนสร้างความขัดแย้ง เราแค่ย้ำว่าต้องหยุดความรุนแรงนี้ให้ได้” และยังพูดถึงความคิดเห็นของมิน อ่อง ลายที่มองวิกฤตครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นจากฝั่งตรงข้าม กองทัพพม่าไม่ได้เป็นคนเริ่มให้เกิดความขัดแย้ง ยัสซินพยายามย้ำว่าการโทษกองทัพพม่ามากเกินไปไม่มีประโยชน์ เพราะการยุติความรุนแรงคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ในความเป็นจริง การประชุมสุดยอดอาเซียนเพื่อหาทางออกวิกฤตในพม่า “ผิด” มาตั้งแต่แรกที่ปล่อยให้มิน อ่อง ลาย เป็นผู้แทนพม่าเพียงฝ่ายเดียว แม้จะมีเสียงท้วงติงก่อนหน้านี้ แต่นักการเมืองอีกฝั่ง เช่น ตัวแทนของ NUG และตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์กลับไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ทำให้วิธีคิดของอาเซียนในครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานที่ว่า “อย่าไปโทษกองทัพพม่ามากเลย ทุกคนล้วนมีส่วนผิดหมดนั่นแหละ”
มติของอาเซียนยังต้องการเจรจากับพม่า ผ่านการส่งตัวแทนไปเยือนพม่าและพูดคุยกับคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย จากการคาดการณ์
ของกเวน โรบินสัน (Gwen Robinson) แห่ง Nikkei Asia ตัวแทนของอาเซียนน่าจะเป็นฮัสซัน วีระจุฑา (Hassan Wirajuda) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซียระหว่าง 2001-2009 หากจำกันได้วีระจุฑาผู้นี้เคยเข้าไปเจรจากับรัฐบาลพม่าในปี 2008 เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวออง ซาน ซูจี มาแล้ว และยังเคยให้สัมภาษณ์ด้วยว่าเขารู้สึกหงุดหงิดกับการเจรจาและแผนการ 7 ขั้นตอนสู่ประชาธิปไตยของรัฐบาลพม่าในขณะนั้นมาก
ในมุมมองของประชาชนพม่า ทางออกของปัญหาทางออกเดียวในขณะนี้คือการนำกองทัพออกจากการเมือง เพราะการมีกองทัพเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองในพม่า ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม สร้างความเสียหายทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมพม่ามายาวนานหลายสิบปี ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าลำพังอาเซียนเพียงผู้เดียวจะไม่สามารถกดดันให้เกิดการเจรจาที่มีประสิทธิภาพได้ จริงอยู่ว่าในท้ายที่สุดแล้วจะมีการเจรจาเกิดขึ้น แต่ผลที่ได้จากการเจรจานั้นจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรเสีย ผู้เขียนคิดว่ากองทัพพม่าจะไม่ยินยอมให้อาเซียนเข้าถึงตัวออง ซาน ซูจี หรือนักการเมืองของพรรคเอ็นแอลดีที่ถูกควบคุมตัวอยู่ และจะไม่ปล่อยให้ผู้แทนอาเซียนได้พูดคุยอย่างเปิดเผยกับตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government หรือ NUG) ที่ยังมีประธานาธิบดีวิน มยิ้น (ถูกควบคุมตัวอยู่) นั่งในตำแหน่งประธานาธิบดี และมีตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปนั่งในกระทรวงต่างๆ อีก 11 กระทรวง
การเจรจานี้ก็จะสร้างความรำคาญให้กับวีระจุฑาอีกครั้งหนึ่ง เพราะกองทัพพม่าจะพยายามประวิงเวลาไปเรื่อยๆ ด้วยพื้นฐานความคิดที่ว่า หนึ่ง กองทัพไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาก่อน และสอง กองทัพจำเป็นต้องจัดการวิกฤตภายในประเทศของตัวเอง ไม่ใช่ให้คนกลางที่ไหนมาจัดการ
ลลิตา หาญวงษ์

