หน้าแรก คอลัมนิสต์ ธารสวรรค์ กับ...

ธารสวรรค์ กับสเปซดรีมของจีน

3.05.21 | 13:00 น.
หวัง ย่าผิง (ภาพ-Xinhua via Chinanews)

ผู้ที่จุดประกาย ทำให้จีนทั้งชาติใฝ่ฝันถึงการได้บรรลุสู่ห้วงอวกาศและสำรวจตรวจสอบสิ่งอัศจรรย์ต่างๆ ด้วยตาตัวเองนั้น ไม่ใช่ใครครับ “เหมา เจ๋อตุง” ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดผู้หนึ่งของจีนนั่นเอง “ประธานเหมา” หลุดปากออกมาในทันทีที่ได้เห็นความสำเร็จของรัสเซีย ที่ปล่อยดาวเทียมดวงแรกของโลก “สปุตนิก” ขึ้นสู่ห้วงอวกาศสำเร็จในปี 1957

ความว่า “เราจะทำดาวเทียมอย่างนั้นเหมือนกัน”

13 ปีให้หลัง จีนส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นสู่ห้วงอวกาศได้สำเร็จในปี 1970

แต่กว่าที่จีนจะมีนักบินอวกาศซึ่งเรียกว่า “ไทโคนอท” (taikonaut, รัสเซียเรียกมนุษย์อวกาศว่า คอสโมนอท ส่วนสหรัฐอเมริกาเรียกว่า แอสโตรนอท) ก็ต้องรออีกหลายสิบปี

ไทโคนอท คนแรกของจีนก็คือ หยาง ลี่เว่ย ขึ้นสู่ห้วงอวกาศสำเร็จในปี 2003

Advertisement

“สเปซดรีม” ของจีนที่เริ่มต้นจากดาวเทียมหนึ่งดวง แผ่ขยายออกไปไม่หยุดหย่อนนับแต่นั้น

กันยายน 2011 “วังสวรรค์” เทียนกง-1 สถานีอวกาศแห่งแรกของประเทศขึ้นไปสถิตอยู่บนวงโคจร “อีแอลโอ”

ปี 2013 “หวัง ย่าผิง” ไทโคนอทผู้หญิงคนที่สองของจีน กลายเป็น “ครู” คนแรกที่สอนนักเรียนทั่วประเทศจากห้วงอวกาศ

บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความฝันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นอีกมากมายนับไม่ถ้วน

หวัง ย่าผิง บอกว่าเธอไม่เคยกลัวกับการเดินทางสู่อวกาศ

แต่ปลาบปลื้ม ปิติยินดี ที่ได้ทำฝันส่วนตัวให้กลายเป็นจริงได้มากกว่า

ปีเดียวกันนั้น “กระต่าย หยก-เจด แร็บบิท” ยานหุ่นยนต์ติดล้อ สำหรับสำรวจพื้นผิว ก็ลงไปโลดแล่นบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้นานถึง 31 เดือน นานกว่าอายุการใช้งานที่คาดหมายเอาไว้มากนัก

จีนส่งยานไปสำรวจดวงจันทร์หลายครั้งมาก สร้างประวัติศาสตร์ของการสำรวจขึ้นพร้อมกันไปด้วย ตั้งแต่การส่ง “ฉางเอ๋อ-4” ไปเป็นยานสำรวจด้านไกลของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ในเดือนมกราคม 2019

ก่อนที่จะเป็นชาติแรกในรอบ 40 ปีที่นำตัวอย่างหินและดินกลับมาจากดวงจันทร์ได้ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ “เทียนเหวิน-1” ก็บรรลุถึงวงโคจรของดาวอังคาร ในโครงการสำรวจที่นอกจากจะมียานอยู่ในวงโคจรแล้ว ยังมี ยานลูกที่จะส่งไปลงบนพื้นผิวและยานโรเวอร์สำหรับการสำรวจพื้นผิวดาวแดงแห่งนี้อีกด้วย

กำหนดการส่งยานลงสู่พื้นผิวเพื่อการสำรวจกำหนดไว้ในเดือนพฤษภาคมนี้นี่เอง

เป้าหมายก็คือ พื้นที่ภายในปากปล่องหลุมอุกกาบาตมหึมาที่รู้จักกันในชื่อ “ยูโทเปีย”

ในระหว่างนั้น เมื่อปี 2016 จีนก็ส่ง “วังสวรรค์-2” ห้องทดลองในอวกาศ ก่อนปลดระวางไปเมื่อปี 2019 แต่ไม่เคยละทิ้งการสร้าง “บ้านถาวร” ไว้ในห้วงอวกาศ มีอายุการใช้งานอย่างน้อย 15 ปี

สถานีอวกาศ “เทียนเหอ” ที่จีนประสบความสำเร็จในการส่งโมดูลที่เป็นแกนของสถานีขึ้นไปสู่วงโคจรระดับต่ำเหนือโลก (อีแอลโอ) ซึ่งอยู่ระหว่าง 400-450 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา คือการสานฝันดังกล่าว

จากคำพูดประโยคสั้นๆ ของท่านประธานเหมา เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีนไต่บันไดความสำเร็จในการทำ “สเปซดรีม” ให้เป็นความจริงได้หลายขั้น ก้าวไปไกลมากมายไม่ใช่น้อยแล้ว

ประเด็นที่สำคัญที่สุดในการสร้างฝันให้เป็นจริง ก็คือ บนเส้นทางของการไล่ล่าฝันนั้น ก่อให้เกิดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความก้าวหน้าทางวิทยาการขึ้นกับประเทศ สังคมและผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน

การสำรวจอวกาศ จำเป็นต้องอาศัย “ความรู้” อะไรต่อมิอะไรมากกว่า “เทคโนโลยีจรวด” พื้นฐานมากนัก

ลำพังเพียงความสามารถในการสร้าง บั้งไฟแสน บั้งไฟล้าน ไม่เพียงพอต่อการทำฝันนี้ให้สำเร็จ

ยังจำเป็นต้องอาศัยศาสตร์การคำนวณชั้นสูง ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทริกส์ วัสดุศาสตร์ วิทยาศาสตร์อวกาศ และอื่นๆ อีกมากมาย

จีนเอง ไม่ได้ประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา มีบ่อยครั้งไม่น้อยที่ล้มเหลว หรือส่อเค้าว่าจะล้มเหลว

อย่างเช่น เมื่อปี 2017 จรวด “ลองมาร์ช-5 วาย2” เคยล้มเหลว ไม่สามารถแม้แต่จะส่งดาวเทียมขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

“กระต่ายหยก” เคยลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์แล้วขัดข้องอยู่นานไม่น้อย แต่ก็ได้รับการแก้ไขจนทำลายสถิติการใช้งานได้ในที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนก็ไม่เคยหยุดยั้ง ย่อท้อ ใช้ความล้มเหลวทุกคราวเป็นบทเรียน เรียนรู้จนตระหนักได้ใหม่แล้วไต่สูงขึ้นไปสู่ความสำเร็จครั้งต่อไป

ถ้าจีนยอมก้มหัวให้กับความล้มเหลวของ ลองมาร์ช-5 ในวันนั้น ก็จะไม่มี “เทียนเหอ” (ความหมายคือ ลำน้ำบนท้องฟ้า-ธารสวรรค์ หรือหมายถึง การหลอมรวมของสามัคคีบนท้องฟ้า) ในวันนี้

แล้วก็อาจไม่มี “สเปซดรีม” ลำดับต่อๆ ไปของจีนอีกด้วย

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์