มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ลอบวางระเบิด 7 จังหวัดใต้ตอนบน เพิ่งผ่านพ้นไปได้เพียง 3 สัปดาห์ แต่พอชัดเจนว่า จากพยานหลักฐานต่างๆ บ่งชี้ชัดว่า ผู้ก่อเหตุล้วนเดินทางมาจากพื้นที่ไฟใต้
เริ่มไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เริ่มไม่เกี่ยวกับชายหน้าเหลี่ยม
ผู้คนในสังคมก็เริ่มลดระดับความสนใจ
พวกกองเชียร์รัฐบาลเริ่มรู้สึกเสียหน้า เพราะรีบร้อนไปด่ากลุ่มการเมืองตั้งแต่ควันระเบิดยังไม่จาง ก็เลยเริ่มทำเป็นลืมๆ ไป
เอาไว้เกิดเหตุอะไรใหม่ ค่อยรีบร้อนออกมาด่าฝ่ายคิดต่าง อย่างไม่ต้องรอข้อเท็จจริง อะไรทำนองนี้
ทั้งๆ ที่ การก่อเหตุระเบิดถึง 17 จุดดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ชาวบ้านไม่สนใจแล้วก็ไม่เป็นไร แต่สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องถือเป็นเหตุการณ์รุนแรง ที่จะละเลยหรือประมาทไม่ได้เป็นอันขาด
ยิ่งเมื่อทุกอย่างกระจ่างว่า กลุ่มคนร้ายที่โจมตีในพื้นที่ 7 จังหวัดนั้น คือกลุ่มก่อความไม่สงบจาก 3 จังหวัดชายแดน นั่นแปลว่าอะไร ต้องขบคิดให้หนัก
ข้อวิเคราะห์ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับผลประชามติ ด้วย 7 จังหวัดนี้ มีตัวเลขคนรับร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างสูง
ถึงวันนี้น่าเชื่อว่าเกี่ยวจริง เพียงแต่ไม่เชื่อมกับฝ่ายการเมืองไหน เป็นปัญหาของพื้นที่ 3 จังหวัดใต้โดยตรง
ไม่เช่นนั้น จะมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 49/2559 เรื่องมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทยออกมาหรือ
เป็นคำสั่งที่ต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจในชายแดนภาคใต้
จะเรียกว่ามีการบิดเบือนรัฐธรรมนูญให้เข้าใจผิด หรือเป็นเพราะเขียนออกมาด้วยแนวคิดอันคับแคบจนก่อปัญหา ก็แล้วแต่จะตีความกัน
แต่เอาเป็นว่า ความพยายามในคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าว น่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาได้อย่างตรงจุดทีเดียว
เพียงแต่ก็ต้องแยกด้วยว่า ผู้นำศาสนาและเครือข่ายที่คัดค้านรัฐธรรมนูญอย่างสงบ กับฝ่ายก่อความรุนแรงนั้น ไม่เกี่ยวกัน เพื่อไม่ให้แก้ปัญหากันผิดๆ อีก
อีกทั้งในแง่เจ้าหน้าที่รัฐ จากปมเหตุใน 7 จังหวัด เมื่อชัดว่าเป็นเรื่องอะไร ยังมีอีก 5 จังหวัดที่ลงประชามติทางเดียวกัน ซึ่งได้รับคำเตือนว่า ประมาทไม่ได้ ก็ต้องเข้มงวดระมัดระวังจริงจัง
เพราะวงรอบการก่อเหตุนั้น จากครั้งแรกก็ให้นับไปอีก 2-3 เดือนที่จะต้องตั้งรับเป็นพิเศษ
แม้แต่เมืองใหญ่ศูนย์รวมการท่องเที่ยว ก็มีคำเตือนอยู่มิใช่หรือ
อย่ามัวแต่สนใจไล่ล่าเฉพาะนักเล่นโปเกมอนอยู่เลย

