… สัญญากับฉัน
แม้ว่าพวกเขาจะกระหน่ำเธอล้มลง
ด้วยขุนเขาแห่งความรุนแรงและเกลียดชัง
แม้เขาย่ำเหยียบ บดขยี้เธอราวตัวหนอน
แม้เขาสับเธอจนแหลกและคว้านไส้พุงเธอ
จำไว้น้องชาย จงจำไว้
มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา
บทกวี “คำแนะนำ” จากหนังสือ “เรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง”
โดย ติชนัทฮันห์
จำนวนผู้เข้าไปใช้กรุ๊ป “ย้ายประเทศกันเถอะ” มีมากถึง 4.91 แสนคนเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2564 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความอึดอัดและสิ้นหวัง ต่อปัญหาที่กดดันคนจำนวนมากโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ปัญหาที่สำคัญได้แก่ การระบาดของโรคโควิด-19 และการทำโทษคนหนุ่มสาวที่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง
ในส่วนของโควิด ได้รับข่าวว่ามีองค์กรระหว่างประเทศบางองค์กร จัดลำดับประเทศไทย ในแง่การรับมือโควิด (ป้องกัน ควบคุม ฟื้นตัว) ประมาณลำดับที่ 10-15 ของโลก แต่ทำไมคนจำนวนมากจึงไม่คิดเช่นนั้น อีกทั้งไม่มั่นใจในเรื่องการบริหารจัดการในส่วนของวัคซีน จนบางคนปรารภว่าจะขอไปฉีดวัคซีนที่ต่างประเทศ ตลอดจนมีข่าวสับสนในเรื่องคุณภาพของวัคซีน คล้ายกับตื่นตระหนกไปกับข่าวต่าง ๆ ที่ออกมาในด้านลบ อันที่จริง ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสฉีดวัคซีนได้ก็ควรฉีด เพื่อป้องกันตัวเองและผู้อื่นที่อยู่รอบตัวเรา
ความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลน่าจะเป็นที่มาของปรากฏการณ์ “ย้ายประเทศกันเถอะ” และเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่ตอบโต้คำกล่าวของคนบางคน ที่ชอบพูดในทำนองว่า “ถ้าไม่พอใจก็ย้ายออกไปซะจากประเทศนี้” ผมชอบที่ คุณประชา หุตานุวัตร พูดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมในระหว่างการนำ “การภาวนาเคียงข้างผู้ถูกกดขี่” ว่า “ผมจะไม่ไปไหน เพราะรักประเทศนี้ ซึ่งเป็นของเรา ไม่ใช่เป็นของใครหรือคนกลุ่มใด ตามที่มีการอ้างกันไป … แม้เราโกรธ เราเกลียด แต่เราจะสู้ต่อไปโดยไม่ใช้ความโกรธ ความเกลียดไปทำร้ายใคร รวมทั้งไม่ให้เผาผลาญตัวเราด้วย เราจะต่อสู้โดยพยายามเอาชนะความโกรธด้วยความรัก เพื่อจะได้แปลงความโกรธเป็นพลัง ให้ต่อสู้ได้ยาวนาน”
ผมเคารพคนที่โกรธและเกลียดความอยุติธรรม เข้าใจได้ว่าเขาไม่ทนความไม่เป็นธรรม เขาไม่เชื่อคำปลอบประโลมที่ไม่จริงใจ เขาต้องการการเปลี่ยนแปลง เขาตะโกนบอกคนที่เอาเปรียบสังคมในปัจจุบัน ให้หยุดรังแกคนที่เห็นต่างและต้องการการเปลี่ยนแปลง เขาอยากสร้างสังคมที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน ให้สังคมสามารถอนุรักษ์สิ่งที่ตนรักให้ถูกทาง แต่ถึงอย่างไร อย่า “ถือมนุษย์เป็นศัตรู”
ประเด็นที่เห็นต่างอย่างมากในขณะนี้ คือการไม่ให้ประกันตัวเพนกวินและผู้ต้อ
หาอีกหลายคน ในเรื่องนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม มีใจความว่า ศาลยุติธรรมให้ความสำคัญแก่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นเสมอมา แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นบริเวณศาลอาญาในวันที่ 2 พฤษภาคม เป็นการใช้ความรุนแรงที่ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งเป็นการก้าวล่วงแทรกแซงโดยหวังผลให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาโดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ของกฎหมาย อันเป็นการมุ่งทำลายความอิสระของตุลาการ นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมทำนองขู่เข็ญและสร้างความหวาดกลัวไปยังบุคคลในครอบครัวของผู้พิพากษาและบุคลากรในศาลยุติธรรมด้วย จึงขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยศาลจะยังคงดำเนินการให้คู่ความทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรม ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันต่อไป
สรุปก็คือ ศาลทำดีแล้ว ใครจะแสดงความคิดเห็นอย่างสงบก็ทำไป คนที่อดทนได้ก็อดทนไป แต่ถ้ามาประท้วงหน้าบริเวณศาล ถือเป็นการแทรกแซงที่ควรได้รับโทษตามกฎหมาย ศาลตั้งการ์ดสูง อันที่จริงเป้าหมายมิใช่ศาล ไม่ใช่ผู้พิพากษา แต่เป็นคำสั่งที่หลายคนเห็นว่าเป็นการลิดรอนสิทธิการได้รับการประกันตัว แม้จะอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวอยู่ใน “กรอบของกฎหมายอย่างเสมอภาค” ก็ตาม อย่างไรก็ดี ขอส่งกำลังใจไปยังบุคคลในครอบครัวของผู้พิพากษาที่ถูกคุกคามและมีความรู้สึกหวาดกลัว ขอให้ทุกคนหลุดพ้นจากความกลัวด้วยกันเถิด
เมื่อสื่อสารด้วยคำพูดธรรมดาหรือด้วยปฏิบัติการไร้ความรุนแรงแล้วไม่เป็นผล จะสื่อสารด้วยวิธีใดจึงจะดี ในส่วนที่เป็นการสื่อสารเกี่ยวกับโรคระบาดโควิด พญ. ชัญวลี ศรีสุโข มีคำแนะนำในเรื่องประสิทธิภาพการสื่อสาร ที่ดูเหมือนจะแนะนำผู้มีอำนาจ จึงขอยกมากล่าวโดยสังเขปดังนี้ 1) สื่อสารตร
ไปตรงมา ไม่โกหก 2) ไม่ใช้อารมณ์ หากใส่ใจ มีเมตตา 3) แก้ปัญหาโดยการแก้ไขระบบ ไม่โจมตีตัวบุคคล 4) ไม่บอกประชาชนว่าไม่ต้องตื่นกลัว ประชาชนมีสิทธิกลัวอยู่แล้ว แต่ควรสื่อสารให้มองเห็นอนาคต
ประชาชนที่อยากย้ายประเทศ ประชาชนที่ออกมาประท้วงแล้วถูกกฏหมายครอบ เขาก็กลัว เขามองไม่เห็นอนาคต อย่าซ้ำเติมพวกเขาเลย ศาลบอกว่าถูกขู่เข็ญ ขอให้ทุกคนหลุดพ้นจากการถูกขู่เข็ญด้วยกันเถิด และขอความเมตตาศาลพิจารณาปัจจัยและบริบททางสังคมด้วย โดยเฉพาะกรณีของเพนกวินที่กำลังอดอาหารอย่างยาวนานและอาจมีผลต่อสุขภาพของเขาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ขอทดลองสื่อสารด้วยบทกวีดูบ้าง บางทีจะเข้าถึงความรู้สึกของหลายคน บทแรกเป็นกวีอมตะของท่านติชนัทฮันห์แปลโดย ร.จันเสน ชื่อว่า “โปรดเรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง”
อย่ากล่าวว่าฉันจะจากไปวันพรุ่งนี้
แม้วันนี้ฉันก็ยังกำลังมาถึง
ฉันยังคงมาถึงเพื่อหัวเราะและร้องไห้
เพื่อกลัวและเพื่อหวัง
จังหวะหัวใจฉันคือกำเนิดและความตายของสรรพชีวิต
ฉันคือแมลงเม่าที่กำลังกลายรูปบนผิวน้ำ
และฉันคือนกโฉบลงและขยอกกลืนเจ้าแมลง
ฉันคือกบแหวกว่ายอย่างเป็นสุขในบึงใส
และฉันคืองูเขียวเลี้ยวลดกินกบอย่างเงียบเชียบ …
ฉันคือเด็กหญิงสิบสองขวบลี้ภัยในเรือน้อย
โถมร่างลงกลางสมุทรหลังถูกโจรสลัดข่มขืน
และฉันคือโจรสลัด หัวใจยังขาดความสามารถในการเห็นและรัก …
ปีติแห่งฉันดังวสันต์อันอบอุ่น บำรุงบุปผาชาติแย้มบานไปทั้งโลก
เจ็บร้าวแห่งฉันดังธารน้ำตา กว้างใหญ่เนืองนอ
สู่ท้องสมุทรทั้งสี่
โปรดเรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง
เพื่อฉันจักอาจยินเสียงสรวลและร่ำไห้ของตนได้พร้อมกัน
เพื่อฉันจักอาจเห็นว่า ปีติและเจ็บร้าวของตนนั้นคือหนึ่ง
โปรดเรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง
เพื่อฉันจักอาจตื่นขึ้น และประตูหัวใจฉัน
ประตูแห่งความกรุณา จักได้เปิด
ขอลงท้ายด้วยบทเพลง “ไม่อาจขังแสง” (https://www.youtube.com/watch?v=YgVhS387HK4)
ที่แต่งขึ้นเพื่อผู้ถูกคุมขังทั้งปวง ด้วยพวกเขาคือแสง
ไม่อาจขังแสง Cannot Imprison Light
ค่ำคืนนี้ แสงปลายทาง ช่างริบหรี่
Tonight, the light at the end seems so far away
ความหวังที่ยังมี มันอาจจะน้อยลงไป
What hope we still have, seemingly receding
แต่แสงดาว คือแสงที่ส่องไปแสนไกล
But the light from the stars shines a long distance
กระพริบ แล้วติดขึ้นใหม่ ไม่ยอมอับลับ
Twinkles, then shines again, never fading away
อาศัยอำนาจอะไร จึงมา กักขัง ดวงดาว
With what authority do you lock up the stars?
แต่ กรงเล็บอันโหดร้าย จะขังได้เพียงร่างกาย ไม่อาจขังแสง
Cruel bars can only imprison bodies, cannot imprison light.
ดาวยังคงเปล่งประกาย สาดฉายข้ามทะลุกำแพง
The stars still shine brightly, penetrating the walls
ส่องนำทางพวกเรา ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
Showing us the way. Unchanging.
เหมือนเปลวเทียน กำลังเผาไหม้ตัวเอง
Like the flame of a burning candle,
กำเนิดเป็นแสงละเลง ส่องให้คนเห็นทาง
Becoming a ray of light, showing everyone the way,
อันยาวไกล เส้นชัยยังเลือนลาง
On the long journey, with victory still a faint image.
คนสู้จะต้องผ่าน อะไรอีกกี่ครั้ง
How many more things do those who struggle have to endure?
อาศัยแสงดาวเป็นพลัง จึงหวัง จึงยังหยัดยืน
The light from the stars give us strength to stand our ground.
เพื่อฝ่ากรงเล็บอันโหดร้าย ที่จับดวงดาวขังไว้ ไม่ให้ส่องแสง
To tear down the cruel bars that imprison the stars to stop their light.
แต่ดาวยังคงเปล่งประกาย สาดฉายข้ามทะลุกำแพง
But the stars still shine brightly, penetrating the walls.
ส่องนำทางพวกเรา ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
Showing us the way. Unchanging.
จะฝ่ากรงเล็บอันโหดร้าย ที่ขังได้เพียงร่างกาย ไม่อาจขังแสง
Overcoming the cruel bars that can imprison only bodies, but cannot imprison light.
แต่ดาวยังเปล่งประกาย สาดฉายข้ามทะลุกำแพง
The stars still shine brightly, penetrating the walls.
ส่องนำทางพวกเรา ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
Showing us the way. Unchanging.
เธอคือดาวของเรา ส่องแสงให้พลังพวกเรา ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
You are our stars. Giving us strength with your light. Unchanging.
โคทม อารียา

