อินเดียธำรงวัฒนธรรมการเมือง
ละเลยหลักการวิทยาศาสตร์
เบื้องหลังความล้มเหลวการแก้ปัญหาไวรัสกลายพันธุ์
เป็นที่ประจักษ์ว่า เบื้องหลังแห่งความล้มเหลวในการควบคุมไวรัสกลายพันธุ์ระบาดของประเทศอินเดียคือ วัฒนธรรมการเมืองที่เรียกว่า “Jugaad” อันเป็นการอุดช่องว่าง ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานในการบริหารงานอย่างที่ชาวตลาดเรียกว่า “ทำงานแบบขอไปที” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มิได้แก้ที่ต้นเหตุ กอปรกับข้าราชการใช้ตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์คาดการณ์เหตุระบาดผิดพลาด เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์ต้องสงบ
จึงล้มเหลว
ก็เพราะพรรคการเมืองที่บริหารประเทศได้ถูกจูงจมูกโดยศาสนาฮินดูซึ่งเป็นฐานรากนิยม จึงได้บันเทิงกับกิจกรรมทางศาสนาขนาดใหญ่ กอปรกับหลงใหลมัวเมาและเกาะติดกับการหาเสียงเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุให้ละเลยงานการป้องกันและต่อต้านไวรัสกลายพันธุ์รอบใหม่
ฉะนั้น ไวรัสกลายพันธุ์จึงระบาดในวงกว้าง ระบบการรักษาพยาบาลพังทลายเพราะพิษไวรัส อีกทั้งขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างสาหัส เป็นต้นว่าเครื่องช่วยหายใจ และหน้ากากอนามัย ฯลฯ
เป็นการสร้างโอกาสให้แก่พ่อค้าตลาดมืดและบรรดามิจฉาชีพโดยปริยาย
ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยติดเชื้อจึงเข้าสู่ภาวะทางตัน
ภาพที่อนาถใจตามถนนหนทางคือ ผู้ที่เสียชีวิตจากพิษโควิด ณ ที่ใดก็ประกอบพิธีฌาปนกิจ ณ ที่นั่นด้วยขอนไม้ดิบที่เพิ่งตัดจากต้น ควันไฟจากกองเพลิงปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง
ตั้งแต่การควบคุมเหตุการณ์ระบาดของไวรัสรอบใหม่ของอินเดียล้มเหลว ยอดผู้ป่วยติดเชื้อใหม่รายวันเพิ่มขึ้นนั้น ตัวเลขทำลายสถิติโลกทุกครั้ง
ณ วันที่ 30 เมษายน เพียง 1 วันมีผู้ติดเชื้อเกินกว่า 4 แสนคน มีผู้เสียชีวิตต่อวันประมาณ 3,700 คน นิวเดลีเมืองหลวงอินเดียพบผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 4 นาทีต่อ 1 คน
เป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ คือระบบรักษาพยาบาลล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ขาดแคลนอุปกรณ์ของใช้ทางการแพทย์อย่างรุนแรง บุคลากรงานหนักเหนื่อยล้า
อันเป็นเหตุหนึ่งในการไม่สามารถช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที
ในที่สุดก็มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
หน้าโรงพยาบาลทุกแห่งเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นไห้ ร้องขอเครื่องช่วยหายใจและขอรับการรักษาอย่างไม่ขาดสาย ส่วนผู้ป่วยที่อยู่นอกเมืองนิวเดลี ครั้นเมื่อชีวิตใกล้สิ้นหวัง จำต้องยอมทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด แม้รู้ว่าเป็นพวก “สิบแปดมงกุฎ” ในตลาดมืดก็ต้องยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อแลกกับวัคซีนและเครื่องช่วยหายใจ
แม้ครอบครัวของผู้ป่วยต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์ช่วยชีวิต ทว่ายังต้องอาศัย “เส้นสาย” และ “ความสัมพันธ์” ซึ่งไม่มีความชัดเจนว่าจากผู้ใดและที่ใด
แม้กระนั้น ก็มิได้หมายความว่า การจ่ายเงินให้แก่พ่อค้าในตลาดมืดแล้วจะได้รับของที่ต้องการ บางรายก็ถูกหลอก ในที่สุด สิ้นเนื้อประดาตัว และชีวิตก็หาไม่
พื้นที่ว่างเปล่านอกโรงพยาบาลทุกแห่งกลายเป็นสถานที่ประกอบพิธีฌาปนกิจกลางแจ้งไปโดยปริยาย อันเนื่องจากเหตุการณ์และสถานการณ์เจือสมกันและบังคับให้เป็นเช่นนั้น
อันกองเพลิงแต่ละกองเต็มไปด้วยขอนไม้ดิบที่เพิ่งตัดจากต้นไม้ริมทาง ร่างของผู้เสียชีวิตวางทับซ้อนกันเรียงรายกัน เผาจนเห็นกระดูกกับเนื้อหนังติดกัน ทั่วฟ้าอินเดียเต็มไปด้วยควันไฟ
เป็นภาพน่าอนาถอย่างยิ่ง
ผู้สื่อข่าวอินเดียนาม Vinay Srivastana ได้เขียนในทวิตเตอร์หลายครั้ง อันเกี่ยวกับการขอให้ช่วยชีวิต เพราะติดโควิด กลายเป็นการบันทึกข้อความครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิตเพียง 10 กว่าชั่วโมง พอสรุปได้ว่า บุตรของเขาได้วิ่งรอกเพื่อหาที่รักษาพยาบาลแก่บิดา แต่ไม่มีโรงพยาบาลตอบรับให้การช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมิได้รับคำแนะนำที่สร้างสรรค์จากทางราชการ เขาจึงได้แต่นับถอยหลังเกี่ยวกับวาระแห่งการอวสานของบิดา
และแล้ววันนั้นก็มาถึงโดยไม่เกินความคาดหมาย
ความล้มเหลวในการควบคุมโรคของอินเดียครั้งนี้ ได้กลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของโลกในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ อันเกี่ยวกับความเป็นความตายของคนทั้งโลก
จึงไม่แปลกที่องค์การอนามัยโลกออกมาเตือนว่า “เว้นแต่ทุกคนปลอดภัย หากมิฉะนั้นก็จะไม่มีคนปลอดภัย” อันเป็นคำเตือนที่สำคัญยิ่ง และมองข้ามมิได้เป็นอันขาด
คนอินเดียต่างอยากทราบว่า วิกฤตไวรัสรอบใหม่ ผู้ใดต้องรับผิดชอบ และแล้วหัวหอกก็มุ่งตรงไปที่รัฐบาลโมดี ก็เพื่อหวังผลในการหาเสียงเลือกตั้ง จึงผ่อนปรนเรื่องป้องกันโรคระบาด เป็นเหตุให้การระบาดที่ควบคุมได้แล้วกลับมาอีกวาระหนึ่ง
เป็นการอันสะท้อนให้เห็นว่า นักการเมืองไม่สนใจความเป็นความตายของประชาชน
หากพินิจสาเหตุของวิกฤตไวรัสกลายพันธุ์อินเดียรอบใหม่น่าจะเกิดจาก 2 ประเด็น
1.วันเทศกาลแสวงบุญของชาวฮินดู “Kumbh Mela” ถือเป็นวันทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของชาวฮินดู ศาสนิกชนจะไปชุมนุมกันตามแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายต่างๆ อันมีแม่น้ำคงคาเป็นอาทิ ทั้งนี้ เพื่อทำการล้างบาป และสักการะเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต
2.หาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นของรัฐบาลโมดี
ทั้ง 2 กิจกรรมล้วนเป็นงานขนาดใหญ่ เป็นการชุมนุมระดับชาติ เฉพาะกิจกรรมแรกคาดว่ามีศาสนิชนเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 100 ล้านคน โดยปราศจากการรักษาระยะห่างทางสังคม รวมตัวชุมนุมกันท่ามกลางภาวะโควิดยังไม่ยุติ
จึงเกิดวิฤตรอบใหม่ที่ใหญ่ยิ่ง
แม้สื่อมวลชนอินเดียได้เตือนว่ามีความเสี่ยงสูง แต่รัฐบาลโมดีก็ไม่ฟังคำทัดทาน และให้ดำเนินการตามกำหนดเดิม และแล้ววิกฤตไวรัสกลายพันธุ์รอบใหม่รอบใหญ่ก็มาเยือน
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลโมดีน่าจะมี “IQ” ไม่ได้เกณฑ์มาตรฐาน จึงไม่สังวรถึงภยันตรายที่จะเกิดแก่การนั้น
เป็นความชัดเจนยิ่งว่า ปราศจากความสามารถอย่างแท้จริง
นักวิชาการทางด้านวัฒนธรรมการเมืองค้นพบว่า การรับมือกับโควิดล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของอินเดียครั้งนี้ มีเหตุอันน่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม “Jugaad” ของสังคมอินเดียโดยตรง กล่าวคือ ปฏิบัติการแบบขอไปที หากไม่แก้ไขปัญหาที่โครงสร้างและระบบ
วิกฤตโควิคครั้งนี้ ก็เพราะข้าราชการทำงานแบบ “สุกเอาเผากิน” โดยไม่เอาเหตุการณ์ประเทศอื่นมาเป็นบทเรียน คนอินเดียส่วนใหญ่ก็ไม่ให้ความสนใจแก่ปัญหาโรคระบาด และมีคนอินเดียอีกส่วนหนึ่งเห็นว่าเรื่องไวรัสระบาดคือ “ข่าวปลอม” จึงไม่ให้ความสนใจ แม้อยู่ที่ชุมชนแออัด ก็ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ไม่รักษาระยะห่างทางสังคม
ในที่สุดจึงติดเชื้อติดเตียง อีกส่วนหนึ่งก็ติดไปกับกองเพลิง
นักวิชาการยังพบว่า ชาวอินเดียส่วนหนึ่ง มี “IQ” ที่สูง ไม่ว่าทางด้านวิชาการ ไม่ว่าวงการธุรกิจ เช่น ธุรกิจไฮเทคโนโลยี จากซอฟต์แวร์ เฟซบุ๊ก กูเกิล จนถึงอเมซอน เป็นต้น ล้วนมีผู้บริหารระดับสูงเป็นชาวอินเดียซึ่งสำเร็จการศึกษาจากอเมริกา แต่ประเด็นปัญหาภายในประเทศอินเดียยังมีมาตรฐานที่ต่ำ ทั้งนี้ เพราะว่าคนอินเดียประเภทดังกล่าวไม่กลับไปปฏิรูปประเทศของตน
นอกจากนี้ มีข่าวว่า รัฐบาลโมดียังมีความผิดพลาดในประเด็นหลงเชื่อการคาดการณ์การระบาดของโดวิดในเชิงคณิตศาสตร์ของ Development Support Team อีกด้วย
ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่ผิดพลาด
วันนี้ของอินเดียต้องเผชิญกับภัยโควิด ระบบการควบคุมล้มเหลว เงินคงคลังหดหาย และจะต้องสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ จะปิดประเทศก็ไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ ปัญหารอบด้าน จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่น
การระบาดของไวรัสมิใช่ปัญหาภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินเดียเป็นประเทศใหญ่ที่มีประชากรมากที่สุดประเทศหนึ่ง ความล้มเหลวในการควบคุมไวรัสครั้งนี้ ต้องยอมรับว่ามีผลกระทบต่อทั่วโลก
บัดนี้ ประเทศเพื่อนบ้านของอินเดียรวมทั้งประเทศจีน ล้วนได้พบไวรัสกลายพันธุ์ที่มาจากอินเดียด้วยแล้ว ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจึงได้ส่งอุปกรณ์ของใช้ไปช่วยเหลืออินเดีย
ตั้งแต่เดือนเมษายน รัฐบาลจีนได้ส่งอุปกรณ์ของใช้ทางการแพทย์ไปช่วยเหลืออินเดีย ซึ่งได้แก่ เครื่องช่วยหายใจ ยาและเวชภัณฑ์ ออกซิเจน หน้ากากอนามัย เป็นต้น
หลายประเทศในสหภาพยุโรปต่างได้ทยอยช่วยเหลืออินเดีย และแม้สหรัฐปฏิเสธการช่วยเหลืออินเดียมาโดยตลอด ภายใต้แรงกดดันจากหลายฝ่าย ก็ได้ทำการช่วยเหลือในด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์และวัคซีน ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือของประเทศต่างๆ ที่มีต่ออินเดียนั้น
สรุปก็คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มิใช่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
หากต้นเหตุที่แท้จริงคือ ความเจ็บปวดทางด้านวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเบื้องหลังแห่งเหตุ อันเป็นกลไกของฐานรากทางศาสนาคือฮินดูที่กดดันผู้บริหารประเทศ
และบ่อยครั้งได้มีปรากฏการณ์อันคัดค้านปัญญาชน คัดค้านหลักการวิทยาศาสตร์
ความจริงมีคนจำนวนมากเชื่อว่า โรคที่แท้จริงของอินเดียมิใช่เชื้อโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หากเป็นการหลงทางบนเส้นทางสมัยใหม่ จึงต้องตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งภายใน เป็นต้นว่า ความแตกแยกในด้านความเห็นทางชาติพันธุ์ บวกกับความขัดแย้งทางศาสนา การแก่งแย่งชิงดีจึงเกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย แต่บรรดาข้าราชการและกลุ่มคนรวยกลับหลงใหลได้ปลื้มกับความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ท่ามกลางภาวะวิกฤตโรคระบาด ไม่ใช้หลักการวิทยาศาสตร์ การตัดสินใจล่าช้าไม่ทันการ อีกทั้งถูกบัญชาด้วยแนวคิดการสื่อสารทางการเมือง ผนวกกับระบบการทำงานแบบสุกเอาเผากินที่ติดเป็นอาจิณเสมอมาแสนนาน
จึงกลายเป็นหายนะแห่งชีวิตทุกหย่อมหญ้าในประเทศอินเดีย
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

