สถานีคิดเลขที่ 12 : แยกวิทย์จากการเมือง
มีหลายคนมองว่า สถานการณ์โรคโควิดระบาดในอเมริกาพลิกกลับมาดีขึ้น เพราะเปลี่ยนผู้นำประเทศ
เวลาสหรัฐเปลี่ยนผู้นำประเทศ หมายถึงเปลี่ยนรัฐบาล และปรับนโยบาย อย่างเช่นมาตรการป้องกันเชื้อระบาดพร้อมเร่งฉีดวัคซีนให้กระจายสู่ประชาชนมากที่สุด
ถามว่าไทยจะทำแบบนั้นได้หรือไม่ ตอบตอนนี้เลยคือยังไม่ได้
ที่บอกว่ายังไม่ได้นอกจากหมายถึงการกระจายวัคซีนแล้ว ยังรวมถึงเปลี่ยนรัฐบาลไม่ได้ด้วย เพราะชุดปัจจุบันยังไม่หมดวาระ อีกทั้งยังมีความมั่นใจพิเศษอยู่ว่าเขาทำดีทำได้และจะยังไม่ไปไหน
ฉะนั้น ฝ่ายที่รอเปลี่ยนรัฐบาลน่าทำตอนนี้คือศึกษาดูว่า หากมีโอกาสเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วจะปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง
อย่างรัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน นำเสนอแผนงานและแผนการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์ออกมาแล้ว เป็นแผนซึ่งดูออกว่าตั้งใจทำมาก่อน ไม่ใช่เป็นรัฐบาลแล้วค่อยคิด
แผนล่าสุดที่เพิ่งนำเสนอน่าสนใจมาก คือ การตั้งคณะกรรมการร่วมด้านวิทยาศาสตร์แห่งชาติ มีสมาชิก 46 คน ดึงมาจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลมากกว่า 24 หน่วยงาน กำหนดประชุมนัดแรกศุกร์ที่ 14 พ.ค.นี้
เรื่องตั้งคณะกรรมการดูไม่น่าใช่เรื่องพิเศษสำหรับบ้านเรา เพราะรัฐบาลเราตั้งคณะกรรมการกันเป็นว่าเล่น พอเกิดเรื่อง หรือคนประท้วงอะไรขึ้นมาก็ตั้งคณะกรรมการไว้ก่อน
แต่คณะกรรมการใหม่ของสหรัฐชุดนี้น่าสนใจตรงที่ว่ามีภารกิจ “ทำวิทยาศาสตร์ให้แยกจากการเมือง”
รัฐบาลนายไบเดนมองว่า รัฐบาลนายทรัมป์ใช้การเมืองนำวิทยาศาสตร์มากเกินไป โดยเฉพาะประเด็นแก้ไขภาวะโลกร้อน
ด้วยความสนิทสนมกับกลุ่มอุตสาหกรรมถ่านหิน นโยบายหักดิบเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสมัยนายทรัมป์ก็เลยไม่มี ทั้งยังเย้ยหยันว่าข้อมูลการศึกษาวิจัยความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศไม่ตรงความจริง โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาหักล้าง แค่พูดลอยๆ ไปอย่างนั้นเอง
เจน ลุบเชนโก รองผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ ทีมวางนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของทำเนียบขาว อธิบายว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นในสิ่งที่รัฐบาลให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพยากรณ์อากาศ ไปจนถึงข้อมูลว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ปลอดภัยอย่างไร
เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการรู้คือ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความคิดเห็น หรือความเชื่อส่วนตัว ส่วนรัฐบาลเวลาจัดทำนโยบายก็ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน
กรณีที่สหรัฐมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิดเป็นอันดับหนึ่งของโลก (เกือบ 6 แสนคนจากยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลก 3.3 ล้านราย) นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นผลมาจากการบริหารการเมืองที่รัฐบาลเก่าไม่สนใจฟังข้อมูล และคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจัง
ส่วนไทยแลนด์ รัฐบาลดูจะรับฟังหมอดีอยู่ แต่ที่ไม่ค่อยตั้งใจฟังคือเสียงฝ่ายค้าน และเสียงผู้วิพากษ์วิจารณ์ มัวตั้งแง่ว่าเป็นการเมือง จึงไม่ได้เอาข้อมูลที่เป็นตรรกะ และวิทยาศาสตร์มาใช้
ก็เลยเพิ่งมาตั้งเรื่องฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติในจังหวะดีเลย์
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

