แม่ต้อย : “แม่นวล ลูกฉันได้เข้าเรียนสายวิทย์-คณิตนะ แล้วน้องแป้งเป็นไง”
แม่นวล: “ดีใจด้วยนะ น้องแก้วเก่งมากๆ น้องแป้งได้ห้องศิลป์-ภาษาเอง”
บทสนทนาข้างต้นนี้ เป็นเรื่องที่ได้ยินบ่อยๆ ในสังคมไทย ดูเหมือนว่าบ้านเราจะให้ค่ากับเด็กเรียนสายวิทย์-คณิตมากกว่าสายศิลป์-ภาษา สายศิลป์-คำนวณ และสายไทย-สังคม เนื่องจากมีความคิดและความเชื่อว่าเด็กสายวิทย์-คณิตนั้นเก่งกว่า เรียนหนักกว่า มีโอกาสเข้าเรียนในคณะต่างๆ มากกว่า จนกระทั่งไปถึงได้อาชีพที่มั่นคงมากกว่า ทั้งๆ ที่หากพิจารณาให้ดีอย่างจริงจังแล้ว องค์ความรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นองค์ความรู้ประยุกต์ (Apply Science) หรือองค์ความรู้ที่ต่อยอดจากองค์ความรู้พื้นฐานหรือองค์ความรู้บริสุทธิ์ (Pure Science) นั่นคือ องค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ องค์ความรู้ที่ว่านี้มีตัวอย่างรายวิชาที่ชัดเจน เช่น ปรัชญา ตรรกวิทยา ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา เป็นต้น รายวิชาเหล่านี้ล้วนต้องการทักษะที่คิดวิเคราะห์มาก โดยเฉพาะการฝึกตั้งคำถามโดยไม่เชื่ออะไรง่ายๆ และยังสร้างนิสัยใจกว้างรับฟังความคิดของผู้อื่นด้วย
ถ้าเราดูในสังคม ปัญหาและความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดในสังคมไทยนั้น ไม่ใช่ว่าเพราะเราขาดความเข้าใจในองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่นั้นเป็นเพราะเราขาดความเข้าใจในเรื่องความเป็นมนุษย์และความเป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรมทางสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องการถกเถียงและศึกษาร่วมกันอย่างจริงจัง และจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การไร้ซึ่งอำนาจหรือสิทธิในการต่อรอง ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมเราไม่น่าอยู่ ที่สำคัญองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องมีพื้นที่ของความรู้ความเข้าใจทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ด้วย
ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่ได้จะหมายความว่า องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ไม่สำคัญหรือไม่จำเป็น แต่ต้องการชี้ให้เห็นความบกพร่องของการจัดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์น้อยเกินไป ทั้งที่องค์ความรู้ทั้งสองนี้ต่างมีประวัติยาวนานเป็นพันๆ ปี และเป็นความรู้พื้นฐานที่ใกล้ชิดกับมนุษย์เป็นอย่างมาก อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีทั้งความคิดและความรู้สึก ในส่วนความคิดก็เพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น ในส่วนความรู้สึกนั้นเป็นความรู้สึกที่มนุษย์มีร่วมกัน เช่น ความเห็นอกเห็นใจ ความเอื้ออารีต่อกัน การเป็นห่วงใส่ใจกัน ยังไม่นับความผูกพันที่มีให้กัน เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานในชีวิตของมนุษย์ทั้งสิ้น
ธรรมชาติของมนุษย์ในส่วนความคิด เหตุผล อารมณ์ และความรู้สึกก็ดีต่างมีความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์ ความชอบธรรม และความยุติธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกันในสังคม ชี้ให้เขาได้เห็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันด้วยบทบาทหน้าที่ในความเป็นเพื่อนร่วมชาติร่วมแผ่นดิน เพื่อทำให้เด็กและเยาวชนนั้นเข้าใจตนเอง ผู้อื่น และสังคมที่เขาอยู่ได้อย่างแท้จริงและไม่แปลกแยก ที่สำคัญให้พวกเขาเข้าใจความเป็นจริงของสังคมไทยมากขึ้น เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการลดและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ การตั้งคำถามกับความเป็นอยู่ในสังคมนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะความไม่ดูดายต่อปัญหาของเพื่อนมนุษย์ด้วยจะเป็นตัวจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคมที่น่าอยู่ และเป็นสังคมที่มีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน
ท้ายที่สุดองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่ควรถูกมองข้ามหรือลดความสำคัญลงเพียงเพราะว่าไม่สามารถส่งผลต่อการผลิตหรือการสร้างงานวิชาชีพได้โดยตรง แต่ควรได้รับความสนใจและใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาแบบบ้านเรา ยิ่งเราต้องการสร้างและพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนมากเท่าใด ยิ่งหลีกหนีเรื่องการพัฒนาคนไม่ได้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงหวังว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาในระบบของไทยนั้นจะเห็นความสำคัญขององค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องลดความสำคัญขององค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ดิฉันได้แต่หวังว่าอยากให้การศึกษาของไทยนั้นมีความสมบูรณ์ รอบด้าน และเป็นองค์รวม
โดยเฉพาะในด้านการมีมนุษยธรรม และความก้าวหน้าของสังคมไทยอย่างแท้จริงและอยู่ในทิศทางที่เหมาะสม รวมทั้งตอบโจทย์ทั้งความต้องการและความจำเป็นของชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง
จิรภา พฤกษ์พาดี

