หน้าแรก คอลัมนิสต์ จีนทำสำมะโนปร...

จีนทำสำมะโนประชากรยังครองแชมป์โลก อัตราการเกิดลดน้อย ปัจฉิมวัยเพิ่มขึ้น สวนทางกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม

25.05.21 | 11:35 น.
จีนทำสำมะโนประชากรยังครองแชมป์โลก อัตราการเกิดลดน้อย ปัจฉิมวัยเพิ่มขึ้น

จีนทำสำมะโนประชากรยังครองแชมป์โลก อัตราการเกิดลดน้อย ปัจฉิมวัยเพิ่มขึ้น สวนทางกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม

จีนทำสำมะโนประชากรยังครองแชมป์โลก

อัตราการเกิดลดน้อย ปัจฉิมวัยเพิ่มขึ้น

สวนทางกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม

การทำสำมะโนประชากรทุก 10 ปีของประเทศจีนปรากฏว่า จำนวนประชากรโดยรวมยังมีอัตราที่เพิ่มขึ้น แม้อัตราการเกิดได้ลดน้อยลงตามลำดับ แต่จำนวนผู้สูงวัยได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงและต่อเนื่อง อันเป็นการย้อนแย้งกับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

Advertisement

จึงกลายเป็นความกังวลในความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ

ผลการทำสำมะโนประชากรปรากฏว่า ประเทศจีนมีจำนวนประชากร 1.411 พันล้านคน (หนึ่งพันสี่ร้อยสิบเอ็ดล้านคน) ยังเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก

เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนเพิ่มขึ้น 72.05 ล้านคน ถือว่าอัตราการเติบโตลดลง

แต่ลดลงเพียงร้อยละ 0.04 เท่านั้น หากเทียบเป็นอัตราส่วนกับเมื่อ 10 ปีก่อน

อดีต รัฐบาลจีนสามารถอนุมานจำนวนประชากรล่วงหน้า

ปัจจุบัน จีนไม่กล้าประมาณการ เพราะเนื่องจากปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอนในอนาคต

การเติบโตของจำนวนประชากรเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประเด็น คือ การเกิดกับการตาย
1.อัตราการเกิดปี 2020 ลดลงเหลือร้อยละ 1.3
2.อัตราการตายปี 2019 คืออายุเฉลี่ย 77.3

ดูเหมือนว่าอัตรา “ทารกแรกเกิด” กับ “คนปัจฉิมวัย” ได้พัฒนาไปในทิศทางที่มิอาจย้อนกลับเหมือนในอดีต นอกจากไม่สมมาตรกัน ยังทิ้งห่างกันมาก

คําอธิบายของราชการคือ ประชากรจีนมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 38.8 ในขณะที่สหรัฐคือ 38.5 ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีประชากรอ่อนวัยและแข็งแรง คุณภาพของประชากรสูงขึ้นตามลำดับ

ย้อนมองอดีตแผ่นดินใหญ่ อัตราการเกิดจากร้อยละ 7.5 ลดลงเหลือ 1.3 ในปัจจุบัน

ย้อนมองอดีตเมื่อเริ่มสร้างประเทศ จีนได้มุ่งหวังความเจริญเติบโต นโยบายของประเทศจำต้องใช้พลังคนมาปกป้องประเทศ และต้องการทรัพยากรมนุษย์มาทำการพัฒนาเศรษฐกิจ กระแสทารกแรกเกิดของประเทศจีนจึงมาก่อนและเร็วกว่าต่างประเทศ

ครั้นถึงปี 1970 จำนวนประชากรได้บรรลุ 800 ล้านคน ธุรกิจภาคอุตสาหกรรมยังไม่มีการพัฒนาในเชิงลึก แต่ขาดแคลนเสบียงอาหาร รัฐจึงใช้มาตรการเสมอ “ยาแรง 2 ขนาน”
1.คนวัยเยาว์มุ่งสู่ชนบทรับหน้าที่เกษตรกร ทำไร่ไถนา
2.ดำเนิน “แผนคุมกำเนิด” อย่างเข้มงวด

นโยบายคุมกำเนิดดำรงอยู่ 40 ปี จนกระทั่งปี 2016 จึงอนุญาตให้มีบุตรได้ 2 คน

มาตรฐานสากลเกี่ยวกับการคลอดบุตร หากต่ำกว่าอัตราร้อยละ 1.5 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ

ปี 2015 ประเทศจีนอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลคือร้อยละ 1.047

ดังนั้น ปี 2016 จีนจึงประกาศใช้นโยบาย “ทารก 2”

การยกเลิกนโยบายการคุมกำเนิดได้เกิดประโยชน์ระดับหนึ่ง กล่าวคืออัตราการเกิดได้ลดลงเป็นเวลา 15 ปีอย่างต่อเนื่องนั้น ได้สูงขึ้นอีกวาระหนึ่งในปี 2016 อัตราการเกิดสูงถึง 18.46 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 1.7 เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในเรื่องนี้เข้าใจว่า ต่อไปมิใช่เรื่องที่น่ากังวล ทว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ยืนยาว เพียงดำรงอยู่ชั่วคราวเท่านั้น และแล้วอัตราการเกิดก็ได้ดิ่งลงไปที่ร้อยละ 1.3 และยังมีแนวโน้มที่จะดำรงอยู่ต่อไปและต่อเนื่อง

จึงเป็นความกังวลแก่รัฐบาลจีน

อัตราการเกิดไม่สูง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ อัตราการเกิดถือว่าต่ำที่สุดของประเทศ เพราะได้รับแรงกดดันด้านค่าครองชีพ เป็นเหตุให้พวกเขาละทิ้งเจตนาการมีบุตร

ราคาบ้านพักอาศัยคือปัญหาใหญ่ รายได้ของคนทำงานใช้เป็นค่าเช่าห้องพักไปกึ่งหนึ่งหรือชำระหนี้เงินกู้ ค่าเล่าเรียนของเด็กอนุบาลคือค่าใช้จ่ายที่สูงยิ่ง

แม้การศึกษา 9 ปีแรกไม่ต้องชำระค่าเล่าเรียน แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ได้ส่งบุตรไปเรียนหลักสูตรเสริมทักษะ เช่น ดนตรี บัลเลต์ หรือเรียนพิเศษเพิ่มเติม เป็นต้น

ไม่มีผู้ใดยอมให้บุตรของตนแพ้ผู้อื่นตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะพวกเขาเข้าใจว่าอาจเป็นเหตุให้บุตรไม่สามารถพัฒนาตนเองเพื่อไปแข่งขันในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อไป

ก็เพราะการอุปการะบุตรมีต้นทุนที่สูง ส่วนใหญ่จึงไม่กล้ามีบุตรถึง 2 คน

ก็เพราะมีบุตรเพียง 1 คน จึงเป็นเหตุให้เลี้ยงบุตรเหมือนไข่ในหิน

ไม่ว่าการเรียนเพิ่มเสริมทักษะ ไม่ว่าการเรียนพิเศษเพิ่มเติม

ล้วนเป็นพฤติกรรมที่แข่งขันกันในเรื่อง “หน้าตา” ซึ่งต่างไม่ยอมน้อยหน้ากัน

เมื่อผู้ปกครองพบกัน ต่างก็พูดคุยด้วยจริตจะก้าน เสาร์เรียนเปียโน อาทิตย์เรียนร้องเพลง ฯลฯ

จึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่สร้างค่านิยมให้แก่บุตรอย่างไม่สอดคล้องกับฐานานุรูป เพราะรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย อันอาจเป็นเหตุให้เกิดสภาพที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง

หากพิเคราะห์ในทางตรรกะ การที่จะส่งเสริมให้บุตรมีอนาคตที่แจ่มใสนั้น มิใช่มาแข่งขันกันในประเด็นค่านิยม ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น หากประเด็นสำคัญอยู่ที่ควรต้องอบรมสั่งสอนบุตรว่าต้องเอาใจใส่ต่อการเรียนและประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติจีนประกาศว่า อัตราการเกิดของจีนอยู่ที่ 1.8 คน เพียงเตรียมการให้พร้อมเพื่อสนับสนุนการมีบุตร ก็สามารถมีบุตรได้

แต่ทั้งนี้ก็มิได้อธิบายเกี่ยวกับมาตรการนั้นคืออะไร

หากพินิจถึงการส่งเสริมให้มีบุตรนั้น ประเทศตะวันตกมีมาตรการที่ครอบคลุมในวงกว้าง เป็นต้นว่า เงินชดเชย เกณฑ์การหักภาษี มีการจ่ายเงินเดือนทั้งก่อนและหลังคลอด นมผงฟรี แจกรถเข็นเด็ก ตลอดจนฟรีค่าเล่าเรียนในระดับอนุบาลศึกษา

ส่วนจีนมีเพียงวันหยุดการลาคลอดอยู่ในระนาบเดียวกับตะวันตกเท่านั้น นอกจากนั้น

ชิดซ้ายตกขอบ

ความสามารถทางด้านทุนทรัพย์ที่จีนทำได้โดยพลันคือ นอกจากการเรียนฟรีในภาคบังคับ 9 ปี สามารถขยายระดับอนุบาลและมัธยมปลายเพิ่มขึ้น

แต่ก็ยังไม่เพียงพอ หากจะพัฒนาไปอยู่ในระนาบเดียวกับตะวันตกนั้น

ฤดูใบไม้ผลิยังอยู่อีกไกลนัก