หน้าแรก คอลัมนิสต์ ประชาธิปไตยเพ...

ประชาธิปไตยเพื่อสังคมแบ่งปัน

23.05.21 | 18:00 น.

แนวคิดทางการเมืองที่แพร่หลายในสังคมไทยแนวคิดหนึ่งคือ ประชาธิปไตยไม่สำคัญ สู้ธรรมาธิปไตยไม่ได้ เพราะธรรมะคือความถูกต้อง เราต้องการนักปกครองที่เป็นคนดี มีธรรมะในใจ และปกครองเพื่อประชาชน ส่วนนักปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเหมือนเหลือบตัวใหม่ที่หิวโหย จะปกครองเพื่อตนเองและพรรคพวกของตน มากกว่าจะคำนึงถึงประชาชน

อันที่จริงตลอดประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของโลกนี้ การปกครองถูกผูกขาดอย่างยาวนานโดยคนสองกลุ่มที่ร่วมมือกันปกครองคนส่วนใหญ่มาจนถึงเร็ว ๆ นี้ กลุ่มหนึ่งเป็นนักรบ หรือที่ระบบวรรณะของอินเดียโบราณเรียกว่าวรรณะกษัตริย์ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นนักบวช หรือที่ระบบวรรณะเรียกว่าวรรณะพราหมณ์ สองกลุ่มนี้รวมกันมีประชากรประมาณ 5% ของประชากรทั้งหมด แต่ปกครองได้เพราะนักบวชถือตนเป็นนักปราชญ์ เป็นผู้มีคุณธรรม จึงสามารถสร้างอุดมการณ์ทางสังคมการเมืองให้คนส่วนใหญ่เชื่อและยอมรับ เมื่อร่วมมือกับนักรบผู้ถืออาวุธ คนที่อยู่ใต้การปกครองกลุ่มใดจะเสนออุดมการณ์อื่นจะถูกปราบปราม อุดมการณ์การเมืองที่สอนให้เชื่อฟังนั้นเข้าใจง่าย คือสอนให้ทุกคนทำตามหน้าที่ ผู้ที่อยู่ในวรรณะแพศย์ก็มีหน้าที่ค้าขาย ผู้ที่อยู่ในวรรณะศูทรก็ทำการเกษตรและเป็นผู้ใช้แรงงาน ที่เหลือเป็นบุคคลที่ไม่พึงแตะต้องหรือเป็นพวก “จัณฑาล” มีหน้าที่อันเป็นที่น่ารังเกียจ เช่น ฆ่าสัตว์ ฟอกหนัง เก็บสิ่งปฏิกูล ฯลฯ ภายหลังเอกราช รัฐบาลอินเดียพยายามให้เกียรติพวกจัณฑาลโดยให้เรียกชื่อใหม่ว่า “ดาลิต หรือ ทลิต” มีความหมายว่าผู้เป็นที่รักของพระเจ้า แต่พวกดาลิตยังคงถูกรังเกียจและกดขี่โดย “คนดี” ที่ถือตนว่าอยู่ในวรรณะสูง จนรัฐบาลอินเดียต้องตั้งชื่อให้กลุ่มเหล่านี้เสียใหม่ว่า “วรรณะที่กำหนด” (scheduled castes: SC) นอกจากนี้ยังมี “ชนเผ่าที่กำหนด” (scheduled tribes: ST) และมี “ชนชั้นอื่นที่ยังล้าหลัง” (other backward classes: OBC) ปัจจุบันมีประชากรในกลุ่ม SC ประมาณ 17 % ของประชากรทั้งหมด ส่วน ST มีประมาณ 8% และ OBC มีประมาณ 44% รวมทั้งสามกลุ่มที่รัฐบาลถือว่าถูกเลือกปฏิบัติในอดีตเป็นประชากรประมาณ 69% รัฐบาลมีนโยบายให้สิทธิพิเศษในด้านการศึกษาและการเข้าทำงานแก่พวกเขา ทั้งนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม (positive reservation) เพื่อลดผลการถูกกีดกันที่มีมาแต่เดิม

สังคมการเมืองได้วิวัฒนาการต่อไปจากสังคมแบ่งหน้าที่ดังตัวอย่างของสังคมวรรณะของอินเดียดังกล่าว มาเป็นรัฐที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง แต่ไม่ละทิ้งลัทธิความเชื่อหนึ่งที่ตกทอดมา นั่นคือความเชื่อที่ถือว่าการถือครองกรรมสิทธิ์ในสังหาและอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นสิทธิอันละเมิดมิได้ ลัทธิความเชื่อนี้รวมถึงความเชื่อว่าทาสเป็นสมบัติที่ถือครองได้ ถ้ายกเลิกทาสก็จะต้องมีการจ่ายเงินชดเชยเจ้าของทาส ไม่ใช่ชดเชยผู้ที่ถูกบังคับจับตัวไปเป็นทาส ส่งไปขายยังทวีปอเมริกาเพื่อช่วยทำการเกษตรแปลงใหญ่ ๆ ให้คนผิวขาวเจ้าของทาสได้อยู่สุขสบายในยุโรปและอเมริกา ได้สะสมกำลังทางเศรษฐกิจและการทหารสำหรับออกไปล่าอาณานิคม เพื่อจะได้ถือครองสมบัติในประเทศที่ตนยึดครองให้ตกเป็นของตนโดยพลการต่อไป ตัวอย่างที่โหดร้ายมากคือการที่ฝรั่งเศสยอมให้เอกราชแก่ไฮติในปี ค.ศ. 1804 (หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เพียง 15 ปี) ขณะนั้น ไฮติมีประชากรทาสประมาณ 90% ของประชากรทั้งหมด ฝรั่งเศสบังคับให้ไฮติจ่ายเงินชดเชยเจ้าของทาสตามราคาท้องตลาดเป็นจำนวนเงินมหาศาล ทำให้ไฮติต้องใช้เวลาถึงปี ค.ศ. 1950 โดยต้องใช้เงินประมาณปีละ 5% ของรายได้ประชาชาติ (ต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย ยกเว้นระหว่าง ค.ศ. 1843-1849 ที่ฝรั่งเศสพักการชำระดอกเบี้ยหลังเกิดแผ่นดินไหวปี ค.ศ. 1842) รวมเวลา เกือบ 150 ปีก็ยังชำระหนี้ได้ไม่หมด ฝรั่งเศสเริ่มละอายและยกหนี้ให้ นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ไฮติเป็นประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมล่าช้าที่สุดในบรรดาหมู่เกาะของทะเลคาริเบียน

ช่วงเปลี่ยนผ่านจากสังคมแบ่งหน้าที่สู่รัฐรวมศูนย์เกิดขึ้นในสังคมการเมืองทั้งหลายช้าบ้างเร็วบ้างต่างกันไป อย่างไรก็ดี สังคมการเมืองสมัยใหม่ได้ก้าวพ้นสังคมที่มีทาสและสังคมที่ถูกยึดครองโดยเจ้าอาณานิคมไปแล้ว เหตุผลหลักในการยกเลิกทาสดูเหมือนจะเป็นในแง่เศรษฐกิจ เจ้าของทาสพบว่าการให้ทาสมีลูกหลานเพื่อมาทำงานของทาสต่อไป (เริ่มจับผู้หญิงเป็นทาสและให้ตั้งครอบครัวกับทาสชาย) นั้น มีผลดีกว่าการมีแต่ทาสผู้ชายและต้องหาทาสใหม่มาทดแทนตลอดเวลา ต่อมาพบว่าการจ้างคนงานอิสระมาทำงานตามกลไกตลาด มีผลดีกว่าการบริหารจัดการทาส ประกอบกับเหตุผลทางศาสนา จริยธรรม และเหตุปัจจัยอื่น ๆ จึงมีการยกเลิกทาสในที่สุด แต่ต้องรอหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กว่าลัทธิการครองสมบัติในส่วนที่ให้ความชอบธรรมแก่การบังคับสังคมอื่นให้ตกเป็นเมืองขึ้นจะเสื่อมสลายไป อาจถือว่าการปลดปล่อยประเทศแอฟริกาใต้จากการปกครองของคนผิวขาวในปี ค.ศ. 1994 เป็นการสิ้นสุดของการเป็นอาณานิคมก็ว่าได้ (ไม่ใช่ปี ค.ศ. 1934 ที่มีการประกาศเอกราชจากอังกฤษ แต่อำนาจการปกครองยังตกอยู่แก่คนผิวขาว)

สังคมการเมืองในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญคือการสถาปนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีอุดมการณ์ในเรื่อง “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” อย่างไรก็ดี สังคมในระบอบประชาธิปไตยยังรับรองสิทธิในกรรมสิทธิ์และในการครองสมบัติที่มีมาโดยตลอดตั้งแต่สังคมแบ่งหน้าที่ในยุคโบราณ กล่าวคือ ยังเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ไม่ว่าจะเป็นในด้านรายได้และการถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน

Advertisement

ตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 จนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ประมาณ ค.ศ. 1910) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องการกระจายรายได้ กล่าวคือ คนฝรั่งเศสที่รวยที่สุด 10% มีส่วนแบ่งรายได้จากทั้งหมด ประมาณ 50% ขณะที่คนฐานะปานกลาง 40% ที่มีส่วนแบ่งรายได้จากทั้งหมด ประมาณ 36% ที่เหลือคือคนจนคิดเป็นประชากร 50% มีส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 14 % ประเทศอื่นในยุโรปก็มีความเหลื่อมล้ำทำนองเดียวกัน ถ้าพิจารณาการกระจายการถือครองทรัพย์สินก็ยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งในฝรั่งเศส อังกฤษและสวีเดน คือคนรวยที่สุด 10% มีส่วนแบ่งทรัพย์สินกว่า 90% ขณะที่คนจนจำนวน 50 % ถือครองทรัพย์สินประมาณ 1 ถึง 2 %

ช่วงเวลาระหว่างสงครามโลก (ค.ศ. 1910 ถึง 1945) สังคมประชาธิปไตยในยุโรปและอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในด้านการลดความเหลื่อมล้ำ เช่นในฝรั่งเศส จากการมีส่วนแบ่งรายได้ ประมาณ 50 % สำหรับคนที่รวยที่สุด 10% ในตอนต้นของช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนแบ่งนี้ลดลงเท่ากับประมาณ 33% เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนแบ่งรายได้ของคนจน 50% ของประชากรก็เพิ่มจากประมาณ 14 % เป็น 20%

การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นผลมาจากอุดมการณ์ “ประชาธิปไตยเพื่อสังคม” (social democracy) ซึ่งมีมาตรการที่สำคัญคือ การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คือคนมีรายได้มากจ่ายภาษีมาก การเก็บภาษีมรดก คือคนที่รวยและสามารถสะสมทรัพย์สินได้มากก็รวยได้ในช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ เพราะมีคุณวุฒิ (merit) ที่จะทำเช่นนั้นได้ แต่คนที่เป็นทายาทจะต้องแสดงว่าตนมีคุณวุฒิดังกล่าวด้วย คือต้องก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา ถึงจะมีแต้มต่อจากมรดกก็ไม่มากนัก มรดกส่วนหนึ่

ต้องคืนให้ส่วนรวม เพราะส่วนรวมได้สร้างสมศักยภาพของสังคมให้มากขึ้นตามลำดับ ภาษีมรดกจะช่วยให้สังคมโดยรวมมีการพัฒนายิ่งขึ้น สังคมจะพัฒนาไปพร้อม ๆ กันตามอุดมการณ์ข้อที่สามคือภราดรภาพนั่นเอง

แน่นอนว่าอุดมการณ์ “ประชาธิปไตยเพื่อสังคม” จะได้รับการต่อต้านจากฝ่ายทุนนิยมสุดขั้ว ว่าจะทำให้การสะสมทุนชะลอตัวลง คนเก่งจะขาดแรงจูงใจ อีกทั้งโฆษณาใส่ร้ายว่าเป็นอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ที่จะมาทำลายระบอบทุนนิยม รวมทั้งทำลายศาสนา อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศในยุโรปที่มีนโยบายสวัสดิการสังคม อย่างเช่นสวีเดนและประเทศอื่น ๆ ในสแกนดิเนเวีย ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และประเทศมีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีด้วย การที่ประเทศในโลกตะวันตกยอมรับนโยบายสวัสดิการสังคมในระดับหนึ่งนั้น อาจเป็นเพราะต้องการถ่วงดุลการโฆษณาของค่ายสหภาพโซเวียต ที่ว่าโซเวียตมีความก้าวหน้าและความเสมอภาคไปพร้อมกันได้ แม้จะต้องจำกัดเสรีภาพบ้างก็ตาม

ในโลกตะวันตก นโยบายประชาธิปไตยสังคมได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญระหว่างปี ค.ศ. 1910 ถึง 1990 แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ความเหลื่อมล้ำก็ค่อย ๆ คืบคลานกลับมาพร้อมกับอุดมการณ์ทุนนิยมสุดขั้วที่ได้ลดทอนสวัสดิการสังคมในบางส่วน โดยเฉพาะในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา สถานการณ์ในปี ค.ศ. 2018 เป็นดังนี้ ส่วนแบ่งรายได้ของคนรวยที่สุด 10 % สำหรับยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลางเท่ากับ 34 %, 46 % และ 63 % ตามลำดับ สำหรับส่วนแบ่งรายได้ของคนจน 50 % สำหรับยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลางเท่ากับ 22 %, 13 % และ 9 % ตามลำดับ (ข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ข้างต้น ผมลอกมาจากหนังสือ Capital et Idéologie (ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21/ Capital in the 21st Century) เขียนโดย Thomas Piketti)

ผมหวังว่าเรากำลังจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย (ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ “คนดี”) ที่มีความศรัทธาในประชาชน ประชาชนโดยรวมย่อมรู้ว่าอะไรดีสำหรับเขา แม้จะต้องคลำทาง ลองผิดลองถูกกันบ้าง แต่ก็ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ เพื่อจะได้ไม่ถูกหลอกให้เชื่อว่า “คนดี” จะมาช่วยเขา อย่างเช่นถูกหลอกให้เชื่อว่า คนกรุงเทพฯจะตัดสินใจเพื่อคนต่างจังหวัดได้ดีกว่าคนต่างจังหวัดเอง จึงต้องเชื่อผู้นำในกรุงเทพฯ โดยมีผู้นำเป็นผู้รวมศูนย์การตัดสินใจ เพราะเขาเป็นผู้รู้และเป็น “คนดี” พิเศษที่ไม่โกง ที่คิดถึงคนส่วนใหญ่มากกว่าพรรคพวกของตน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงควรมุ่งที่การกระจายอำนาจ การมีระบบภาษีและระบบงบประมาณเพื่อสวัสดิการถ้วนหน้าและลดความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง

โคทม อารียา