The 2021 P4G Seoul Summit : การเข้าถึงผลประโยชน์อันล้ำค่าของความร่วมมือสีเขียว

26.05.21 | 10:26 น.
The 2021 P4G Seoul Summit : การเข้าถึงผลประโยชน์อันล้ำค่าของความร่วมมือสีเขียว

The 2021 P4G Seoul Summit : การเข้าถึงผลประโยชน์อันล้ำค่าของความร่วมมือสีเขียว

ดร.เจน กูดอลล์ นักนิเวศวิทยาและนักอนุรักษ์ได้กล่าวคำพูดที่โด่งดังประโยคหนึ่งไว้ว่า “คุณไม่สามารถที่จะผ่านวันหนึ่งวันไปได้โดยไม่สร้างผลกระทบใดๆ ต่อโลกรอบตัวคุณ สิ่งที่คุณทำนั้นสร้างความแตกต่าง และคุณต้องตัดสินใจว่าความแตกต่างแบบไหนที่คุณอยากทำให้เกิดขึ้น”

ในความเป็นจริงแล้วเรากำลังเผชิญกับ “ชีวิตวิถีใหม่” หรือ “New Normal” ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราทุกคน เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับความผิดปกติของสภาพอากาศอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เรื่องของภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ ไปจนถึงคลื่นความร้อนรุนแรงที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจนสร้างสถิติใหม่ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้สามารถพบเห็นได้ในทุกพื้นที่ทั่วโลก การดำเนินการที่ชัดเจนในการลดผลกระทบเชิงลบต่อสภาพภูมิอากาศและการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรารับมือกับปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ได้

เป็นเรื่องน่ายินดีที่เมื่อกล่าวถึงการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วนั้น แม้แต่ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ต่างก็ยอมรับในแนวทางการจัดการที่คล้ายกัน ประเทศจีนซึ่งถือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดของโลก ได้ประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2060 ส่วนสหรัฐที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับสองของโลก ได้ประกาศกลับเข้าร่วมความตกลงปารีสอีกครั้งหลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน การกลับเข้าร่วมในครั้งนี้ได้เน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาของสหรัฐที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

ความรวดเร็วและระดับของการดำเนินการของประชาคมระหว่างประเทศในการตอบสนองต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 นี้ ได้มีการจัดการประชุมสุดยอดระดับพหุภาคีที่กล่าวถึงประเด็นสภาพภูมิอากาศไปแล้วถึงสองงานในประเทศเนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา และจะมีการจัดงานประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ในเดือนนี้ ซึ่งการประชุมเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับแผนการปฏิบัติการตอบโต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2030 หรือที่รู้จักในชื่อ “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions หรือ NDCs)” ของแต่ละประเทศ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP26 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ความพยายามระดับพหุภาคีเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้

Advertisement

ข้อริเริ่ม P4G หรือหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการเติบโตสีเขียวและเป้าหมายโลกปี 2030 เกิดขึ้นเมื่อปี 2018 ในฐานะเวทีส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีสและการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ประเทศหุ้นส่วนทั้ง 12 ประเทศ ซึ่งรวมถึง เกาหลีใต้ เดนมาร์ก อินโดนีเซีย เม็กซิโก และแอฟริกาใต้ ได้เข้าร่วมข้อริเริ่มนี้ร่วมกันกับภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม โดยที่ทุกฝ่ายมีเป้าหมายในการร่วมมือกันนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในห้าประเด็นหลัก ซึ่งครอบคลุมเรื่องของอาหารและการเกษตรกรรม น้ำ พลังงาน เมืองใหญ่ และเศรษฐกิจหมุนเวียน หุ้นส่วน P4G แตกต่างจากข้อริเริ่มด้านความยั่งยืนอื่นๆ ในแง่ที่ P4G นั้นเกิดจากการขับเคลื่อนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน ที่รวมตัวกันเพื่อนำเสนอแนวทางการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิรูปที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่ท้าทายต่างๆ ของโลก และสร้างโมเดลการทำธุรกิจผ่านการลงทุนแบบคำนึงถึงผลกระทบเชิงบวก

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กล่าวไปนั้น P4G ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่หุ้นส่วนทางนวัตกรรมมากกว่า 50 หุ้นส่วน และได้แบ่งปันวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศไปทั่วโลก เช่น “ColdHubs” ธุรกิจเพื่อสังคมจากประเทศไนจีเรีย และเป็นผู้ได้รับรางวัล P4G State-of-the-Art Partnership Awards ได้ลงทุนสนับสนุนห้องเย็นพลังงานแสงอาทิตย์แก่เกษตรกรและบริษัทขายส่งเพื่อใช้จัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งห้องเย็นนี้ช่วยลดการเน่าเสียของอาหารและเพิ่มรายรับให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก โมเดลโครงการความร่วมมือนี้ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในทวีปแอฟริกา ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาอาหารไม่ให้เน่าเสียได้มากกว่า 1,095,000 ตันต่อปีแล้ว โครงการนี้ยังสนับสนุนการดำรงชีพที่ยั่งยืนเพื่อช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับผู้หญิงอีกด้วย

การประชุมสุดยอด 2021 P4G Seoul Summit ที่จะจัดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 30-31 พฤษภาคมนี้ เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เมื่อมีแรงกดดันเรียกร้องให้การฟื้นฟูต่างๆ จากโรคระบาดโควิด-19 นั้น มีความยืดหยุ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปี 2021 จะเป็นปีที่ทุกประเทศเริ่มดำเนินการตามความตกลงปารีส การประชุมสุดยอดที่จะจัดขึ้นในครั้งนี้จะช่วยยกระดับวาระการประชุมที่มุ่งเน้นด้านสภาพภูมิอากาศและเพิ่มการนำเสนอมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและบรรลุวิสัยทัศน์ของการฟื้นฟูสีเขียวที่ครอบคลุมในทุกด้าน การที่ผู้นำจากกว่า 30 ประเทศ ซึ่งรวมถึงพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และผู้นำจากองค์การระหว่างประเทศจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเมินค่ามิได้สำหรับผู้นำเหล่านี้ที่จะร่วมแบ่งปันแนวคิดในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวทีโลก

การเข้าร่วม P4G Seoul Summit ของประเทศไทยนั้นมีความหมายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยและเกาหลีใต้มีเป้าหมายร่วมกันในการแสวงหาการเติบโตสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเทศไทยให้การสนับสนุนนโยบายการพัฒนาที่มีความสมดุล ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาอย่างยาวนาน และไม่นานมานี้ประเทศไทยได้นำรูปแบบเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาใช้เป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยรัฐบาลไทยมีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมากในการผลักดันนโยบายด้านการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง การส่งเสริมการลดและรีไซเคิลขยะ และการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG

ในขณะที่เกาหลีใต้นั้นได้เริ่มใช้นโยบาย “Green New Deal” ในปี 2020 เพื่อจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีความเป็นกลางทางสภาพอากาศภายหลังการระบาดของโควิด-19 โดยแผนนโยบาย Green New Deal ให้ความสำคัญกับสามด้านหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสีเขียวในโครงสร้างพื้นฐานและการฟื้นฟูระบบนิเวศ การจัดหาพลังงานคาร์บอนต่ำผ่านแหล่งพลังงานหมุนเวียนและการสัญจรสีเขียว และการวางรากฐานของนวัตกรรมสีเขียวผ่านการลงทุน การวิจัยและการพัฒนา ในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีมีแผนที่จะลงทุนจำนวน 66,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้าหมายในการสร้างงาน 660,000 ตำแหน่ง เกาหลีใต้ยังตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 12.3 ล้านตัน ภายในปี 2025 ผ่านโครงการต่างๆ ภายในประเทศ นอกจากนี้แล้วประธานาธิบดีมุนแจอิน ได้ประกาศว่าเกาหลีใต้จะงดให้การสนับสนุนเงินของภาครัฐแก่โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในต่างประเทศ เพื่อจะกระตุ้นให้เกิดแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกอีกด้วย

โมเดลเศรษฐกิจ BCG กับยุทธศาสตร์ Green New Deal มีความเหมือนกันในแง่ที่ทั้ง BCG และ Green New Deal ครอบคลุมแนวคิดที่ว่านวัตกรรมและความชัดเจนในการลงทุนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืน และทั้งสองอย่างนี้ยังมีโครงการที่มีความคาบเกี่ยวกัน ทำให้ไทยและเกาหลีใต้มีศักยภาพที่จะพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านต่างๆ อีกมากมาย ไม่เพียงแต่ในด้านของการจัดการและรีไซเคิลขยะ ด้านพลังงานหมุนเวียน และการสัญจรสีเขียวเท่านั้น ทั้งสองประเทศยังสามารถเสนอความคิดในการทำงานร่วมกันกับองค์การระหว่างประเทศในด้านอื่นๆ เช่น การลดมลภาวะทางอากาศ การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการน้ำ การนำจุดแข็งและความรู้ความสามารถที่สั่งสมจากประสบการณ์ในการดำเนินการด้านนโยบาย ผนวกรวมกับความพยายามในการทำงานร่วมกันในด้านที่กว้างและซับซ้อนมากขึ้น จะทำให้ทั้งสองประเทศเข้าใกล้การบรรลุเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ทั้งวิสัยทัศน์ที่จะเป็นโรงกำเนิดไฟฟ้าสีเขียวแห่งเอเชียของเกาหลีใต้ และวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพและศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนของประเทศไทย

ปัญหาความรุนแรงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้นั้นไม่สามารถที่จะแก้ไขได้โดยนโยบายของแต่ละประเทศเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้เมื่อมองในแง่ของความเป็นจริงแล้ว ในโลกที่ทุกอย่างมีความเชื่อมโยงถึงกัน รัฐบาลเพียงหน่วยงานเดียวก็ไม่เพียงพอต่อการจัดการกับปัญหานี้อีกต่อไป หุ้นส่วนความร่วมมือ P4G ได้ตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้ และได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนรวมถึงภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการดำเนินการตอบโต้สภาพภูมิอากาศ ภาคธุรกิจสามารถลดขยะและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ รวมไปถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนและการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ขนส่งสาธารณะ การประหยัดน้ำและไฟ และการลดการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เมื่อรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชนร่วมมือกัน ช่วยกันขับเคลื่อนจิตสำนึกของการเป็นพลเมืองสิ่งแวดล้อมไปสู่การปฏิบัติจริง และยอมรับการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เราจะสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถรักษาโลกอันเป็นที่รักของเราไว้ได้

ลี อุก-ฮ็อน
เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย